ฟังเสียงชาวนา! ข้อเสนอฟื้นภาคเกษตรหลังน้ำลด

เปิดเวทีความทุกยากของเกษตรกร ชาวบ้านร้องจ่ายค่าชดเชยให้เป็นธรรม ไม่ใช่บนฐานคิดความเมตตากรุณา นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จวกรัฐเลี่ยงความรับผิดชอบ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” กระทบการช่วยเหลือ-ฟื้นฟู ชู “ภาษีน้ำท่วม” ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ 000 ขณะที่ภาพมหาอุทกภัยใน หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ เริ่มลบเลือน เหลือเพียงรอยคราบน้ำ แต่ความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติยังไม่หมดสิ้น โดยเฉพาะในส่วนเศรษฐกิจภาคการเกษตร ซึ่งเมื่อมองจากแผนการฟื้นฟูเยียวยาของรัฐบาลก็ดูจะยังไม่ชัดเจนว่า ได้มีการเตรียมการเพื่อให้ครอบครัวเกษตรกรกลับมาทำการผลิต และฟื้นฟูวิถีชีวิตของหลังน้ำลดอย่างไร เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.54 ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และสหกรณ์บ้านคลองโยง จ.นครปฐม จัดสัมมนา “การฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมและเกษตรกรรายย่อย หลังวิกฤตน้ำท่วม” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสรุปบทเรียน กำหนดแผนการฟื้นฟูชีวิตและอาชีพเกษตรกร และผลักดันเป็นข้อเสนอหลังวิกฤตน้ำท่วมต่อรัฐบาล เปิดเวทีข้อมูลความทุกยากของเกษตรกรไทย นางสม ชนะภัย อายุ 61 ปี ชาวบ้านคลองบอน ต.พนมเศรษฐ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า ครอบครัวของเธอมีที่ดินราว 90 ไร่ ขณะนี้เริ่มทำนาได้บ้างแล้วหลังถูกน้ำท่วมมานานหลายเดือน ความช่วยเหลือหลักที่เธอต้องการจากรัฐบาลคือเรื่องเงิน เพื่อเกษตรกรจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น นางสม ให้ข้อมูลด้วยว่า เงินชดเชยนาข้าวไร่ละ 2,222 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของชาวนา เนื่องจากต้นทุนปลูกข้าวไม่รวมค่าแรงอยู่ที่ 4,500 บาทต่อไร่ อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันช่วงที่มีการประกันราคาข้าว ก็จะถูกโรงสีกดราคา ทั้งนี้เรื่องการควบคุมราคาจำนำข้าวนี้ชาวนาเดือดร้อนมานาน และอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ ในเวทีดังกล่าว ตัวแทนเกษตรกรจากมูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา นครสวรรค์ ให้ข้อมูลความเดือดร้อนว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จะเริ่มบรรเทาเบาบางลงแล้ว แต่พื้นที่นายังมีน้ำท่วมขังอยู่ เป็นความเสียหายที่หนักกว่าปี 38 และ 49 อีกทั้งยังมีปัญหาการช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงการช่วยเหลือของรัฐบาลควรเป็นในรูปของเงินเพื่อนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์เอง ส่วนชาวสวนบางคนก็ยังไม่แน่ใจในการที่จะลงทุนเพาะปลูกเนื่องจากเกรงว่าในปีต่อๆ ไป จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำอีก ที่ทำได้ตอนนี้คือการปลูกพืชระยะสั้น และมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังต้องการกล้าพันธุ์เพื่อนำไปทำการเพาะปลูก ขณะที่นายประภาส ปิ่นตกแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะตัวแทนชาวบ้านสมาชิกสหกรณ์ที่ดินคลองโยง จ.นครปฐม ว่า ระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ ต.คลองโยงรวมทั้งตำบลใกล้เคียงไม่สามารถทำกินได้ และมีการประเมินกันว่าไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจยังต้องทนอยู่กับสภาพเช่นนี้ต่อไปอีก หากไม่มีการระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลในทิศทางที่ควรจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือน้ำถูกผันมาให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระ ทั้งในส่วนเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ รวมทั้งลูกจ้างโรงงานต่างได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น การฟื้นฟูที่ชาวบ้านในพื้นที่อยากได้คือ 1.ทำอย่างไรที่จะกู้ที่ดินขึ้นมาทำมาหากิน 2.การกู้เรื่องรายได้ที่ต้องสูญเสียไป เพื่อที่ชีวิตจะคืนกลับมาสู่ปกติ นายประภาส กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันชาวบ้านหลายตำบลซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุ่งพระพิมลราชาบนแนวเขื่อนกั้นน้ำเหนือคลองมหาสวัสดิ์ยังต้องอยู่กับน้ำระดับความสูงเกือบ 2 เมตร โดยระดับน้ำล่าสุดลดไปเพียง 65 เซนติเมตร จากระดับน้ำท่วมสูงสุด เนื่องจากมีปัญหาการระบายน้ำเพราะถูกกั้นด้วยทางรถไฟ และแนวคันกั้นน้ำยาว 26 กิโลเมตรตามแนวคลองมหาสวัสดิ์ โดยการระน้ำผ่านประตูระบายน้ำและการสูบน้ำทำได้เพียงประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำในทุ่งมีสูงถึง 365 ลบ.ม.และถูกเติมจากทุ่งด้านบนตลอดเวลา “ทุ่งข้างบนสามสี่ทุ่ง น้ำกำลังแขวนอยู่มหาศาล ในขณะที่กรุงเทพฯ ฉลองกันแล้ว อันนี้คือสภาพที่มันเป็นอยู่ตอนนี้” นายประภาสกล่าว สภาพพื้นที่เกษตรที่ประสบภัยน้ำท่วม ในเขตสหกรณ์คลองโยง จ. นครปฐม ถ่ายเมื่อช่วงเดือน พ.ย.54 โดย: เอก ตรัง ชาวบ้านร้องจ่ายค่าชดเชยให้เป็นธรรม ไม่ใช่บนฐานคิดความเมตตากรุณา เอกสารข้อเสนอจากตัวแทนชาวบ้าน ต.คลองโยง และ ต.ลายตากฟ้า จ.นครปฐม ระบุข้อเสนอสำคัญต่อ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) คือ 1.ให้เปิดประตูระบายน้ำตามแนวคลองมหาสวัสดิ์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองให้ ศปภ.และกทม.พิจารณาเปิดประตูระบายน้ำเพื่อไม่ให้ชาวนนทบุรีเดือดร้อน และให้มีการสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงไปสู่ด้านใต้ซึ่งมีความพร้อมในการผลักดันน้ำลงทะเล 2.พัฒนาระบบคูคลองที่เชื่อมกับคลองมหาสวัสดิ์ลงไปสู่ด้านใต้ เพราะจากการสำรวจพบว่าคลองเหล่านี้มีสภาพรกร้างและมีกิจกรรมที่ขวางทางน้ำหลายช่วง 3.สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเก็บวัชพืชในคลองเพื่อให้น้ำไหลเร็วขึ้น “ขอให้พิจารณาการจ่ายค่าชดเชยในสภาพความเสียหายที่เป็นจริงและเป็นธรรม และไม่ควรอยู่บนฐานคิดแบบจ่ายเพื่อความกรุณาหรือความเมตตา เพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ที่พวกเราได้รับอยู่ในขณะนี้มาจากปัญหาการบริหารจัดการเพื่อให้พื้นที่ของพวกเราเป็นเขตรับน้ำแทน กทม.” ข้อเรียกร้องข้อสุดท้ายจากชาวบ้านคลองโยง แจงความเสียหายของชุมชนเกษตรกรรม ในมุมนักเศรษฐศาสตร์ นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความเสียหายของชุมชนเกษตรว่า แบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ 1.ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตร อย่างเรือกสวน ไร่ นา และบ้านเรือน 2.ค่าเสียโอกาสของเกษตรกร ที่ไม่สามารถใช้ที่ดินทำการผลิตได้ เช่น ชาวนาไม่สามารถทำนารอบใหม่ได้จนกว่าน้ำจะลด และในปีหน้าอาจทำนาได้เพียงรอบเดียว หรือชาวสวนที่ต้องรอหลายปีกว่าจะปลูกไม้ผลและต้องรอจนกว่าจะให้ผลผลิต และ 3.ความสูญเสียที่ตามมาหากไม่ช่วยเหลือและชดเชยอย่างทันท่วงที คือความสูญเสียที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ทัน ซึ่งจะเกิดเป็นการขายสินทรัพย์เพื่อมาชดเชยกับภาระหนี้สินต่างๆ หรือการที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่มากขึ้น “ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรพยายามพูดอยู่เสมอว่าต้องมาให้เร็วหน่อย รวมไปถึงน้ำควรจะต้องลดลงให้เร็วหน่อย เพราะส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องค่าเสียโอกาสนี้เขาจะได้มาตั้งหลักให้เร็วขึ้น และหากเขาตั้งหลักได้ความเสียหายส่วนที่ 3 ก็จะได้ไม่เกิดขึ้น มันก็จะได้ไม่ทำให้เขาต้องเสียที่นาเสียอะไรต่างๆ ตามมา สำหรับความเสียหายส่วนแรกไม่ต้องพูดถึงแล้วมันไปกับน้ำแล้ว” นายเดชรัต กล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบอยู่ในขณะนี้คือความเสียหายส่วนที่ 2 ไม่ได้ถูกรวมเข้าไว้ในการให้ความช่วยเหลือของรัฐ ส่วนความเสียหายส่วนแรกก็ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ครบถ้วน เช่น ในส่วนปศุสัตว์ โค กระบือจะให้ความช่วยเหลือไม่เกิน 2 ตัวต่อราย สุกรให้รายละไม่เกิน 10 ตัว ขณะที่ในความเป็นจริงเพื่อความอยู่รอดเกษตรกรต้องเลี้ยงสุกรหลักร้อยตัวขึ้นไป จวกรัฐเลี่ยงความรับผิดชอบ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” กระทบการช่วยเหลือ-ฟื้นฟู ส่วนสาเหตุของการเกิดอุทกภัย นายเดชรัตแบ่งออกเป็น 3 ข้อ คือ 1.ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความจริงตัวเลขที่ทำให้รู้ว่าฝนจะมามากกว่าปี 38 ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ค.แต่ไม่มีใครเอาใจใส่ว่าภัยพิบัติกำลังมาเยือน 2.การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน ตรงนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของหลายฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลเพราะการดำเนินการทุกอย่างต้องมีการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่ดูแลพื้นที่อยู่ และ 3.การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเขื่อน และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่ในโชนด้านล่างเพื่อป้องกันน้ำท่วม นายเดชรัต ขยายความว่า ในเรื่องการบริหารเขื่อน ทางหน่วยงานราชการพยายามบอกว่า การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการปล่อยน้ำของแต่ละเขื่อน (Operating Rule Curve) ควบคุมระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำด้วยเส้นระดับน้ำควบคุมที่ผันแปรตามช่วงเวลาในรอบปี ซึ่งคำนวณจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนในอดีต แต่เนื่องจากปริมาณฝนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ดังนั้นการพึ่งหลักเกณฑ์การปฏิบัติเดิมจึงทำให้เกิดปัญหา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อปี 2549 ก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวต่อมาว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการผัน ชะลอ และระบายน้ำเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้ ดังนั้นจึงต้องยอมรับและพูดให้ชัดว่าส่วนไหนคือการบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำให้เกิดน้ำท่วม และส่วนไหนเป็นความตั้งใจที่จะให้น้ำท่วมนานกว่าจุดอื่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและเกิดการปะทะตามมา ตรงนี้รวมถึงแนวคิดเรื่องการทำฟลัดเวย์ รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาพความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่บนเส้นทางน้ำหลาก และความรับผิดชอบนี้จะเชื่อมโยงสู่การช่วยเหลือหรือชดเชย ซึ่งการช่วยเหลือจะใช้เมื่อมีสาเหตุที่เกิดเป็นไปตามธรรมชาติ “สำหรับพื้นที่ซึ่งเป็นการท่วมเนื่องมาจากการจัดการของรัฐบาล ที่รัฐบาลตั้งใจจะให้พื้นที่นี้จำเป็นต้องท่วมนานกว่าพื้นที่อื่น สิ่งที่รัฐบาลควรต้องดำเนินการคือการชดเชย ซึ่งคำนี้ไม่มีการพูดถึงเลย” นายเดชรัต กล่าว ชู “ภาษีน้ำท่วม” รูปธรรมตัวเงิน ช่วยผู้ได้รับผลกระทบตรงความต้องการที่สุด นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า หน่วยงานของรัฐพยายามอธิบายว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเท่านั้น หรืออาจอ้างว่าการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งตรงนี้ทำให้ยิ่งควรต้องชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพราะการอ้างว่ามีการตัดสินใจนั้น เท่ากับได้ชั่งน้ำหนักแล้วว่าจะพิทักษ์รักษาพื้นที่หนึ่งไว้เพราะเห็นถึงผลประโยชน์ที่มากกว่า แต่ทำไมไม่มีกลไกที่จะดึงเอาผลประโยชน์ที่รักษาไว้ได้มาชดเชยและฟื้นฟูพื้นที่ที่ต้องรับชะตากรรมน้ำท่วมนานเป็นพิเศษ นายเดชรัต แสดงความเห็นว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องเรื่อง “ภาษีน้ำท่วม” ขึ้นมาในรูปภาษีประเมินพิเศษ หรือ ภาษีผลประโยชนพิเศษ ดังเช่นในระบบของต่างประเทศ ซึ่งมีการจัดเก็บในกรณีที่บุคคลบางกลุ่มได้รับประโยชน์เป็นพิเศษอันเนื่องมาจากการตัดสินใจของภาครัฐ โดยนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป้องกันอุทกภัยเป็นพิเศษ ตรงนี้จะทำให้มีรูปธรรมที่เป็นตัวเงินในการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบได้ตรงตามที่ต้องการมากที่สุด และอาจเป็นฐานหนึ่งในการจัดการพื้นที่ฟลัดเวย์ หรือในพื้นที่อื่นๆ อาจถูกใช้เป็นเบี้ยประกันสำหรับการประกันภัยพืชผลของเกษตรกรได้ แรงงานเดือดร้อนไม่ต่างเกษตรกร ชี้คนตกงานกระทบรายได้ชนบทแน่ นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลกระทบจากน้ำท่วมต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมว่า แรงส่วนหนึ่งต้องตกงาน ส่วนหนึ่งได้รับค่าจ้าง 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับบ้าน ความเดือดร้อนที่มีไม่ต่างจากเกษตรกรในจังหวัดนครปฐม อีกทั้งสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันการตกงานของคนงานมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการลดรายได้ของคนชนบท ตัวเลขในภาคอีสาน รายได้ 100 บาท มาจากการทำงานในไร่นาเพียง 24 บาท มาจากนอกไร่นาถึง 76 บาท ซึ่งตรงนี้โดยหลักคือเงินส่วนที่ลูกที่เข้ามาทำงานในโรงงานส่งไปให้ เพราะฉะนั้นการที่คงตกงานไม่มีรายได้จะส่งผลไปถึงรายได้ของครอบครัวในชนบทด้วย การชดเชย 5,000 บาทไม่สามารถช่วยเหลือหรือเป็นค่าชดเชยได้ แต่สามารถรับในฐานะเป็นค่าทำขวัญ ผลตั้งโต๊ะฟ้องรัฐ พบคนเรียกค่าเสียหายถึงหลักร้อยล้าน นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนว่ารับเรื่องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อหน่วยงานรัฐ พบว่ามียอดค่าเสียหายพุ่งไปถึงหลัก 100-200 ล้านบาท ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าจะนำเงินภาษีประชาชนมาใช้ในส่วนนี้ ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาเงินคงคลังมาฟื้นฟูเศรษฐกิจถ้ายังมีทางเลือกอื่น และไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีรีดเลือดเอาจากปู แต่เห็นว่าควรมีการเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ให้เหตุผลประกอบว่า ทุกวันนี้ทั่วโลกมีการเก็บค่าภาคหลวงตรงนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งมีการแบ่งกำไรคืนกลับอีก 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยเก็บเพียงแค่ราว 10 เปอร์เซ็นต์เศษๆ และเมื่อรวมกับการแบ่งกำไรคืนกลับทั้งหมดแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 26-27 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากเก็บค่าภาคหลวงตามมาตรฐานโลก เราจะได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งหากรัฐบาลอยากทำก็สามารถผลักดันในสภาให้มีการออก พ.ร.บ.ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมนี้ใหม่ได้ แต่ถามว่ากล้าทำหรือไม่ “เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติก็ไม่ว่ากัน แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดในการจัดการ ซึ่งส่วนนี้ผู้ที่รับผิดชอบก็คือหน่วยงานราชการ ยืนยันนะครับ พวกเราคือสภาทนายความและผมเราไม่ได้ฟ้องรัฐบาล เราฟ้องหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องก็จะโดนหมด ศาลจะไล่เบี้ยไปเอง และถ้าวันหนึ่งศาลไล่เบี้ยไปถึงนายก มันก็เรื่องของศาลไม่ใช่เรื่องของผมนะครับ” นายณรงค์กล่าว เผยแนวทางตั้งรับ-ทำข้อมูล สำหรับอนาคตเมื่อน้ำมาเยือน! นายประเชิญ คนเทศ รองประธานชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่า ปัญหาของความเสียหายจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ความผิดอยู่ที่การบริหารจัดการข้อมูลและความจริง และมีเวลาเพียงแค่ 3-6 เดือนสำหรับกระบวนการที่จะทำต่อไปเพื่อแก้ปัญหาและตั้งรับ เพราะขณะนี้ทั้งเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนป่าสัก ปริมาณน้ำยังมีอยู่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำค้างทุ่งพระพิมลอยู่อีกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจำนวนนี้ไม่รวมน้ำที่จะไหลรินเข้ามาเพิ่มอีก คาดว่าต้องใช้เวลาผันถึงเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน นายประเชิญ กล่าวถึงแผนการต่อไปเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ว่า 1.ทำการศึกษา โดยนึกถึงอำเภอข้างเคียงด้วย คือ บางใหญ่ ไทรน้อย บางบัวทอง และบางกรวย จ.นนทบุรี จะต้องร่วมพูดคุยกับคนคลองโยง มหาสวัสดิ์ ไปจนถึงสะพานเสาวภา จ.นครปฐม ในฐานะพื้นที่รับน้ำร่วมชะตากรรม และต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ถึงทิศทางของน้ำ 2.จับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลในการศึกษาระบบฟลัดเวย์กับคลองเดิมของตะวันออก-เจ้าพระยา กับตะวันตก-ท่าจีนไปจนออกทะเลว่า คลองที่มีอยู่เดิมหายไปไหน และจะต้องเติมทางลัดน้ำอย่างไรเพื่อให้พุทธมณฑลรอจากน้ำท่วม 3.ศึกษาฟลัดเวย์ใหม่ เพื่อช่วยให้น้ำไหลจากสะพานเสาวภาและดึงน้ำจากคลองโยงลงไปได้เป็นหนึ่งโปรเจกต์ และอีก 2 โปรเจกต์คือทางน้ำทางเหนือกับทางตะวันออก นอกจากนั้นยังมีโปรเจกต์ฟื้นฟูอีก 2 โปเจกต์ คือที่ ต.บางระกำ จ.นครปฐม และที่ ต.คลองโยง ซึ่งจะต้องมีการทำวิจัยไปในตัวด้วยเนื่องจากต้องก้าวสู่การเตรียมรับโลกร้อน นายประเชิญกล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีองค์ความรู้จากคลองจินดาซึ่งทำในระดับสมบูรณ์ และกำลังจะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ เพื่อป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ คลองจินดาเคยถูกบอกว่าจะเป็นพื้นที่ที่จมน้ำพร้อมกรุงเทพฯ ใน 30 ปีข้างหน้า แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาคลองจินดารอดมาได้ด้วยระบบการเตือนภัยตามแผนที่ “เรื่องของการมองอนาคตเพื่อเตรียมรองรับ ทำให้การฟื้นฟูไปรอด คือถ้าเราไม่มองอย่างนี้วันหน้าน้ำก็มาอีก” นายประเชิญกล่าว

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์