ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: มัลลิกา บุญมีตระกูล ตัวอย่างนักการเมืองสวะแห่งศตวรรษที่ 21

น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกสาวจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอหน้าออกมาเก็บคะแนนการเมืองหลังจากที่คดีอากงเพิ่งสิ้นสุดลง โดยประกาศลั่นว่าจะทำหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ปราบปรามเว็บไซต์ที่มีเนื้อหากระทบกระเทือนสถาบันกษัตริย์ หากเป็นเว็ปไซต์ที่มีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตนขอเสนอให้รัฐบาลประสานงานไปยังรัฐบาลในประเทศที่เว็ปไซต์นั้นตั้งอยู่ เพื่อขอให้ปิดเว็ปไซต์ดังกล่าว ในกรณีที่แรงที่สุด คือขอให้ปิดเว็ปไซต์ยูทูป เฟสบุคและทวิตเตอร์ไปเลย โดยอ้างว่า จีนเคยทำเช่นนี้มาก่อน ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดเฟสบุค Fight Bad Web พร้อมอีเมล fightbadweb@gmail.com เพื่อรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ หมิ่นสถาบัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ลามกอนาจาร และยาเสพติด-การพนัน โดย น.ส.มัลลิกาได้กล่าวย้ำว่า \พฤติกรรมทำร้าย ทำลาย จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์เวลานี้ได้ลามจากโซเชียลมีเดีย ไปตามร้านเสริมสวย ร้านข้าวต้ม สภากาแฟฯ ในต่างจังหวัด หากผบ.ตร.ต้องการทราบว่ามีร้านไหนบ้าง ดิฉันจะพาไปดูทั้งใน จ.พะเยา ลำปาง และแพร่\" ผมแทบไม่เชื่อตัวเองว่า ข้อเสนอของ น.ส.มัลลิกาฯ จะเป็นเรื่องจริงและไม่ใช่เรื่องหลอกๆ แต่เมื่อดูประวัติของ น.ส.มัลลิกา และประวัติของพรรคประชาธิปัตย์ก็เชื่อได้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องจริง นี่คือพรรคการเมืองที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นี่คือพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศที่รับใช้เจ้าขุนมูลนายมาหลายสิบปี อุดมการณ์ หรือ “สันดาน” ของพรรคยังไม่เคยเปลี่ยน กล่าวคือ ไม่เคยมีจุดยืนในการส่งเสริมประชาธิปไตยเหมือนดังที่สะท้อนในชื่อของพรรค ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปเป็น “อประชาธิปัตย์” หรือถ้าจะให้สอดคล้องกับสิ่งที่มัลลิกาเสนอ ก็น่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ (ที่จริง การเปรียบเทียบเช่นนี้ ถือว่าเป็นการลดเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างน้อย พรรคคอมมิวนิสต์ก็มีจุดยืน และเป็นระบอบการเมืองที่มักต่อต้านการมีอยู่ของ establishment) สิ่งที่ น.ส.มัลลิกาเสนอนั้น นอกจากจะไม่ได้ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย (ในฐานะเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน) แต่ยังทำให้ประชาธิปไตยถดถอย เป็นตัวอย่างที่เลวของนักการเมืองที่มีปากก็สักแต่พูด ไม่มองภาพกว้างของการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ไทยจะพัฒนาได้อย่างไรหากสังคมไม่เปิดกว้าง ยังคงปิดหู ปิดตาประชาชน โชคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เข้ามาอยู่ในฟากรัฐบาล มิฉะนั้น ไทยคงกลายเป็นเกาหลีเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่เพื่อนบ้านไทยอย่างพม่าที่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารมาตลอดหลายปี ก็ได้เริ่มให้มีการเปิดกว้างขึ้น ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่า การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพของไทยจะด้อยไปกว่าพม่า มันเป็นไปได้อย่างไร มัลลิกาควรมองย้อนหลังกลับไปว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เคยทำอะไรไว้ในอดีตก่อนที่จะเสนอแนะความคิดที่สะท้อนความไร้เดียงสา (อย่างไม่ควรให้อภัย) ของตัวเอง ไทยในยุคประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในประเทศที่เห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) เพื่อเป็นกรอบในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรวมถึงการแสดงออกซึ่งความเห็นทางการเมือง อาจจะเป็นเพราะมัลลิกาไม่เคยทำการบ้าน หรืออาจไม่เข้าใจการเมืองในภูมิภาค หรือจริงๆ แล้วไม่เข้าใจว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คืออะไร จึงทำให้เสนอความคิดที่ทวนกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยที่ขณะนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในโลก ผมไม่เคยกล่าวหาใครว่า “โง่” โดยเฉพาะสตรี แต่คราวนี้คงต้องขอร่วมวาทกรรม “ความโง่เขลา” ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลใช้ในการลดความน่าเชื่อถือของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กล่าวคือ น.ส.มัลลิกาฯ มิได้มีความฉลาดไปกว่าชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่มีการศึกษา นี่คือบุคคลที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรังสิต ผมไม่เชื่อว่า ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะผลิตบุคลากรที่ไร้คุณภาพได้อย่างมัลลิกา ที่แย่ไปกว่านั้น มัลลิกาคือบุคลากรที่ไร้สามัญสำนึกของการส่งเสริมประชาธิปไตย ถ้ามัลลิกาจะใช้มันสมองที่มีอยู่น้อยนิดให้มีประโยชน์ ก็น่าจะพิจารณาได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีการจาบจ้วงสถาบันนั้นมีรากลึก การปิดอินเทอร์เน็ตทั้งระบบนอกจากจะไม่ใช้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการมองประเด็นที่ปลายเหตุ ภาพลักษณ์ของไทยในโลกจะเป็นอย่างไรถ้าไทยปิดตัวออกจากสังคมโลก เรากำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีสภาพโลกาภิวัตน์มากขึ้น เราจะบอกกับลูกหลานของเราได้อย่างไรว่า สังคมไทยต้องปิดตัวลงเช่นนี้ เพียงเพราะเราต้องการปกป้องสถาบัน ทำไมมัลลิกาไม่มองปัญหาที่ต้นเหตุหากต้องการทำตัวเป็นนักการเมืองที่มีคุณค่าสมราคาคุย ปัญหาของการจาบจัวงสถาบันที่ยังคงดำเนินอยู่มีต้นตอมาจากการใช้กฎหมายหมิ่นอย่างพร่ำเพรื่อและใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง (เหมือนที่พรรคประชาธิปตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ และกองทัพ ทำอยู่เป็นประจำ) หากจะทำให้มากกว่านั้น ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อการเมืองและสังคมไทย มัลลิกาควรจะเสนอให้มีการปฏิรูปกฏหมายหมิ่นฯ หรือให้ยกเลิกด้วยซ้ำ หากมัลลิกามีความรักและหวงแหนสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง การใช้กฏหมายหมิ่นฯ อย่างพร่ำเพรื่อกลายมาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ ข้อเสนอของมัลลิกามีส่วนโดยตรงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ ฉะนั้น ผมขอบอกให้คุณมัลลิกาอย่าออกตัวว่าเป็นผู้รักเจ้า เพราะคนที่เขารักเจ้าจริงๆ ย่อมจะไม่เสนอความคิดเช่นนั้น แต่สิ่งที่ผมอธิบายมานี้อาจจะเป็นเรื่องลึกซึ่งหรือซับซ้อนเกินไปกว่าคนอย่างคุณมัลลิกาจะเข้าใจได้ เอาอย่างนี้ พูดอย่างภาษาชาวบ้านแล้วกัน ทำไมมัลลิกาไม่ทำความเข้าใจว่า ความเห็นของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรไทยหรือจากประเทศไหนๆ ก็มีความแตกต่างกัน ใครจะบังคับใจให้รักใครได้อย่างไร ทำไมมัลลิกาไม่ส่งเสริมการเคารพซึ่งความแตกต่าง หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เชื่อในความแตกต่างทางความคิด (เชื่ออย่างเดียวว่ามีความแตกต่างในชาติตระกูล) หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์รับใช้อำมาตย์มายาวนานจนมองไม่เห็นว่า มีคนอื่นๆ ที่คิดต่างไปจากตน นอกจากนี้ การเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวและเคยทำงานในแวดวงสื่อมวลชน รวมถึงการเป็นอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ช่วยให้มัลลิกามีความเข้าใจกลไกของเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น ผู้ประกาศข่าวจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางด้านการสื่อสาร นักการเมืองจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางการเมือง สังคมจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางประชาธิปไตย แต่สิ่งที่มัลลิกาเสนอนั้น เป็นการตัดมือตัดเท้าของคนในหลายๆ อาชีพ รวมถึงในอาชีพใหม่ของมัลลิกาในฐานะนักการเมือง (จอมปลอม) ถ้าเกลียดเฟสบุกนัก ทำไมจึงใช้ประโยชน์จากมันในการรณรงค์เรื่อง Fight Bad Web (ถ้าจะมีเว็ปไซต์ที่ bad ก็คงเป็นเว็ปไซต์ของมัลลิกานี่เองแหละ) นี่แสดงให้เห็นความไม่มีวุฒิภาวะที่เสมอต้นเสมอปลาย ท้ายที่สุด มัลลิกาชี้ให้เห็นถึงการเป็นนักการเมืองที่ขาด integrity (ไปแปลเอาเอง) ก่อนหน้านี้ มัลลิกาได้ออกมาตำหนินายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่าร้องไห้ไร้สาระ ทำให้ความขาดน่าเชื่อถือในกลุ่มสตรี และตนในฐานะเป็นสตรีที่ปกป้องความเป็นสตรีจะอยู่เฉยไม่ได้ แต่เมื่อครั้งนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ออกมากล่าวพาดพิงถึงสาวเหนือว่าทำได้ดีอย่างเดียวคือการเป็นโสเภณี น.ส.มัลลิกา ไม่ได้โผล่หัวออกมาปกป้องเกียรติภูมิความเป็นสตรี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็เป็นคนพะเยา) ผมจึงขอส่งท้ายตรงนี้ว่า ผู้หญิงอย่างมัลลิกานี่แหละที่ทำให้ไทยเสียชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องน้ำตาหรือความโง่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะการขาดความสำนึกของความเป็นนักการเมืองที่ดี และความสำนึกในการปกป้องสถาบันประชาธิปไตย"