“ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล” เปิดใจ ตนยังรอให้ศาลเปลี่ยนวันอ่านคำตัดสิน

อัจฉรา อัชฌายกชาติ ผู้สื่อข่าว นสพ. บางกอกโพสต์ พูดคุยกับ 'ดา ตอร์ปิโด' หลังศาลวินิจฉัยพิจารณาคดีปิดลับไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เจ้าตัวเผยมุ่งขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ผิดหวังเนื่องจากศาลเลื่อนการพิจารณาไปหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษา ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล สตรีผู้ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาถึง 18 ปีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เปิดเผยว่าตนรู้สึกว่าศาลอาญาปฎิเสธเธออย่างไม่เป็นธรรมในโอกาสขอทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ โดยศาลอาญาได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งเท่ากับภายหลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามธรรมเนียมแล้ว ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกและได้ขอพระราชทานอภัยโทษ อันเป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมพระชนมพรรษา องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษาในปีนี้ ดารณี (อายุ 49 ปี) ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เธอหวังว่าศาลจะเปลี่ยนวันนัดฟังคำพิพากษามาเป็นก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อที่อย่างน้อยตนจะได้มีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษตามสภาพเงื่อนไขปกติต่อไป ดารณีให้สัมภาษณ์จากห้องคุมขังชั่วคราวของศาลอาญารัชดาว่า รายละเอียดการพระราชทานอภัยโทษในงานเฉลิมพระชนมพรรษายังมิได้กำหนดแน่นอนชัดเจน ดังนั้น เธอยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในความหวังได้ว่า ศาลจะมีเมตตาและปรับวันอ่านคำพิพากษาให้เร็วขึ้นเพื่อที่เธอจะได้มีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษได้ ดารณี หรือรู้จักกันทั่วไปว่า “ดา ตอร์ปิโด” ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากการที่เธอกล่าวคำปราศรัยที่มีถ้อยคำดูหมิ่นเบื้องสูง ณ ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 18 มกราคม, 7 มิถุนายน และ 13 มิถุนายน ในปี 2551 โดยการพิจารณาคดีของเธอนั้นถูกปิดลับจากสาธารณชนและสื่อมวลชน ดารณีได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินและยังได้ประท้วงว่าการพิจารณาคดีอย่างปิดลับดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาได้อ่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเช้าวันนี้ (17 ต.ค.) ว่า การพิจารณคดีอย่างปิดลับในกรณีของดารณี ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เธอยอมรับว่าตนยังไม่ทราบว่าจะต้องมีคุณสมบัติหรือเงื่อนไขใดบ้างที่จะขอพระราชทานอภัยโทษในปีนี้ได้ แต่เธอได้ยินมาว่า แกนนำของขบวนการเสื้อแดงกำลังจะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องหาคนอื่นๆด้วยเช่นกัน “คือมันถึงเวลาวัดใจของรัฐบาลที่ได้รับเลือกจากพลังของคนเสื้อแดงแล้ว มีคนอย่างสุรชัย (ด่านวัฒนานุสรณ์) และสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ที่สมควรจะอยู่ในรายชื่อเหล่านั้นด้วย” ดารณีกล่าว ในเวลานี้ยังมีผู้ต้องขังคนอื่นๆในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเรือนจำพิเศษกรุงเทพอีก 11 คน ซึ่ง 3 ใน 11 คนนี้คดีถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนายสมยศ พฤษาเกษมสุข ยังคงรอคอยคำพิพากษาขั้นสุดท้ายอยู่ สำหรับนางสาวดารณีนั้น เป็นผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพียงคนเดียวที่ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร ดารณียอมรับว่าตนเองจะต้องสูญเสียกำลังใจอย่างแน่นอนถ้าหากรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือตนและคนอื่นๆในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้ ดารณีให้สัมภาษณ์ว่าตนยังคงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อหัวเรือใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ ที่ให้ช่วยเหลือทางการเงินตลอด 14 เดือนแรก แต่หลังจากพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ นายเนวินก็หยุดส่งเงินช่วยเหลือ “ดิฉันก็ถูกจับติดคุกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งคือช่วงรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลชุดปัจจุบันเลยอาจจะลืมไปว่าที่ตัวเองได้มาถึงตรงนี้ก็เพราะการเสียสละของอีกหลายคน แต่อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถอะ ไม่มีใครขอให้เราไปขึ้นเวทีในวันนั้น เราทำของเราเอง” เธอกล่าว “ที่ผ่านมาไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยมาเยื่ยมเลย แกนนำของ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ก็เช่นกัน ที่เรายังมีกำลังใจสู้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะพี่ชายที่มาเยี่ยมทุกอาทิตย์ แล้วก็คนเสื้อแดงบางส่วนที่เขายังห่วงใยเรา” นส ดารณีกล่าว และยังอธิบายด้วยว่าตนมิได้ชื่นชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มากเป็นพิเศษแต่อย่างใด ดารณียืนยันว่าถ้อยคำของตนมิได้มีเจตนาที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และตนเองก็ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ “ดิฉันนับถือพุทธศาสนา และก็ยังนั่งสมาธิในคุก ดิฉันเคยทำงานอยู่ 3 ปีกับหนังสือพิมพ์สื่อธุรกิจที่ตอนนี้เลิกกิจการไปแล้ว ซึ่งก็มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของร่วมด้วย ดิฉันยังรู้สึกซาบซึ้งน้ำพระทัยของพระเจ้าหลานเธอพัชรกิติยาภาที่ทรงประทานความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้แก่ผู้ต้องหาหญิง ซึ่งช่วยให้ดิฉันเองได้มีโอกาสรับการสแกนกระโหลกศีรษะด้วย” เธอกล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์ ดารณี ผู้มีพื้นเพมาจากจังหวัดภูเก็ต มีอาการขากรรไกรยึดเป็นโรคประจำตัว ซึ่งเป็นโรคหายากที่เกิดจากการอักเสบของไวรัสในปากและกระดูก ทำให้เธอมีอาการเจ็บปวดอย่างมาก ดารณีเคยได้ประกันตัวชั่วคราวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจสองครั้ง เป็นเวลา 11 วัน และยังได้เคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลของเรือนจำอีก 5 ครั้งด้วยกัน ดารณีเปิดเผยว่าเธอน้ำหนักลดลงจาก 65 กิโลกรัมเป็น 50 กิโลกรัมในช่วงเดือนแรกๆของการคุมขัง แต่ในขณะนี้น้ำหนักตัวขึ้นมา 4 กิโลกรัมแล้ว อย่างไรก็ดี เธอเริ่มใจไม่ดีหลังจากพี่ชายอายุ 57 ปีของเธอ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ถูกจับเข้าคุกกระทันหันเป็นเวลา 1 เดือนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความหนึ่ง ที่มีอายุความมาตั้งแต่ปี 2542 ทั้งคู่เพิ่งได้พบกันเมื่อเช้านี้ (17 ต.ค.)ในศาลนั่นเอง ศาลอุทธรณ์ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า กระบวนการขั้นตอนของศาลอาญาในคดีนี้ไม่ถูกต้อง และสมควรเริ่มพิจารณาคดีใหม่โดยการยื่นเรื่องคำร้องของดารณี ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อน หลังจากได้รับคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลอาญาจึงค่อยดำเนินการต่ออีกทีหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญได้โพสต์คำตัดสินลงในเว็บไซต์ของศาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และเพิ่งจะได้อ่านคำพิพากษาในวันนี้ ฝ่ายจำเลยหวังไว้ว่าศาลอาญาจะดำเนินการต่อได้ทันทีหลังอ่านคำตัดสินในวันนี้ แต่การณ์กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ศาลอาญาชี้แจงว่าเดือนนี้เป็นช่วงสับเปลี่ยนข้าราชการและอาจจะมีผู้พิพากษาคนใหม่ๆ เข้ามารับหน้าที่ในคดีนี้ด้วย ดังนั้น วันที่ 15 ธันวาคมจึงเป็นวันที่เหมาะสมกว่า. ที่มา แปลจาก Achara Ashayagachat. \Daranee hoping verdict will be rescheduled\". Bangkok Post. 17/10/54 http://www.bangkokpost.com/news/politics/261776/daranee-wants-verdict-rescheduled"

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์