สัมภาษณ์นักโทษการเมืองพม่า: "ในความโดดเดี่ยว ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน"

บทสัมภาษณ์ ซูซู นวย นักกิจกรรมพม่า ซึ่งได้รับการปล่อยตัวหลังต้องโทษจำคุก 12 ปี โดยถูกจองจำด้วยวิธีขังเดี่ยวมาเป็นเวลานาน และถูกย้ายไปเรือนจำต่างๆ ทั่วพม่า และในระหว่างที่เธอถูกขังเดี่ยวนั้นเธอได้เรียกร้องให้ทางการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำด้วย ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก “ในความโดดเดี่ยว ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน นั่นเป็นความปรารถนาสูงสุดของฉัน” โดย กะยอ คา ใน หนังสือพิมพ์มิซซิมา, 24 ตุลาคม 2554 หมายเหตุ: งานแปลชิ้นนี้แปลโดยตัดทอนบทสัมภาษณ์บางส่วนออก โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมืองเป็นพิเศษ บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มอ่านได้ที่ ‘In solitary: I wanted to talk with people: that was the biggest desire’, by Kyaw Kha in Mizzima, 24 October, 2011 บทสัมภาษณ์ ซูซู นวย นักกิจกรรมเพื่อสิทธิเกษตรกร แรงงาน และทหารเด็กในประเทศพม่า เมื่อเร็วๆนี้ หลังจากที่มีการประกาศอภัยโทษโดยประธานาธิบดี เธอถูกปล่อยตัวจากการลงโทษจำคุก 12 ปี เธอต้องถูกจองจำด้วยการขังเดี่ยวเป็นเวลานาน เธอถูกจำคุกทั้งในเรือนจำอินเส่ง กาเล และคามติ ในระหว่างที่เธอถูกขังเดี่ยวนั้นเธอได้เรียกร้องให้ทางการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ หลังจากที่ถูกปล่อยตัว สำนักข่าวมิซซิมามีโอกาสพูดคุยกับซูซู นวยเพื่อสอบถามประสบการณ์และสถานการณ์ปัจจุบัน ถาม: ช่วยเล่าให้พวกเราฟังว่าคุณถูกปล่อยตัวได้อย่างไร ตอบ: ฉันถูกสั่งให้ลงนามในเอกสารบันทึกคำสัญญา 401 ซึ่งระบุว่าถ้าฉันกระทำความผิดแบบเดิมอีกในอนาคต ฉันจะถูกจำคุกเท่ากับระยะเวลาการลงโทษที่เหลืออยู่ ฉันตอบว่าทำไมฉันถึงต้องลงนามในเอกสารฉบับนี้ ถ้าฉันถูกปล่อยตัวพร้อมกับเอกสารฉบับนี้ ฉันไม่ออกไปเสียดีกว่า ฉันยินดีจะอยู่ในคุกเพื่อรับโทษของฉันจนครบกำหนดเวลามากกว่าที่จะยอมลงนามในเอกสารดังกล่าว หรือหากแม้ฉันรับโทษจำคุกจนครบกำหนดเวลาแล้ว และถูกร้องขอให้ลงนามในเอกสารนี้อีกครั้ง ฉันยืนยันว่าให้ลงโทษจำคุกฉันเพิ่มอีก 10 ปีเสียดีกว่าที่จะให้ฉันลงนามในเอกสารดังกล่าว หัวหน้าเรือนจำจึงกล่าวว่า แล้วแต่คุณแล้วกัน หลังจากนั้น เวลา 9.45 น. พวกเขาแจ้งว่าฉันจะถูกปล่อยตัวแม้ฉันจะไม่ได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวก็ตาม และสั่งให้ฉันเก็บของใช้ส่วนตัว ในที่สุดฉันก็ถูกปล่อยตัวโดยไม่ได้ลงนามในเอกสารใดๆ ถาม: มีเจ้าหน้าที่ทางการเจรจาต่อรองกับคุณก่อนที่คุณจะถูกปล่อยตัวหรือไม่? ตอบ: ไม่มีการเจรจา มีเพียงข่าวว่าฉันจะได้รับการปล่อยตัวภายในสิ้นเดือนตุลาคมตั้งแต่เดือนสิงหาคม และเจ้าหน้าที่แจ้งให้ฉันรักษาสุขภาพให้ดี ถาม: คุณถูกจับกุมและลงโทษได้อย่างไร? ตอบ: เหตุที่ฉันถูกจับกุมก็เพราะฉันแขวนป้ายประท้วงด้านล่างป้ายประกาศของรัฐบาล ป้ายนั้นเขียนว่า “ต่อต้านพวกที่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา “ต่อต้านผู้ที่ยังคงมองโลกในแง่ร้าย” น้องชายของฉันเป็นคนเขียนข้อความต่อต้านรัฐบาลบนป้ายผ้า และฉันนำมันไปแขวนไว้ด้านล่างป้ายคำขวัญของรัฐบาล ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุระหว่างที่ฉันกำลังถ่ายรูปผลงานของฉันและจับกุมฉัน ไม่มีตำรวจหญิงอยู่ด้วยในระหว่างที่ฉันถูกจับกุม เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ น้องชายของฉันพยายามหลบหนี แต่ โบ โบ วิน เหล่ง ถูกจับตัวได้ เขาล้มลงบนพื้นถนนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเหยียบหลังของเขาไว้ ฉันจึงพูดว่า อย่าแตะต้องน้องชายของฉัน ฉัน คือ ซูซู นวย มาจับตัวฉันดีกว่า น้องชายของฉันหนีไปได้คนหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถูกจับกุม เมื่อตำรวจจับตัวฉันได้ก็หยุดทุบตีน้องชายของฉัน ตอนที่ฉันร้องว่าฉันพร้อมให้จับกุมตัว ตำรวจไม่ได้บุกเข้าหาฉันในทันที พวกเขาประหลาดใจ ฉันได้ยินพวกเขารายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่า เป้าหมาย คือ ซูซู นวย ยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนี้พวกเขาจับตัวเธอไว้แล้ว และพวกเขาควรจะทำอย่างไรกับเธอดี ฉันไม่รู้ว่าอีกฝั่งโต้ตอบว่าอะไร พวกเราอยู่ในรถคนละคันระหว่างที่ถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจบาหัน มีการบิดเบือนสถานการณ์จริงในรายงานที่ตำรวจส่งไปให้ศาล เพราะตำรวจระบุว่าระหว่างที่จับกุมตัวฉันมีตำรวจหญิงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีตำรวจหญิงอยู่ในที่เกิดเหตุ ฉันถูกจับกุมโดยตำรวจชาย 13 คน ที่นำโดยนายพล อู คะยอ เส่ง ฉันจำไม่ได้ว่าถูกตั้งข้อกล่าวหาอะไรบ้างเพราะตำรวจตั้งข้อกล่าวหาฉันมากมาย และกล่าวหาฉันด้วยกฎหมายใดก็ตามที่พวกเขาต้องการ ฉันไม่ได้พูดโต้ตอบแม้เพียงคำเดียว ฉันถูกตัดสินลงโทษจำคุกจากข้อกล่าวหา 2 ข้อ เป็นเวลา 12 ปีครึ่ง ข้อหาแรก คือ ฉันแขวนป้ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลมีโทษจำคุก 8 ปี และข้อหาที่สอง คือ ฉันรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคนรวมถึง อองซาน ซูจี ฉันถูกลงโทษจำคุก 4 ปี และโทษจำคุก 6 เดือนจากการที่ฉันถ่ายภาพการประท้วง ถาม: ช่วยเล่าให้เราฟังถึงการต่อสู้ของคุณในเรือนจำ ในฐานะที่คุณเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน? ตอบ: ครั้งแรก หลังจากที่ฉันถูกจับกุม ฉันถูกขังเดี่ยวในเรือนจำอินเส่ง นักโทษคนอื่นที่ถูกส่งเข้าเรือนจำพร้อมฉันได้รับอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมและได้รับพัสดุสิ่งของ แต่ฉันถูกปฏิเสธไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว ฉันจึงประท้วงโดยการอดอาหาร หลังจากฉันประท้วงเป็นเวลาหนึ่งวัน ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่เรือนจำถามฉันว่าฉันกำลังอดอาหารประท้วงอยู่ใช่หรือไม่ ฉันรับว่าใช่ พวกเขาจึงกล่าวว่า ฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้และต้องถูกย้ายไปยังที่ตึกอื่น ฉันเรียกร้องให้ได้รับสิทธิเข้าเยี่ยมจากญาติและได้รับพัสดุสิ่งของ พวกเขาตกลง ฉันจึงยอมกินข้าวหลังจากที่อดอาหารประท้วงมา 3 วัน หลังจากนั้น ฉันถูกแยกขังเดี่ยว ฉันได้รับอนุญาตให้ออกมาด้านนอกเมื่อมีญาติมาเยี่ยม และการติดต่อกับทางการ แต่ส่วนใหญ่ฉันจะถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานเกือบหนึ่งปี ฉันถูกย้ายไปที่เรือนจำกาเล และถูกขังเดี่ยว ฉันได้รับอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ รองผู้อำนวยการเรือนจำมาพบฉันในระหว่างที่ฉันอยู่ในเรือนจำกาเล เขากล่าวว่า ฉันได้รับอนุญาตให้มีญาติมาเยี่ยมได้ และลูกจะได้พบกับครอบครัวในเร็วๆนี้ เขากล่าวว่าเรือนจำในกาเลนั้นอากาศเย็น ขอให้รักษาสุขภาพด้วย เขากล่าวว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงตัดสินใจส่งฉันไปที่เรือนจำกาเลหลังจากมีการประชุมกัน เขาไม่สามารถช่วยอะไรฉันได้ เขาพยายามให้กำลังใจและให้ฉันรักษาสุขภาพ ถาม: คุณถูกซ้อมทรมานในระหว่างการจับกุมหรือการสอบสวนหรือไม่ ? ตอบ: ก็ไม่เชิง นายพลระดับภาค ไว ลวิน เข้ามาสังเกตการณ์ เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดหาอาหารให้ฉันระหว่างที่ถูกคุมขัง ต่อมานายพล ลา เต วิน เข้ามาตรวจสอบ เขาถามถึงสภาพความเป็นอยู่ เขาถามฉันว่า ฉันจะสามารถช่วยให้ทางการยกเลิกการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกได้หรือไม่ ฉันตอบว่า ฉันไม่มีอำนาจใดๆในเรื่องดังกล่าว เขาเข้ามาพบฉันและรุ่นพี่ของฉัน มิน โก นาย ที่สถานีตำรวจบาหันเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวัน พวกเขาพูดว่านายพลเข้าพบมิน โก นาย ก่อนที่จะมาพบฉัน ถาม: คุณถูกขังเดี่ยวในเรือนจำทั้งสองแห่ง? ตอบ: เมื่อครั้งที่ฉันถูกย้ายไปเรือนจำกาเล ที่นั่นมีหมอและโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านสุขภาพ สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับฉัน คือ การถูกแยกขังเดี่ยว ฉันร้องขอเจ้าหน้าที่ให้ขังฉันรวมกับนักโทษการเมืองคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตอบว่า พวกเขามีภาระอันใหญ่หลวงที่จะต้องแยกนักโทษหญิงออกมาขังเดี่ยว หลังจากถูกจองจำเป็นเวลา 4 เดือน ฉันล้มลงหมดสติในระหว่างที่กำลังเดินอยู่นอกกรงขัง เพราะฉันหายใจไม่ออกจากน้ำมูกและเสมหะ ต้องเข้ารับการรักษา ฉันถูกตรวจร่างกายด้วยเครื่องแสกนไฟฟ้า และถูกถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ฉันบอกพวกเขาว่าอย่าถ่ายรูปแต่พวกเขาไม่ฟัง ฉันร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ฉันบอกว่าฉันเป็นผู้หญิง และขอให้หมอผู้หญิงเป็นคนตรวจร่างกายฉันในครั้งต่อไป วันหนึ่ง คุณหมอโก โก ลวิน มาตรวจร่างกายฉัน ฉันมักจะอ่อนเพลียเป็นประจำ หมอบอกว่าฉันอายุมากแล้วและฉันต้องกิน Oramin-G หมอสั่งยานั้นและยาที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่เรือนจำเดินทางไปยังค่ายกักกันแรงงานภายในการควบคุมของเขาภายนอกเรือนจำ เจ้าหน้าที่พยาบาลจ่ายยาให้ฉันผิด เขาให้ยาสำหรับคนไข้หญิงที่มีอาการทางจิตที่อาศัยอยู่ข้างห้องของฉัน ฉันร้องเรียนว่าพวกเขาจ่ายยาให้ฉันผิด และเพื่อเป็นการพิสูจน์ฉันจึงกินยานั้น เพราะยาดังกล่าวเป็นยาสำหรับรักษาคนไข้ที่มีอาการทางจิต ฉันจึงหมดสติไป ฉันแจ้งกับหัวหน้าเรือนจำว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลพยายามฆ่าฉัน แม้ว่าฉันจะไม่ได้ก่อปัญหาให้ใครเลยก็ตาม สองวันต่อมา ฉันได้รับยาที่ถูกต้อง ฉันได้ยินว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลคนดังกล่าวถูกปลดออกจากตำแหน่ง และต่อมาฉันถูกย้ายไปที่เรือนจำคามติ ถาม: ในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำคามติ คุณได้รับการดูแลสุขภาพ ได้รับสิทธิที่จะอ่านหนังสือ และสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมหรือไม่? ตอบ: ฉันไม่ได้รับยารักษาโรคเป็นเวลากว่า 4 เดือน ฉันรู้สึกไม่ดีเลยเมื่อมาถึงเรือนจำคามติ ที่นั่นไม่มีหมอและไม่มีโรงพยาบาลในเรือนจำ มีเพียงเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ดูแลฉัน ฉันถูกขังเดี่ยวและสุขภาพร่างกายย่ำแย่ ฉันต้องเข้มแข็งไว้ ฉันไม่มีใครที่จะพูดคุยสื่อสารด้วย และบางครั้งฉันก็รู้สึกโกรธตนเองมากๆ ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา ฉันสวดภาวนาตลอดเวลา ฉันกำหนดตารางเวลาในแต่ละวันว่าจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น สวดภาวนา เดิน อ่านหนังสือ กินข้าว และอาบน้ำ ฉันพยายามทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลา ตารางกิจกรรมประจำวันที่มีมากทำให้ฉันคลายความกังวลที่ต้องอยู่เพียงลำพัง ถาม: คุณปรารถนาสิ่งใดมากที่สุดในระหว่างที่ถูกขังเดี่ยว? ตอบ: แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดในเวลานั้น คือ เพื่อนร่วมห้อง เพื่อน ฉันอยากพูดคุยกับผู้คน ฉันอยากกินข้าวกับใครสักคน นั่นเป็นความปรารถนาสูงสุดของฉัน ถาม: อะไรคืออุปสรรคสำคัญสำหรับการเป็นนักโทษหญิง ตอบ: ฉันถูกดูถูกจากความทระนงในศักดิ์ศรีและศีลธรรมระหว่างที่อยู่ในคุก ฉันไม่สามารถโต้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้ แม้ฉันจะพยายามอธิบายข้อกล่าวหาเหล่านั้น แต่ฉันก็ไม่มีหลักฐานใดๆที่จะพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริง ถาม: คุณคิดว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลใหม่จึงปล่อยตัวคุณและนักโทษการเมืองคนอื่นๆ? ตอบ: ฉันคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง พวกเราทุกคนถูกจับกุมเพราะความนึกคิดและความเชื่อ โลกทั้งโลก และทั่วประเทศ รวมถึง อองซาน ซูจี ต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ทางการเลือกปล่อยพวกเราบางคน ยังมีนักโทษอีกจำนวนมากที่ยังตกค้างอยู่ในเรือนจำ รวมทั้งคนป่วย คนแก่ และคนที่ต้องนอนรักษาตัว พวกเขาทุกคนต้องได้รับการปล่อยตัว ทุกคนกำลังทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพ นักโทษการเมืองทุกคนสมควรที่จะได้รับอิสระ ถาม: คุณอยากจะพูดอะไรเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานของคุณ รวมถึง มิน โก นาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว ตอบ: นักโทษการเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยวิธีการของพวกเขา รวมถึง พระสงฆ์และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ มิน โก นาย ก็เช่นกัน พวกเขาทุกคนมีจิตใจดี ดังนั้นพวกเขาจึงพร้อมจะเสียสละเรื่องส่วนตัวทั้ง การเงิน สังคม การศึกษา และครอบครัวเพื่อให้ประเทศนี้มีเสรีภาพ พวกเขาอาจจะต้องตายในคุก แม้พวกเขาจะรู้ดีว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องติดคุก แต่พวกเขาก็ยังคงเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ประเทศนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ฉันจึงไม่อาจยินดีกับการปล่อยตัวของฉัน ฉันไม่อาจมีความสุขได้จนกว่านักโทษการเมืองทุกคนจะได้รับการปล่อยตัว ถาม: คุณจะทำอะไรต่อไปในอนาคต? ตอบ: ก่อนหน้านี้ ฉันเคยทำงานรับผิดชอบเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และสิทธิของทหารเด็ก ฉันถูกทางการปลดจากตำแหน่งที่รับผิดชอบเมื่ออายุ 35 ปี เรื่องที่ฉันมีความเชี่ยวชาญ คือ สิทธิของเกษตรกร แรงงาน และทหารเด็ก หลังจากที่ฉันพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายสักพัก ฉันจะทำงานเดิมต่อไป ในเวลาว่างฉันพยายามติดต่อผู้คนที่ทำงานรณรงค์ในเรื่องเดียวกัน ฉันจะไปพบพวกเขาเพื่อหาทางร่วมมือกันต่อไปในอนาคต ถาม: ตอนนี้มีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิแรงงาน คนงานสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้? ตอบ: ฉันโทรศัพท์ไปยังสำนักงานของ ILO (องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ) ในกรุงร่างกุ้ง พวกเขาดีใจที่ฉันถูกปล่อยตัว ฉันเพิ่งได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่รายงานว่าตอนนี้คนงานสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ฉันยังไม่สามารถเดินทางไปที่สำนักงานได้ในตอนนี้เพราะปัญหาด้านสุขภาพ ถาม: ยังมีนักโทษการเมืองคนอื่นๆที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำคามติอีกหรือไม่? สุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง? ตอบ: ในเรือนจำคามติ มีนักโทษการเมืองหญิง 1 คน นักโทษการเมืองชาย 10 คน มีพระสงฆ์รูปหนึ่งจากมันฑะเลย์ที่ถูกจำคุกเป็นเวลา 84 ปี พวกเขาทุกคนกำลังเจ็บป่วยจากโรคมาลาเรีย พวกเขามีปัญหาด้านสุขภาพ บางคนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะโรคมาลาเรีย ฉันเป็นห่วงพวกเขามากเพราะการให้บริการด้านสุขภาพนั้นแย่มาก แม้แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำบางคนก็เจ็บป่วยจากอาการมาลาเรียขึ้นสมอง ฉันภาวนาให้พวกเขาตลอดเวลา เนื่องจากนักโทษการเมืองจำนวนมากต้องทรมานจากโรคมาลาเรีย ฉันได้เห็นว่าผู้คนต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไหนจากอาการมาลาเรียขึ้นสมอง ฉันเป็นห่วงพวกเขาเพราะเรือนจำคามตินั้นแตกต่างจากเรือนจำอื่นๆ ถาม: บางคนพูดว่าหากมีแรงงานมีสิทธิมากเกินไป ก็จะมีการลงทุนจากต่างประเทศน้อยลง คุณคิดว่าอย่างไร ตอบ: นั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะสิทธิแรงงานได้รับการรับรองทั้งในทางปฏิบัติและทางกฎหมาย กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้าเจ้าหน้าที่ทางการเคารพกฎหมายแรงงาน ถ้าไม่มีการละเมิดกฎหมาย พวกเราก็ไม่ต้องกลัวอะไร นี่เป็นความคิดเห็นของฉันในฐานะนักกิจกรรมแรงงาน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์