กรณี EM Ball และตรรกะพิสดารว่าด้วย 'ความเชื่อ' กับ 'วิทยาศาสตร์'

ถึง คุณธงชัย พรรณสวัสดิ์ เรื่อง ศาสตราจารย์กิตติคุณก็ใช้ตรรกะพิสดารเป็นเหมือนกัน ดิฉันได้ดูวิดีโอของคุณทางเว็บไซต์ยูทูบ (http://www.youtube.com/watch?v=0920PhZHNuA) แล้ว ดิฉันยอมรับว่าตัวเองไม่มีความรู้ทางจุลินทร๊ย์วิทยา แต่เนื่องจากว่า พอเข้าใจวิทยาศาสตร์และตรรกศาสตร์อยู่บ้าง และทนไม่ได้กับทัศนคติและความเห็นของคุณ จึงขอชี้แจงดังนี้ คุณพูดว่า: [นาทีที่ 10] \ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ตาหายน่ะมีมั้ย ป้าเช็งไม่มีหรอก ถ้ามีแล้วคนจะตาบอดได้ไง เพราะป้าเช็งไม่รู้ [คนถึงตาบอด] ความรู้ของป้าเช็งไม่ใช่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์\" ในสมัยก่อน ทฤษฎีทางฟิสิกส์ของนิวตัน ถือได้ว่าเป็นความรู้ที่ดีที่สุด ทฤษฎีทางฟิสิกส์ของนิวตันผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์มาแล้วมากมาย เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง บางคนคิดว่าเป็นกฎสากลของจักรวาลด้วยซ้ำไป (ถึงแม้ว่านิวตันอธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงของวัตถุที่อยู่ห่างกันมากๆไม่ได้ก็ตาม) จนกระทั่ง ทฤษฎีของไอน์สไตน์เป็นที่รู้จัก ข้อแตกต่างระหว่างฟิสิกส์ของนิวตันกับฟิสิกส์ของไอน์สไตน์ คือ นิวตันมองว่า เทศะและเวลา (space and time) เป็นสิ่งที่คงที่และตายตัว แต่ไอน์สไตน์มองว่าจักรวาลไม่มีนาฬิกาสากล เวลาเป็นของใครของมัน เวลาพริบตาเดียวของคนที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงอาจเทียบเท่าได้กับเวลาทั้งชีวิตของคนที่อยู่บนโลก ถ้าจะถามว่า ฟิสิกส์ของนิวตันผิดไหม คำตอบคือไม่ผิด แต่มันเป็นจริงภายใต้บางเงื่อนไข บางกรอบอ้างอิง (frame of reference) เท่านั้น กรอบอ้างอิงจะเป็นอย่างไร ขึ้นกับการเคลื่อนที่ของทั้งผู้สังเกตและวัตถุที่ถูกสังเกต หากผู้ออกแบบการทดลองเพื่อวัดความแม่นยำของฟิสิกส์ของนิวตันต่างไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ฟิสิกส์ของนิวตันก็คงจะถูกต้องวันยังค่ำ การออกแบบการทดลองเพื่อที่จะทดสอบสมมติฐานหนึ่งๆ นั้นต้องรอบคอบให้มากว่า มีตัวแปรหรือเงื่อนไขทางการทดลองใดที่ยังไม่นำมาพิจารณา ถ้าหลักฐานของการทดลองนั้นไม่ได้สะท้อนถึงค่าของตัวแปรหรือเงื่อนไขอย่างมีความหมาย การทดลองนั้นย่อมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับตัวแปรหรือเงื่อนไขดังกล่าว เช่น การทดลองยากับหนู ก็อาจไม่สะท้อนปฏิกิริยาของคนต่อยานั้นก็ได้ การวัดความสามารถภาษาอังกฤษของคนไทย โดยทดสอบกับคนกรุงเทพเท่านั้น ก็อาจไม่สะท้อนความสามารถภาษาอังกฤษของคนไทยทั้งประเทศได้ การทดสอบทฤษฎีทางกลศาสตร์โดยใช้กรอบอ้างอิงหนึ่่งๆ ก็อาจไม่สะท้อนถึงความเป็นสากลของทฤษฎีนั้นๆได้ แต่กระนั้นก็ตาม คุณต้องเข้าใจว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น เริ่มมาจากสมมติฐาน (hypothesis) และการทดสอบสมมติฐาน (hypothesis testing) ซึ่งถึงแม้ว่า จะผ่านการทดสอบมากมายก็ตาม เรายังไม่อาจถือได้ว่าความรู้ที่ได้มาจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ (scientific knowledge) เป็นข้อเท็จจริง (fact) เรารู้ได้แต่ว่า มันเป็นความรู้ที่ดีที่สุดที่เรามี จนกระทั่งมีหลักฐานใหม่ที่แน่นหนาพอที่จะหักล้างหรือปรับปรุงความรู้เก่าๆ เพราะอะไร เพราะเราไม่มีทางรู้เลย ว่าเราลืมคิดถึงตัวแปรหรือเงื่อนไขอะไรบ้างที่เราควรนำมาคิด นอกจากนี้ เรามีข้อจำกัดต่างๆในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุนการวิจัย เวลา การสุ่มตัวอย่างที่มากและดีพอ ถึงแม้ในศาสตร์ของ การแพทย์เชิงประจักษ์ (evidence-based medicine) ก็ยอมรับกันว่า มีข้อจำกัดเหล่านั้น เช่น การทดสอบยามักมีจำนวนตัวอย่างจากคนบางเผ่าพันธุ์ หรือคนที่มีพันธุกรรมพิเศษ น้อยเกินไป ยาอาจไม่มีผลกับคนเหล่านั้น หรือยาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายกับคนเหล่านั้นได้ ยาที่ผ่านการทดสอบ การตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ การรับรองจากองค์กรของรัฐอย่างเข้มข้นมาแล้ว ก็มีข่าวอยู่เนืองๆว่า มีอันตรายที่ไม่พบมาก่อนในการทดลอง ฉะนั้น การที่คุณธงชัยพูดทำนองว่า เพราะป้าเช็งไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ [ไม่ใช่เพราะอย่างอื่น] คนถึงตาบอด เป็นการแสดงให้เห็นว่า คุณอาจยังไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างดีพอ เป็นไปได้ที่ป้าเช็งอาจไม่ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ และ/หรือ เกิดความไม่ระมัดระวังจากการนำผลทดลองทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่วิทยาศาสตร์เองมีความผิดพลาด ที่ดิฉันจะพูดนี้ ไม่ใช่จะสนับสนุนวิธีการทำงานของป้าเช็ง ดิฉันเห็นด้วยกับคุณธงชัยในข้อสรุปที่ว่า ความรู้ของป้าเช็งไม่ใช่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์[โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด] ดิฉันขอสนับสนุนและปรบมือให้กับคุณธงชัยที่กล้าพูดแย้ง และวิจารณ์การทำงานของรัฐ อันถือเป็นกิจที่ประเสริฐของนักวิชาการในการใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรับใช้สังคม และสร้างประโยชน์สุขให้คนทั่วไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณพูดถูกทั้งหมด ความจริงก็คือ วิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้ปลอดภัยหรือดีเลิศอย่างสมบูรณ์แบบเลย ถึงแม้ว่าระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นการใช้หลักฐานและเหตุผลที่ดีที่สุดในปัจจุบันของมนุษย์ ข้อจำกัดและความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ดี นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี เท่าที่ดิฉันสังเกตดู (เน้นว่าสังเกต ไม่ใช่สรุป) คนที่ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ต่างหากที่เชื่อผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง \"ความรู้\" กับ \"ข้อเท็จจริง\" หนังสือเล่มหนึ่งที่อาจทำให้คุณธงชัยเข้าใจวิทยาศาสตร์ดีขึ้นคือ Conjectures and Refutations: The Growth of Scientific Knowledge ของ Karl Popper คุณพูดว่า: \"คนที่ทำเรื่อง EM ทั้งหมดเนี่ย เป็นคนที่มาทางสายวิทยาศาสตร์มั้ย ดูได้เลย ไม่มีนะ เป็นชาวบ้าน เป็นเทศบาล เป็นทหาร พวกนี้เป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลย คุณไปถามศาสตราจารย์ทุกมหาวิทยาลัยเลย ที่ทำในเรื่องของจุลชีววิทยา ไม่เอาอาจารย์เด็กๆอะไรที่อาจไปตามกระแส เอาอาจารย์ที่เจ๋งจริง รู้จริง ผมเชื่อว่าไม่มีใครบอกว่า มันใช้งานได้ มันเป็นเรื่องของความเชื่อกับความรู้ คนเชื่อป้าเช็งก็เยอะ ณ ขณะนี้ ที่ป้าเช็งถูกจับ คนเชื่อป้าเช็งยังมีอยู่มั้ย มี\" สาเหตุหนึ่งที่คนกรุงเทพบางคนดูถูกคนต่างจังหวัด คนไทยบางคนดูถูกคนลาว คนรวยบางคนดูถูกคนจน คนเรียนสูงบางคนดูถูกคนที่เรียนไม่สูง คนจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากดูถูกคนจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงน้อย เพราะทัศนคติอันตรายอย่างคุณนี่แหละ อันตรายอย่างไร 1. ถ้าคุณหมายความว่า พวกนี้เป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลย [สักคน] คุณกำลังตัดสินคนอย่างเหมารวมและอาจไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านที่ทำเรื่อง EM ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่มีเลยสักคนหรือ แล้วตัวคุณเองล่ะ เข้าใจวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด คุณอธิบายมาได้ไหม ว่าชาวบ้านที่ทำเรื่อง EM ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลยสักคนจริง คุณมีหลักฐานและเหตุผลอะไรจึงได้กล่าวเช่นนั้น ถ้าหากว่าสิ่งที่คุณพูดนี้ไม่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คุณมีทัศนคติที่น่ากลัวมาก คุณเป็นคนที่ดูถูกคน ด้วยอคติที่รุนแรง แต่ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นจริง คุณก็ไม่ควรพูดเช่นนั้น เพราะคุณกำลังโจมตีตัวบุคคล ไม่ใช่ความเห็นของพวกเขา 2. ถ้าคุณหมายความว่า พวกนี้เป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลย [แม้แต่น้อย] ดิฉันเข้าใจว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายๆอย่าง มีความเป็นวิทยาศาสตร์ในตัวเอง ถึงแม้ว่าชาวบ้านไม่รู้จักคำว่า \"วิทยาศาสตร์\" ก็ตาม ความรู้ที่อาศัยสถิติอย่างลวกๆ สืบทอดกันมา เสาะหาสมุนไพรเป็นยาบำรุงหรือเภสัชรักษาโรคก็ดี มีความเป็นวิทยาศาสตร์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว นักวิทยาศาสตร์เองก็ค้นพบทีหลังว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายๆอย่างดีจริง ถ้าเราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ก็คงไม่รีบด่วนสรุปว่าคนพวกนี้ป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลย[แม้แต่น้อย] คนหลายๆคนไม่ได้ศึกษาธรรมะแต่ก็เป็นคนดีได้ นักปราชญ์สมัยก่อนหลายคนไม่ได้ร่ำเรียนอะไรมากนัก ก็สามารถสร้างความรู้ศาสตร์ใหม่ๆขึ้นมาได้ บางคนได้รับการยอมรับว่าเป็น บิดาแห่งศาสตร์นั้นๆนี้ๆก็มี Eliezer Yudkowsky เป็นคนที่สอนหนังสือให้ตัวเอง (autodidact) ไม่ได้เข้าเรียนในห้องเรียน แต่ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) ที่มีชื่อเสียงในนานาชาติได้ คนที่เป็นศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ปรัชญา จิตวิทยา หลายๆคน อยากพูดคุยแลกความคิดเห็นกับเขา ไม่ถือตัวที่เขาไม่ได้เล่าเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ในทางตรงข้าม ลองถามตัวคุณดู ว่าคุณดูถูกแม้กระทั่งอาจารย์ใหม่ๆหรือเปล่า คุณตัดสินคนตั้งแต่เขายังไม่อ้าปากพูดหรือไม่ คุณรู้จัก ad hominem fallacy มั้ย มันคือ การโจมตีตัวบุคคล แทนที่จะไปโจมตีหลักฐานหรือการใช้เหตุผลของพวกเขา ซึ่งถือเป็นการใช้ตรรกะที่สังคมไม่ควรยอมรับ วงการวิชาการก็ไม่ควรยอมรับ คุณรู้จัก Bayesian reasoning (การอ้างเหตุผลจากสถิติเชิงเงื่อนไข) มั้ย ลองดูทีว่า ความน่าจะเป็นที่อาจารย์รุ่นเก่าที่ติดกระแสเป็นอย่างไร และความน่าจะเป็นที่อาจารย์รุ่นใหม่ที่ติดกระแส เป็นอย่างไร กรุณาอย่าพูดโดยใช้ความรู้สึก หรือประสบการณ์ส่วนตัว เพราะมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ คุณมีข้อมูลไหม ช่วยบอกที คุณรู้จัก ความเชื่อในความเชื่อ (belief in belief) มั้ย บางครั้ง คนเชื่อในความเชื่อทั้งๆที่ไม่รู้ว่าความเชื่อเป็นความรู้หรือไม่ เพราะรู้สึกดีที่เชื่อเช่นนั้น เช่น บางคนคิดว่า การเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี และความเชื่อนี้ทำให้เขาคิดว่าเขารู้ว่าพระเจ้ามีจริง ทั้งๆที่ยังไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่บอกได้ว่าพระเจ้ามีจริง คุณพิจารณาดีๆเถิดว่า ที่คุณเชื่อมั่นในความรู้ของศาสตราจารย์อาวุโสน่ะ เป็นความเชื่อหรือความรู้ เฺฮ้อ... ดิฉันอยากรู้จริงๆว่า ความ \"ติดกระแส\" ของอาจารย์มหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับ \"ความเก๋ากึ้ก\" ของอาจารย์มหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ เราจะได้สรุปได้เสียทีว่า อาจารย์ใหม่ๆควรหุบปากเสียไม่ต้องพูดมากในประเด็นที่เป็นกระแสหรือไม่ นักข่าวที่ไม่รู้จักอาจารย์คนไหนเลย ควรหรือไม่ควรถามอาจารย์ใหม่ๆ ให้เสียเวลา เพราะพวกเขาไม่ได้เจ๋งจริง ไม่ได้รู้จริง ขอวิจารณ์จากการดูวิดีโอของคุณนาน 11 นาทีกว่าแค่นี้ ไม่อยากจะดูต่อแล้ว เพราะสมเพชแวดวงวิชาการไทยจริงๆ เสาหลักของแผ่นดินควรเป็นเสาแห่งปัญญา ไม่ใช่เสาที่ยึดติดกับตัวบุคคล โดยเฉพาะบุคคลที่ใช้ตรรกะพิสดาร ขอย้ำอีกที ว่าดิฉันเองไม่มีความเห็นและไม่มีความรู้ในเรื่อง EM และสิ่งที่คุณพูดเรื่อง EM อาจจะถูกก็ได้ แต่ที่เห็นๆ มีบางเรื่องที่คุณต้องมีความเป็นวิชาการ และความใจกว้างทางวิชาการมากกว่านี้ ก่อนที่คุณจะคิดว่าตัวเอง \"เป็นคนที่มีความรู้ของประเทศ\" และ \"เป็นคนที่ชี้นำประเทศในเชิงวิชาการ\" ตั้งแต่ฟังมา 11 นาทีกว่า ชอบประโยคนี้ของคุณ\"ประเทศใดก็ตามแต่ อยู่ด้วยความเชื่อ โดยไม่ใช้ความรู้ ประเทศนั้นไปไหนไม่ได้\" สาธุ... ขอเพิ่มเติมว่า ประเทศใดก็ตามแต่ อยู่ด้วยความเชื่อว่าบางคนรู้และบางคนไม่รู้ โดยตัดสินจากตัวบุคคลอย่างมีอคติ ไม่ได้ตัดสินจากความรู้ ประเทศนั้นไปไหนไม่ได้ วิชาการไทยจงเจริญ หนูดัดจ์ เพิ่มเติม: เห็นใน status ใครแว้บๆ ว่า \"มายาคติของ EM BALL (กำลังจะโหมให้คนมาช่วยกันเลยชะงักเลย) เห็นชื่อ ดร.ธงชัย ก็เชื่อว่าเชื่อถือได้ทันที\" อันนี้ เป็นความเชื่อหรือความรู้เนี่ย ขอเดาว่าเป็นความเชื่อที่ว่าบุคคลนี้ๆมีความรู้ไม่ผิดพลาดเลย โดยไม่ต้องฟังหลายๆฝ่ายแล้วพิจารณาอีกที สังคมไทยจงเจริญ"

Comments

นี่เป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นช

นี่เป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม ถกเถียงได้ตำหนิได้ ถ้าแน่จริงลองวิจารณ์กังหันน้ำก็จะดีมิใช่น้อยนะเธอว์

โปร่งใส

[quote=โปร่งใส]นี่เป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม ถกเถียงได้ตำหนิได้ ถ้าแน่จริงลองวิจารณ์กังหันน้ำก็จะดีมิใช่น้อยนะเธอว์[/quote]

วิเคราะห์ วิจารณ์กันจนปรุไปแล้ว อย่ามามั่วแถวนี้ ถ้าอยากรู้สรุปก็ประมาณ กังหันน้ำนั่นนะ มันใช้ได้ แต่ต้นทุนสูงไป และประสิทธิภาพในการบำบัดค่อนข้างต่ำเมือ่เทียบกับแบบอื่นๆ ก็ประมาณนี้แหละ

หาดูในเวบพันทิพย์นะ

มิได้กล่าวถึงกังหันชัยเด้อ

มิได้กล่าวถึงกังหันชัยเด้อ อย่าเข้าใจผิดๆเลยเถิดไป
Wiki
“กังหันชัยพัฒนา” ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber of Inventor องค์กรทางด้านนวัตกรรมที่เก่าแก่ของเบลเยียม ภายในงาน “Brussels Eureka 2000” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

1.ความรู้ชั้นหนึ่งสดสดได้จากเ

1.ความรู้ชั้นหนึ่งสดสดได้จากเรียนจากของจริงหลายรอบเกิดความเข้าใจและจะรู้สึกว่ายังมีอะไรอีกมากที่เราไม่รู้และค้นพบ

สิ่งที่น่าค้นคว้าต่อไปลึก และ ระเอียดถึงขั้นที่เรียกว่านาโนเทคโนโลยี
2.ส่วนผู้เรียนรู้จากตำราเขาเรียกว่า ความรู้ มือสองไม่มีโอกาศได้ลิมรสหรือ ได้สำผัส หรือได้กลิ่นได้อารมย์ได้แบบเดาเอา

3.ผมได้ยินได้ฟ้งพวกความรู้มือสองโม้โดยยกตำแหน่งสถาบัญซึ่งไม่ตรงกับความรู้ในเรื่องจุลทรีชีวะเลยทั้งคนฟังหรือคนตอบ

ก็แสดงถึงภูมิปัญญาในระดับมืสองคือมีความรู้ขั้นต้นว่าจุลินทรีย์ทัวไปต้องการออกซิเจนแต่หารู้ไม่ว่าจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง
ในEMต้องการแก๊สนน่าเหม็นเป็นอาหารและถ่ายมูลออกมาเป็นออกซิเจนไม่ใช่อานจากตำราเพียงอย่างเดียวผมได้ใช้
ได้พิสูจน์มาแล้วและได้เข้าร่วมสำมนาประจำปีระดับนานาชาติมาแล้ว เมืองไทยนักวิชาการมือสอง เยะมากหน้าสงสาร
4.ผมขอเชิญท่านพูดตรงประเด็นวิชาชีพที่ท่านมืประสพการความรู้มือหนึ่งและมือสองจะหน้าเชื่อถือมากกว่า
5.ผมมีโอกาศพบชาวบ้านใช้EMช่วยในการปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิต40ตันต่อไร่ในเวลา8เดือนและผมนำความเข้าแจ้ง
ให้ ดร.ของมหาวิทยาลัยเกษตรทราบเขาไม่เชื่อเพราะเขาเชียวชาญฉะเพราะเรื่องมันในระดับความรู้มือหนึ่งและมือสอง
แต่เขายังขอให้ผมพาไปให้เห็นกับตาผมก็ยินดีเต็มใจที่จะพาไปครับ

กำลังอยากพูดเรื่องปรัดยาพอดี

กำลังอยากพูดเรื่องปรัดยาพอดี สิ่งที่ "หนูดัดจ์" พูดนั้น นักวทยาศาสตร์อาจจะบื้อไม่เข้าใจ

ในแวดวงปรัดยา มักจะมีตำราเล่มหนึ่งชื่อว่า "หลักการใช้เหตุผล"

อาจมีบางคนคืดว่า นี่เป็นตำราซื้อบื้อสำหรับเด็กหัวอ่อนอ่าน คนฉลาดไม่เห็นจะต้องอ่าน ยิ่งเรียนจบดร.มายิ่งไม่ต้องอ่าน

อะเฮอะ อะเฮอะ

ไอ้ตำราเล่มนี้น่ะ เป็นสุดยอดของวิชาความรู้เลยทีเดียวเจียว!

บางคนคิดว่า 'ตรรก' หรือ 'การให้เหตุผล' เป็นของหมูๆ คิดว่าเราทุกคนพูดอย่างมีเหตุผลวันละหลายครั้ง ทั้งชีวิตพูดเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง

ไม่ใช่เลย! 'ตรรก' หรือ ตำราหลักการใช้เหตุผล ถ้าเรียกให้ตรงตัวยิ่งขึ้นก็คือ

'การแสดงข้อความ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล' ซึ่งอาจจะด้วยการพูดหรือเขียน

ที่ "หนูดัดจ์" ยกตัวอย่างความผิดพลาดในการแสดงข้อความนั้น เป็นไม่กี่ข้อของการแสดงข้อความที่ ไ ม่ ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล

ตำราหลักการใช้เหตุผล จะจารไนการให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลหลายแบบ กระทั่งบางข้อก็อ่านเข้าใจยาก เพราะต้องเข้าใจ'เทคนิคทางตรรกศาสตร์' ซึ่งเทคนิคเหล่านี้แหละ ที่ทำให้เกิดศาสตร์ความรู้มากมาย

ศาสตร์ต่างๆเกิดจาก การแสดงข้อความอย่างสมเหตุสมผล แล้วหลังจากนั้นโดยเทคนิคทางตรรกะศาสตร์จึงสามารถทำให้ข้อความที่สมเหตุสมผลแผ่ขยายออกไป ทำให้เนื้อหาของศาสตร์ขยายตัวแผ่กว้างออกไป ตัวอย่างเทคนิคตรรกศาสตร์คือ การอ้างเหตุผลแบบอุปนัย การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย การสร้างเงื่อนไขของข้อความ หรือเอาแบบยากๆที่ไปเปิดตำรามาเช่น ซิลลอจิสม์ เอนทีม โซริเตส ออยเออร์

พวกนี้เป็นเทคนิคการคิดแท้ๆที่ใช้นักปรัชญาโบราณคิดค้นและใช้แล้วยังใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นักปรัชญาคิดค้นศาสตร์ต่างๆ จนกระทั่ง มี'หลักวิธีการทางวิทยาศาสตร์' ซึ่งเน้นการค้นหาความจริงแบบอาศัยประสาทสัมผัสรับรู้ เช่น ประสาทตาสังเกตมองเห็น ซึ่อต่อมาก็มีการพัฒนาเครื่องมือขยายความสามารถประสาทรับรู้ เช่น กล้องจุลทรรศน์ กล้องดูดาว ทำให้ความรู้ขยายออกไปอีก

แต่นักคิดหรือนักปรัชญาโบราณ นิยมตั้งกฏที่ 'แย้งไม่ได้ทางตรรก' เช่น เดส์การ์ต เฮเกล คานท์ มาร์กซ์

ที่เราถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องของสังคมมนุษย์ กับ วัตถุสสาร การอ้างเหตุผลหรือเขียนแสดงข้อความ จึงมักจะต้องใช้วิธีคิดทั้ง 2 สายนั่นคือ ถูกต้องทางตรรกพอสมควร(เช่น ไม่เหมารวม-[ส่วนมาก,ส่วนน้อย,ส่วนใหญ่,ทั้งหมด,ข้อยกเว้น ฯลฯ],อัตวิสัย-ภาวะวิสัย,นิยามคำ,ฯลฯ) และถูกต้องแบบหลักวิทยาศาตร์พอสมควร เช่น การยืนยันข้อมูลข้อเท็จจริงได้ แสดงข้อมูลข้อเท็้จริงได้ ความถูกต้อง-ระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่อ้างลอยๆ-ไม่อ้างข่าวลือ ซึ่งผิดทั้งหลักทางตรรก และหลักวิทยาศาสตร์

เรื่องที่เราคุยกันส่วนมากนั้น เรามักจะมีข้อมูลข้อเท็จจริงในมือน้อย เพราะเราไม่ได้สังเกตจดบันทึกเอง แต่หน่วยงานต่างๆเช่นหน่วยราชการเป็นคนเก็บข้อมูล เราๆท่านๆจึงเหมือนคนตาบอดที่ไม่มีข้อมูลในมือ ทำให้การพูดแบบวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก เช่น เรื่องเขื่อน ปริมาณน้ำในเชื่อน ปริมาณฝน การแปลข้อมูล ฯลฯ ดังนั้น เรื่องที่พูดคุยส่วนมากจะเป็น 'ความเห็น','ความต้องการ','ความรู้สึก'(ชอบ/ไม่ชอบ) ฯลฯ ดั่งนี้แล

โปร่งใส

[quote=โปร่งใส]นี่เป็นประชาธิปไตยที่น่าชื่นชม ถกเถียงได้ตำหนิได้ ถ้าแน่จริงลองวิจารณ์กังหันน้ำก็จะดีมิใช่น้อยนะเธอว์[/quote]
โดนใจอย่างแรง

คุณหนูดัดจ์

คุณหนูดัดจ์ คนมันเป็นคนที่ชอบเพ่งโทษ ดูจากหลักตรรกะที่คุณแสดงกึเห็นชัด การที่ อ.ธงชัย พูดเรื่อง EM Ball นั้นคุณฟังแค่ 11 นาทีแล้วตัดสินนั้นดูแล้วคุณขาดการเรียนรู้อย่างมาก เพราะอวดเก่ง ข้อมูลที่คุณได้ฟังนั้นยังน้อยไปที่จะตัดสินคนคนนึง ลองไปหาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ EM ball ที่ อ.ธงชัย พูดใน YouTube ให้หมดที่อันซะก่อนค่อยตัดสินคน "กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา" แล้วอย่าใจแคบ คนจะตัดสินใครก็ต้องใช้ข้่อมูลและดูที่เจตนา ไปเช็คประวัติ อ.ธงชัย ดูว่าผ่านงานกำจัดน้ำเสียมาเท่าไหร อนาถ สังคมไทยมีคนแบบคุณบ้านเมืองถึงเป็นแบบนี้ "คนโง่แต่ขยัน" มีแต่ทำให้เลวร้าย

บ่นมานานมากแล้วว่า

บ่นมานานมากแล้วว่า นักเรียนสายวิทยาศาสตร์ไทย ตั้งแต่มัธยม จนถึงคณะสายวิทย์ ทุกมหาวิทยาลัย ไม่เคยได้รับการสอนเรื่อง "ปรัญชาวิทยาศาสตร์" อย่างเป้นระบบ จึงอ่อนตรรกะเป็นอย่างมาก
ต้องปฏิวัติ!!!!!!!!

ความคิดเห็นเรื่อง การใช้

ความคิดเห็นเรื่อง การใช้ EM.Ball ที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย คือ อ.ธงชัย คณะวิศวะ จุฬา
แกก็ว่าของแกถูกต้อง คือ เหตุผลที่ทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดจากอะไรบ้าง
และแกย้ำตลอดว่า “เมื่อเอาสาร ที่ทำให้น้ำเน่าได้” ... เอาใส่น้ำเน่า
แล้วจะทำให้ “น้ำหายเน่า” มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ที่ อ.ธงชัย พูดแบบนี้ (ข้างต้น) เพราะแกต้องการจะถาม ด้วยว่า “สาร” (EM.Ball)
มันทำงาน “ด้วยกลไก” อย่างไร

ถ้ามีใครอธิบาย ให้คำตอบกับ อ.ธงชัย ตรง “จุดนี้” ได้ ก็จะสามารถ คุยเรื่องนี้ต่อได้
(อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้น)

แต่จะเห็นว่า ฝ่ายที่มาอธิบายเรื่อง การทำงานของ EM.Ball จะไม่มีความรู้เรื่องจุลินทรีย์เพียงพอ
จะเป็น ผู้ที่อยู่ในแวดวงการใช้งานของ EM จึงไม่สามารถอธิบายลงลึกได้

เพราะจริง ๆ แล้ว ในระบบบำบัดน้ำเสีย เช่นแบบ Activated Sludge
(คือต้องมีการใช้จุลินทรีย์ ในระบบบำบัดด้วย)

เรื่องของการควบคุมจุลินทรีย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า การควบคุมระบบที่เป็นส่วนของเครื่องกล
เพราะจุลินทรีย์ เป็นสิ่งที่มีชีวิต !!!

สรุปก็คือ ฝ่ายที่สนับสนุนให้ใช้ EM.Ball ไม่สามารถอธิบาย “กลไก” ของ EM ได้ชัดเจนพอ.

โห คุณหนู จะพูดกับเขา

โห คุณหนู จะพูดกับเขา ก็พูดตรงๆเลย วกอ้อมดึงระดับเขาลงมา แล้วมาต่อว่าเนี่ย เสียเวลาอ่าน

คนเรียนสูง ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนดี มีความรู้ แต่ คนไม่ได้ร่ำเรียนตามมหาวิทยาลัย ก็ใช่ว่าจะโง่หรอกน่ะ คนอยู่ป่า อยู่ดง ไม่ได้เป็นคนดงไปหมดหรอก

ธรรมเท่านั้นที่จำแนกคน ทั้งในภพนี้ แล ภพหน้า

รักษาลมหายใจเอาไว้ปฏิบัติธรรมดีกว่าเถอะ น่ะครับ

ถุงเท้า
ปล. ไม่ต้องตอบหรอกน่ะครับ เพราะผมไม่อ่านความคิดของคนอื่น ที่เข้ามานี่ เพราะน้องนุ่งเขาให้ link มา

1.ระดับชาวบ้านทั่วไปที่ใช้EMเ

1.ระดับชาวบ้านทั่วไปที่ใช้EMเป็นได้ผลเห็นกับตาว่าได้ผลแต่ไม่สามารถอธิบายว่ากลไกลทำงานเป็นอย่างไร

2.นักวิชาการที่รู้เข้าใจสามารถอธิบายและสาทิตย์ให้เข้าใจขบวนการทำงานในระบบชีวะของจุลินทรีย์ในกลุ่มEM
พวกนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับสากล หาก พูดคุยกับนัก
วิชาการคนละสายมักคุยกันไม่รู้เรื่องเพระความรู้คนละสาย

3.เทคนิคการใช้EMให้ได้ผลก็เป็นศาตร์อย่างหนึ่ง

4.เมื่อเขาค้นพบEMแล้วนำไปบำบัดแม่น้ำในกรุงโตเกียว
ใน5ปีแรกก็ไม่ประสพความสำเร็จเพราะน้ำดี+น้ำเสียไหล
ลงทะเลหมด เมื่อเขาทบทวนดูว่าต้นเหต่เกิดที่ใด และใคร
คือผู้ทำ และจะแก้ไขอย่างไรเมื่อเขาตีปัญหาตกจึงแก้ได้

5.อยากรู้ต้องเรียนจากของจริงที่มีตัวอย่างทั่วโลกครับ

*วิทยาศาสตร์นำมาดูถูกคน สัปดน

*วิทยาศาสตร์นำมาดูถูกคน
สัปดนคิดว่าตัวเองใหญ่
กบในกะลาครอบกว่าใครๆ
ท่าน"ธงชัย"นั่นไงคือยอดคน
*ปัญหาสังคมไทยมีมากมาย
ท่าน"ศ."ทั้งหลายรีบช่วยด้วย
เก่งแต่ปากก็เท่านั้นแค่เฮงซวย
ใครจะม้วยก็ช่างข้าไม่แคร์