เกร็ดความรู้ด้านอุทกวิทยากับภาวะน้ำท่วม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

บทความนี้เขียนขึ้น (11 ตุลาคม 2554) ในระหว่างที่มีภาวะน้ำท่วมอย่างหนักบริเวณนครสวรรค์-ลพบุรี-อยุธยา-ปทุมธานี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหากับนนทบุรีและกรุงเทพมหานครในอนาคต ผู้เขียนเป็นเพียงผู้ใฝ่รู้ และได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านอุทกวิทยากับปรมาจารย์ด้านนี้ คือ อาจารย์บุญชอบ กาญจณลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองอุทกวิทยา กรมชลประทาน และได้เกษียรในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอุทกวิทยา ธนาคารโลกเมื่ออายุ 65 ปี แล้วได้กลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านเมื่อเกิดภาวการณ์ด้านอุทกวิทยา (น้ำท่วม การประท้วงเรื่องเขื่อน น้ำแล้ง) ว่าในแต่ละกรณี ถ้าจะมองผ่านหลักวิชาการด้านอุทกควรเข้าใจ วิเคราะห์อย่างไร และควรจะบริหารจัดการอย่างไร ดังนั้นผู้เขียนจึงได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นการบูชาคุณอาจารย์ในการที่จะสนับสนุนให้ท่านซึ่งอยู่ในสัมปรายภพด้วยความสุขคติ แต่ถ้ารายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาด หรือก่อให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ใดๆ ผู้เขียนขอน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว อุทกภัย: ภาวะนำท่วม ในหลักวิชาแล้ว จะนำการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำมาประยุกต์ โดยมีสมการง่าย คือ S = I – O, S หมายถึง Storage น้ำคงเหลือ ถ้ามีค่าเป็นบวกหรือมีน้ำเหลืออยู่ก็คือท่วม ถ้ามีค่าเป็นศูนย์หรือติดลบ (การระเหย) ก็คือแล้ง I หมายถึง Inflow หรือน้ำไหลเข้ายังพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยมีลักษณะการไหลเข้า 2 ลักษณะ ได้แก่ น้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำและน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่โดยตรง O หมายถึง Outflow หรือน้ำไหลออกจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยมีอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่ ในกรณีของน้ำท่วมจะพิจารณาเฉพาะน้ำที่ไหลไปท้ายน้ำ โดยไม่รวมถึงน้ำที่ซึมลงดินและน้ำที่ระเหยไปในอากาศ ข้อมูลนำท่วม: ความเข้าใจสำหรับการทำงาน ข้อมูลน้ำจะถูกนำเสนอเป็นปริมาณลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เช่น ปริมาตรน้ำที่ C2A ค่ายจิระประวัติ มีจำนวน 4,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่เขื่อนเจ้าพระยา 3,634 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่บางไทร 3,476 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นต้น จากข้อมูลสู่การบริหารจัดการ การนำข้อมูลมาใช้โดยตรง สามารถทำได้ เนื่องจากระบบคันคูน้ำ(คลองและแม่น้ำ) จะได้รับการคำนวณว่าจะสามารถรองรับน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอยู่แล้ว ดังนั้นในเบื้องต้น ก็นำไปคำนวณจากสูตร S = I – O จากข้อมูลข้างต้น น้ำเข้าพื้นที่ที่ค่ายจิระประวัติแล้วน้ำออกจากพื้นที่ที่เขื่อนเจ้าพระยา จะทำให้มีน้ำคงเหลือในพื้นที่ระหว่างค่ายจิระประวัติและเขื่อนเจ้าพระยา เท่ากับ 4,650 – 3634 หรือ 916 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในกรณีที่มีนำคงเหลืออยู่ สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไปก็คือ ขนาดของปัญหาที่จะสะสมอยู่ในพื้นที่ว่ามีอยู่เท่าไร? ในกรณีนี้ ใน 1 วินาที จะมีน้ำ 916 ลูกบาศก์เมตรค้างอยู่ในพื้นที่ ดังนั้น ถ้ายังมีน้ำไหลเข้าและไหลออกในลักษณะอย่างนี้ ปริมาณก็ได้เท่ากับเวลาที่เกิดขึ้นคูณกับจำนวนน้ำที่เหลืออยู่ เช่น 1 วัน ก็จะมีน้ำสะสมอยู่เท่ากับ 24x60x60x916 หรือ 791,142,400 ลูกบาศก์เมตร กลไกทางอุทกวิทยาในกรณีที่น้ำท่วมขัง 1. น้ำเท้อ (Water Back) เกิดขึ้นเมื่อกรณีที่น้ำไหลไม่ทันก็จะหนุนน้ำกลับไปทำให้มีระดับที่สูงขึ้น ในกรณีน้ำท่วมขังก็จะทำให้บริเวณที่ถูกท่วมขยายออกกว้างออกไปตามปริมาณที่น้ำค้างอยู่ตามจำนวนที่คำนวณไว้ 2. กรณีเขื่อนดินชั่วคราวหรือกระสอบทรายพัง เกิดจากแรงดันของน้ำซึ่งมีอย่างมหาศาลและเกิดทุกทิศทาง มวลน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร จะมีแรงดัน 1 ตัน ถ้าน้ำสูงเท่าไร ฐานเขื่อนดินหรือกระสอบทรายก็จะรับแรงเท่ากับ จำนวนน้ำคูณด้วยความสูง เช่น น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตรสูง 3 เมตร แรงกดที่ฐานก็จะเท่ากับ 1x3 ตัน ถ้าจำนวณน้ำเพิ่มขึ้น ตัวที่จะนำมาคูณก็จะสูงขึ้น และจะทำให้ความสูงเพิ่มขึ้น ตัวที่จะนำมาคูณก็เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นฐานก็จะมีแรงที่ถูกกระทำเพิ่มแบบทวีคูณ แนวทางการบริหาร เป้าหมายการบริหารจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติของน้ำ คือ น้ำที่ท่วมขังทั้งหมดมีปลายทางอยู่ที่ทะเลไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น ช่องทางน้ำทุกช่องทางจะต้องนำมาใช้ และใช้หลักการบริหารจัดการคือ การไหลเข้าและไหลออกจากพื้นที่จะต้องมีความสมดุล และยอมให้น้ำพัก ( Retard & retention) ในจำนวนที่จะไม่สร้างผลกระทบมากนัก (จากสูตร S = I – O) ภายใต้หลักการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข นอกจากนั้นการที่จะนำเรือมาช่วยความเร็วของน้ำก็เป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่จะต้องมีความคาดหวังอย่างเข้าใจ คือ โดยทั่วไป เรือจะมีหน่วยวัดเป็นพลังขับเป็นตัน ดังนั้น กำลังเครื่องยนต์ก็จะสามารถดันน้ำได้จำนวนตัน (?ลูกบาศก์เมตร) ให้เลื่อนที่ไปได้ คงจะไม่มีผลต่อมวลน้ำทั้งลำน้ำ การเพิ่มความเร็วของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพของเรือ จะอยู่ในบริเวณผิวน้ำและลึกลงไปจนถึงบริเวณใบพัดเรือ ส่วนที่ลึกลงไปกว่านั้นน่าจะมีผลน้อยมาก ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลยังมีงานหนักหลังน้ำท่วม คือการฟื้นฟู ซึ่งขนาดของความเสียหายนั้นครอบคลุมทั้งภาคบริการ อุตสาหกรรม และทรัพย์สินของประชาชนทั้งด้านที่อยู่อาศัยและเครื่องไม้เครื่องมือประกอบอาชีพ(Fix asset) จากปริมาณน้ำที่ค้างอยู่และความสามารถที่จะระบายออก คาดว่าน่าจะใช้เวลานับเดือน ดังนั้นตัวเลขความเสียหายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ประกาศในเบื้องต้นนั้น เมื่อวันน้ำแห้งอาจจะต้องคูณ 2 เป็นอย่างน้อย หวังว่ารัฐบาลคงจะมีแรงเหลือที่จะรับมือต่อไป

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์