บันทึกการผจญภัยกับความกลัวในสังคมไทย

มันเริ่มจากความรู้สึกว่าเราควรทำอะไรสักอย่าง...

เที่ยงวันนี้หลังจากรู้คำตัดสินของศาลในคดีอากง ที่ถูกกล่าวหาว่าส่ง sms อันมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึงเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังผ่านการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ศาลตัดสินพิพากษาจำคุกอากง 20 ปี

กระบวนการยุติธรรมอันน่าเศร้าและไร้มโนธรรม, ผมก็แค่รู้สึกว่าเราควรทำอะไรสักอย่างไว้อาลัยให้กับมัน เลยลองนัดเพื่อนๆ ทำกิจกรรมหรือปฏิบัติการเล็กๆ เพื่อบอกว่าเราไม่เห็นด้วยกับ “ความยุติธรรม” แบบนี้ ความยุติธรรมที่ขังคุกชายชราคนหนึ่งอาจจะทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยข้อความ ไม่กี่คำ โทษอาจพอๆ กับการฆ่าใครสักคนโดยไม่ตั้งใจ ความยุติธรรมที่พิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่าอากงเป็นคนส่งข้อความหรือไม่ ความยุติธรรมที่วางอยู่บนความหวาดกลัวจนไม่มีใครกล้าเป็นพยานให้จำเลย ความยุติธรรมที่ไม่ใยดีลูกหลานและครอบครัวของคนๆ หนึ่ง แต่เลือกทำให้คนเหล่านั้นติดคุกอยู่ข้างนอกไม่ต่างกับอากง ทั้งไม่พิจารณาถึงสุขภาพ กระทั่งความเป็นมนุษย์ของชายชราคนหนึ่ง เกิดอากงส่งข้อความสัก 10 ข้อความ โทษไม่คูณเพิ่มไปเท่ากับ 50 ปี ครึ่งของชีวิตคนๆ หนึ่งเลยหรือ

ผมเลยคิดหาพื้นที่ทำกิจกรรมใกล้ๆ ตัว และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สั้นๆ ที่น่าจะทำได้ นึกได้ถึงการเคารพธงชาติที่มีเพื่อนเคยไปยืนเคารพไว้อาลัยให้คนตายหลังการ สังหารหมู่ในเดือนพฤษภาปีที่แล้ว เลยคิดว่าน่าจะลองไปนั่งเคารพธงชาติตอน 6 โมงเย็นแทน

เสาธงใหญ่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งอยู่กลางถนนเข้าออกที่ตรงจากหน้าประตูมหาลัยมาถึงบริเวณศาลาธรรม ตอน 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็นจะมีการเชิญธงชาติขึ้นและลงจากยอดเสา พร้อมเสียงเพลงชาติผ่านเสียงตามสายที่จะดังได้ยินทั่วบริเวณหน้ามหาลัย ช่วงเย็นๆ คนจะไปวิ่งออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาบริเวณสนามรักบี้ใกล้ๆ นั้น และต้องหยุดเคารพธงชาติเมื่อเพลงดังขึ้น

ผมคิดแผนคร่าวๆ ว่าน่าจะชวนกันใส่เสื้อรณรงค์ปัญหาเรื่องมาตรา 112 หรือเสื้อสีดำตามแต่ละคนสะดวก และไปนั่งอย่างสงบอยู่ในเวลาที่เขาให้ยืนเคารพธงชาติ และนั่งต่อเนื่องไปเงียบๆ เพื่อร่วมรำลึกถึงความไม่เป็นธรรมเป็นเวลา 20 นาที ตัวเลขเหมือนกันกับโทษที่อากงโดนตัดสินจำคุก (แต่เวลาจริงๆ ของมันช่างต่างกันเหลือเกิน) เป็นการไว้อาลัยให้กับความยุติธรรมในประเทศนี้ พร้อมกับมีการแจกข้อมูลคดีของอากงที่พิมพ์ออกมาจากอินเตอร์เนตให้ผู้มาร่วม และอาจจะมีแอ็กชั่นอื่นๆ ถ้าเพื่อนๆ ที่มาร่วมมีไอเดียจะทำ

หลังจากโทรนัดเพื่อนที่มาแน่ๆ ได้ 3-4 คน ผมก็โพสต์แจ้งข่าวลงในหน้าเฟซบุ้คของตัวเอง และอาจจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่รู้จัก Big Brother ที่แท้จริง—พี่เบิ้มผู้เฝ้ามองดูเราอยู่ทุกหนแห่ง--ผมได้โพสต์ข้อความเชิญ ชวนเพื่อนๆ ไปร่วมกิจกรรมลงในหน้ากรุ๊ปหนึ่งในเฟซบุ้ค ซึ่งเข้าใจเอาเองว่าเป็นกลุ่มปิด และไม่ได้แจ้งข่าวทางใดอีก

หลังจากซีรอกซ์ข้อมูลเรื่องคดีอากงเสร็จแล้ว ราว 5 โมงเย็น เพื่อนคนหนึ่งโทรศัพท์เข้ามา บังเอิญว่าพ่อเขาเป็นตำรวจในเชียงใหม่มีตำแหน่งอยู่พอสมควร เพื่อนคนนี้รีบแจ้งว่าพ่อได้ห้ามเขาออกมาทำกิจกรรมในวันนี้ เพราะไม่ปลอดภัย ตำรวจรู้เรื่องกิจกรรมแล้ว และจะส่งหน่วยความมั่นคงและหน่วยปราบจลาจล (!!!) มาดู เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือการชุมนุมทางการเมือง ผมถามเช็คหลายครั้งว่าข่าวมันมาจากไหน และเขารู้กันได้อย่างไร

ข่าวนี้ทำให้ผมงง และไม่แน่ใจว่าที่เพื่อนเล่ามาจริงไหม หรือถ้าจริง ข่าวมันรั่วไปได้อย่างไร เพราะแทบไม่ได้ไปบอกใครที่ไม่รู้จักหรือประชาสัมพันธ์ที่ไหนมากมาย และการชวนกันก็เกิดขึ้นเมื่อบ่ายๆ นี้เอง ข่าวอะไรมันจะเร็วขนาดนี้ อีกทั้งการนั่งเคารพธงชาติก็ไม่น่าจะผิดอะไรที่ไหน คิดเอาเองว่าถ้าจะผิดกฎหมาย ก็อาจจะเป็นเกี่ยวกับพรบ.ธงชาติหรือการไม่เคารพเพลงชาติ ซึ่งโทษก็น่าจะแค่โดนปรับเป็นเงิน

เพื่อนที่โทรมาบอกว่าจะตามไปทีหลัง และให้ลองไปดูลาดราวแถวๆ เสาธงก่อน ราว 5 โมงครึ่งด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ผมเลยไปรอแถวเสาธงชาติ ยังไม่เห็นมีใครมา จึงเลือกที่นั่งรอติดถนนเส้นขาออกจากมหาลัย ไม่ไกลจากการมองเห็นเสาธง ระหว่างคอยก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกระวนกระวาย และเริ่มมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะทำกิจกรรมนี้ดีไหม ถ้าตำรวจมาจริงๆ เราจะทำอย่างไร

สักพักเพื่อนสองคนที่จะร่วมกิจกรรมก็เดินเข้ามาหา ผมเล่าเรื่องที่ได้ข่าวมาให้ฟัง ทั้งคู่ก็ช่วยกันวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา พี่คนหนึ่งบอกว่าเพื่อนที่โทรมาอาจจะโดนพ่อหลอก เพื่อขู่ไม่อยากให้ลูกออกมาทำกิจกรรมอีก เพราะเพื่อนคนนี้มักจะโดนพ่อแม่ห้ามออกจากบ้านมาทำกิจกรรมการเมืองอยู่บ่อยๆ แต่ก็คุยกันว่าถ้าข่าวกิจกรรมนี้รั่วจริงๆ คงมาจากในหน้ากลุ่มลับที่ผมไปโพสต์ทิ้งไว้นั้นแหละ อาจมีพวกตำรวจคอมพิวเตอร์แฝงตัวเข้ากลุ่มมาและจับตาดูอยู่ เพราะในกลุ่มนั้นมีคนร่วมหลักร้อยเศษ หลายคนไม่รู้เป็นใครที่ไหน แต่รับๆ ต่อกันเข้ากลุ่มมา...

นั่งคุยและรอไปอีกสักพัก ใกล้ 6 โมงเย็น ผมเห็นรถมอเตอร์ไซต์ 2 คันที่มีคนซ้อนท้ายทั้งคู่ ทั้งสี่คนใส่ชุดดำทั้งตัวดูแปลกตา (หรือจะมาร่วมกับเราหว่า??) ชี้ให้พี่ที่นั่งรอด้วยกันดู แกก็บอกว่าไม่น่าจะใช่ ดูไม่ใช่พวกตำรวจที่เคยเห็นหน้าค่าตาตามที่ชุมนุมบ่อยๆ สักพักรถทั้งสองคันก็ขับรถยูเทิร์นอ้อมกลับมาถนนเส้นขาออกหน้ามหาลัย แล้วเข้าเทียบจอดไม่ไกลจากจุดที่เรานั่งอยู่

ด้อมๆ มองๆ กันสักพัก ชายชุดดำคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเรา ถามขึ้นว่าน้องมานั่งทำอะไรกัน ไม่มีใครตอบอะไร เพื่อนที่พกกล้องมาด้วยพูดขึ้นลอยๆ ว่าถ่ายรูปเล่นครับ ผมเดาในใจว่าคงใช่ตำรวจ และเขาก็คงรู้ว่ากลุ่มพวกเรามาทำอะไรกัน ชายชุดดำถามต่อว่าเป็นนักศึกษาไหม ผมพยักหน้า เขาถามชื่อคณะ และผมตอบคณะของตัวเองไป ก่อนถามกลับไปว่าพี่เป็นใครครับ เขาตอบว่าเป็นตำรวจ และกำลังมารอดูหน้าคนไม่รักชาติ...

ตอนนั้นเอง น้องอีกสองคนที่จะมาร่วมทำกิจกรรมด้วย ก็เดินเข้ามาโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ ถามอะไรสักอย่างเกี่ยวกับกิจกรรม ซึ่งผมฟังไม่ชัดเพราะหูเริ่มเบลอๆ ไปแล้ว ชายชุดดำคงชัดเจนในเป้าหมายที่จะมาดูแล้ว จึงเดินกลับไปหากลุ่มของเขาเพื่อเฝ้ารอเวลา ผมหันไปมองหน้ากับเพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกัน ตกลงกันอย่างรวดเร็วว่าถอยออกมาน่าจะดีกว่า เพราะคนเราน้อย และมีน้องๆ ที่ถ้าโดนอะไรขึ้นมาแล้วจะไม่คุ้มเสีย บอกน้องสองคนสั้นๆ ว่าข่าวรั่ว ตำรวจมา วันนี้เลิกทำกิจกรรมกันก่อนดีกว่า

ก่อนออกมา เราหันไปมองรอบๆ เห็นอีกฝั่งทางเท้าไม่ไกลนัก มีคนยืนอยู่อีกคนหรือสองคน และไม่ได้ใส่ชุดดำ ในตอนหลังพี่ที่เคยเห็นหน้าพวกเจ้าหน้าที่บ่อยๆ บอกว่าคนนี้เขาเคยเห็นตามที่ชุมนุมอยู่ คงเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และคาดว่าอาจจะถ่ายรูปพวกเราไว้แล้วด้วย ขณะที่ใกล้ๆ นั้นมีรถกระบะสีขาวจอดแปลกๆ อยู่อีกคัน เดากันว่าคงเป็นตำรวจอีกนั่นแหละ และกระบะอาจมีไว้เตรียมขน “กลุ่มคนไม่รักชาติ” ไปโรงพัก เดากันเล่นๆ ว่าตำรวจอาจจะมาเกิน 10 คน

ก่อน 6 โมงเย็นเล็กน้อย เราจึงแยกย้ายกันออกมา พร้อมเสียงเพลงชาติที่ดังตามหลังรถมอเตอไซต์ที่เคลื่อนออกมา

พี่นักข่าวออนไลน์คนหนึ่ง ซึ่งมาตั้งแต่ช่วงที่ชายชุดดำคุยอยู่กับเรา แต่คงสังเกตเห็นความไม่น่าไว้ใจ เลยเดินหลบไปก่อน โทรมาบอกในภายหลังว่าเขาย้อนกลับมาดูอีกที เพราะคิดว่าอาจจะมีใครโดนจับ ปรากฏว่าเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาลัยมาจอดรถบริเวณนั้น เข้าไปยืนป้องกันเสาธงในตอนเพลงชาติขึ้น ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเชิญธงลงจากยอดเสาด้วย จึงเป็นไปได้ว่าทางมหาวิทยาลัยก็ทราบเรื่องว่าจะมีคนมาทำกิจกรรมในบริเวณเสา ธง...

นั่งคิดยอมกลับไป ยอมรับว่าผมกลัว กลัวและไม่แน่ใจกับสิ่งที่จะทำ...เราไม่รู้ว่าการนั่งเคารพธงชาติผิดไหม หรือเขาจะใช้ข้อหาอะไรถ้าจะจับเรา แต่การมาของพวกเขาได้ข่มขู่เราไปเรียบร้อยแล้ว และนำไปสู่การยอมถอยหนีทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำผิดอะไร

ความกลัวได้ทำให้เราหวั่นไหวกับสิ่งที่เราจะทำ แม้จะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ความกลัวสร้างภาวะสองจิตสองใจ สร้างความกระวนกระวาย บนฐานการคาดเดาไม่ได้ว่าถ้าทำไปในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น การคาดเดาไม่ได้ นำไปสู่การถอยและหนี กระทั่งการสยบยอมและจำนน

มันทำให้ผมรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ต้องหาที่โดนคดีหมิ่นฯ หรอก ที่จะเลือกหนทางยอมรับสารภาพ แม้เขาอาจจะไม่ได้ทำผิดก็ตาม เพียงเพื่อให้คดีตัดสินให้เสร็จ และรอคอยการรับอภัยโทษ เพราะหากเขาสู้ อนาคตอันแสนนานที่คาดเดาไม่ได้ก็เปิดรออยู่ และหนทางพ่ายแพ้ก็มีอยู่สูงเกินไป ใครเล่าจะเลือกสู้บนสังเวียนแบบนี้? สังคมที่ผลิตกระบวนการแบบนี้ต่างหากที่น่าเศร้าใจ

บทเรียนวันนี้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความกลัวบางอย่างในการใช้ชีวิตในสังคมนี้ เราสามารถถูกข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้ใครลุกขึ้นทำอะไรได้ เขายอมให้เราตะโกนอื้ออึงในโลกออนไลน์ แต่ดูเหมือนอะไรที่ไกลไปกว่านั้นเขาจะไม่ยอม...

ขอบคุณในวันนี้ที่บอกเราจริงๆ ว่า Big Brother กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ทุกหนแห่ง และเครือข่ายของข่าวสารช่างเดินทางเร็ว ขอบคุณที่คอย “ตักเตือน” ไม่ให้เราทำอะไรสักอย่างที่เราอยากทำและต้องคิดให้รอบคอบกับสิ่งที่เราอยาก ทำ แม้มันจะเป็นสิ่งที่สงบสันติเพียงใดก็ตาม ขอบคุณที่บอกสอนเราถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ ขอบคุณที่บอกให้เรารู้ว่าเราไม่รักชาติ และความรักชาติที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร

แต่ขอโทษเถอะครับ วันใดวันหนึ่งข้างหน้า เราจะกลับไปนั่งเคารพธงชาติอีกครั้งหนึ่ง...เพื่อบอกว่าคนเราสามารถเลือก วิธีเคารพชาติของตัวเองได้หลากหลายแบบ และการเคารพและรักชาติในบางแบบที่กำลังดำเนินอยู่ในสังคมเวลานี้ สำหรับเราแล้ว มันไม่น่าเคารพและรักเอาเสียเลย 

มันจบลงด้วยความรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง...

 

ค่ำคืน 23 พฤศจิกายน 2554

"กำลังก้าว"

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์