เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 เมื่อเวลา 17.00 น. ห้อง 207 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน จัดเสวนาในหัวข้อ “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ รักชาติ วงศ์อธิชาติ รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และ ศรันย์ ฉุยฉาย สมาชิกกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (ซีซีพี) โดยมีนิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมวงเสวนากว่า 150 คน ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ อธิบายภาพรวมของอำนาจสถาบันพระมหากษัตริยในสังคมไทย โดยชี้ว่า สถานะของสถาบันฯ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย มิได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลายๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40-50 ปีของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น เช่นเดียวกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองจากการเลือกตั้ง และฝ่ายจารีตนิยมที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินไปของสนามที่ต่อสู้เชิงความคิดที่ยังไม่สิ้นสุดในสังคมไทย เพื่อที่จะสร้างและรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ธำรงอยู่ ปิยบุตรชี้ว่า สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใดๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึง การไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และการสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น ด้านรักชาติ วงศ์อธิชาติ นศ. ปีที่ 3 จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของนิสิตนักศึกษาที่ถูกจำกัดลงจากอดีต โดยชี้ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อความเท่าเทียมและเสรีภาพในการหาความรู้ อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่รับเอาอุดมการณ์กษัตริย์นิยมมาใช้ ผ่านพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมหาวิทยาลัย การให้นักศึกษาเข้ารับฟังการทรงแสดงดนตรี ในขณะเดียวกันก็ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประสาสน์การมหาวิทยาลัยกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องบูชากราบไหว้ ซึ่งรักชาติมองว่า แทนที่สถาบันการศึกษาจะทำให้คนตั้งคำถามเรื่องสิทธิเสรีภาพ กลับเป็นเบ้าหลอมให้คนต้องอยู่ในกรอบที่คิดและเชื่อเหมือนๆ กัน นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังกล่าวถึงระเบียบต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่สะท้อนถึงระบบอำนาจนิยม เช่น ระบบโซตัส หรือการบังคับให้แต่งกายถูกระเบียบตามแบบอย่างชุดนิสิต “ในพระปรมาภิไธย” โดยสภาพดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว สังคมไทยล้วนอยู่ในพระปรมาภิไธย ซึ่งประชาชนไม่สามารถคิดและเห็นต่างได้ มิหนำซ้ำ นอกจากจะ “ห้าม” พูดและคิดแล้ว ยัง “ถูกบังคับให้พูด” เนื่องจากมีกลไกทางสังคมและทางกฎหมายดำรงอยู่ที่พร้อมจะคว่ำบาตรต่อผู้ที่เห็นต่างทันที ซึ่งพิริยะดิศ มานิตย์ อาจารย์จากภาควิชาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าฟังการเสวนาดังกล่าวชี้ว่า การถูกบังคับให้พูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด ก็เปรียบเสมือนกับการข่มขืนดีๆ นี่เอง “สังคมที่คนถูกบังคับให้คิดให้เชื่อเหมือนๆกัน ก็เปรียบเสมือนสังคมนกเพนกวินที่ไม่ได้ใช้ความคิด อย่างนั้นมันไม่ใช่มนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์ต้องสามารถคิดและเห็นต่างได้” พิริยะดิศกล่าว รักชาติ กล่าวถึงการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่เพียงแต่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยรวม ซึ่งกรณีการตัดสินจำคุก 20 ปีของนายอำพล หรือ “อากง” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวมีปัญหา อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า การรณรงค์เพื่อตระหนักรู้ความไม่เป็นธรรมของกฎหมายนี้ ไม่ควรมาจากความน่าสงสารหรือน่าเห็นอกเห็นใจต่อคดีอากงเท่านั้น เนื่องจากยังมีนักโทษการเมืองหลายคนยังถูกจำคุกด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข “สุรชัย แซ่ด่าน” และ”ดา ตอร์ปิโด” ซึ่งควรได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ ดิน บัวแดง หนึ่งในกลุ่มผู้จัดงานให้ความเห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่าในรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีเสรีภาพให้พูดคุยและถกเถียงในประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อนาคตของสังคมไทย ทั้งๆ ที่นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ควรจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะในคณะที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ หากแต่เขารู้สึกว่า ในมหาวิทยาลัย กลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วย “ความกลัว” และนอกจากจะไม่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้ว กลับห้ามมิให้นิสิตนักศึกษาใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์อีกด้วย ดิน บัวแดง นิสิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และหนึ่งในผู้จัดงานเปิดเผยว่า สาเหตุที่จัดงานเสวนาดังกล่าวขึ้นมา เพื่อต้องการให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์ หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น

"ครูบาศรีวิชัย" จาก ร.ศ.121

"ครูบาศรีวิชัย" จาก ร.ศ.121 ถึง ม.112 โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์
"ครูบาศรีวิชัย" จาก ร.ศ.121 ถึง ม.112 โดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1634 หน้า 76

ครบรอบหนึ่งศตวรรษ จาก 2453 ถึงปัจจุบัน เป็นร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวของชาวบ้าน ที่ถูกสยามกดขี่ข่มเหง เหยื่อผู้บริสุทธิ์เดินแถวเข้าคุกตะราง ถูกทำร้ายทารุณ และโดนสังหารไปถึง 11,135 ราย ภายใต้เงื้อมมือของอำมาตย์สยาม เพียงเพื่อจะข่มขู่ บังคับขับไสให้ชาวบ้านเกรงกลัว

ดังเช่นกรณีคลาสสิคของ "ครูบาศรีวิชัย "

ที่ร้อยปีแห่งความเสื่อมของสถาบันหลัก จนความยุติธรรมไม่หลงเหลืออีกต่อไป นอกเหนือจากความหมายใหม่ที่ว่า "ความเป็นธรรมได้ยุติลงสิ้นแล้ว"

ย้อนหลังกลับไปมองห้วงเวลาแห่งยุคมืดเมื่อร้อยปีก่อน มันคือจุดเริ่มต้นของ "ยุทธการล่าแม่มด ปราบขบถผีบุญ" ในขณะเดียวกันก็คือฉากอวสานแห่งเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ยุครัฐราชาชาตินิยม

เหยื่อรายสำคัญที่ถูกสั่งให้จับผิดทุกเม็ดทุกฝีก้าว ชนิดอย่าให้มีโอกาสได้เชิดหน้าชูคอ หวนกลับมาทำหน้าที่ "แกนนำ" ปลุกผู้คนในสังคมให้ตาสว่างได้ ก็คือ "ครูบาเจ้าศรีวิชัย"

ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างกบฏกับต๋นบุญ

แม้ภาพลักษณ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยในสายตาของชาวล้านนานั้นท่านเปรียบเสมือน "นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองเหนือ"

แต่ทว่าในมุมมองของชนชั้นนำชาวสยาม กลับเห็นว่าท่านเป็น "กบฏผีบุญ " หรือหัวโจกอันตราย ที่บังอาจเหิมเกริมสร้างอำนาจต่อรอง ปลุกระดม เรียกร้อง ให้พระสงฆ์ทั่วล้านนาเกิดอาการกระด้างกระเดื่องต่อคณะสงฆ์ที่สังกัดมหาเถรสมาคม

ความขัดแย้งระหว่างล้านนาและสยามเริ่มก่อตัวขึ้นตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สภาพของล้านนาถูกปรับเปลี่ยนใหม่ จาก "รัฐประเทศราช" ที่เคยมีอิสระในการปกครอง แต่ละเมืองมีเจ้านายเป็นของตนเอง ต้องกลายมา "มณฑลพายัพ" หัวเมืองหนึ่งของระบบเทศาภิบาล

รัฐบาลกลางประกาศให้ยกเลิกการเรียกชื่อราษฎรว่า "ลาว" ให้เป็น "ไทย" ยกสถานะของข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลที่ส่งตรงมาจากกรุงเทพฯ ให้มีอำนาจเหนือกว่าเจ้าผู้ครองนครเดิม เจ้าผู้ครองนครล้านนาต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์สยาม กระทั่งได้ยกเลิกการสืบทอดตำแหน่งของเจ้าล้านนาในที่สุด

จุดเริ่มต้นของความไม่พอใจและรู้สึกต่อต้านรัฐบาลกรุงเทพฯ ได้คุกรุ่นขึ้นในกลุ่มชนชั้นเจ้านายฝ่ายเหนือ จากนั้นจึงค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่การรับรู้ของประชาชน

กระทั่งอำนาจของสยามได้แผ่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแผนใหม่ มีการสั่งให้เผาทำลายคัมภีร์อักษรธรรมล้านนาตามวัดต่างๆ

ยกเลิกการเขียนตั๋วเมือง บังคับให้ครูและเด็กนักเรียนพูดภาษาไทยกลาง

เหตุที่ "วัด" คือศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ รัฐบาลจึงขอพ่วงเข้ามาจัดระเบียบวงการสงฆ์ด้วย เพราะเห็นว่าเป็นสถาบันที่เข้าถึงราษฎรง่ายที่สุด

เกิดการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ขึ้นให้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ ส่งผลต่อจารีตสงฆ์ดั้งเดิมของท้องถิ่นที่เคยปกครองกันเองโดยอิสระ ต้องถูกบังคับให้มารวมศูนย์อำนาจขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม ทั้งคำสั่งของกรรมการเถรสมาคมนั้นถือเป็นสิทธิ์ขาดผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งไม่ได้

มหาเถรสมาคมใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง" นับแต่หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา พระสงฆ์ล้านนาบางกลุ่มถูกดึงเข้าไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ปูนบำเหน็จสมณศักดิ์สูงให้มีหน้ามีตา แล้วส่งกลับมาในฐานะผู้ปกครองสงฆ์ท้องถิ่นที่ต่อสายตรงถึงอำมาตย์ พระสงฆ์กลุ่มนี้มีหน้าที่คอยควบคุมรายงานความเคลื่อนไหวของ "พระบ้านนอก" ให้ซ้ายหันขวาหันเคารพเชื่อฟังองค์กรสงฆ์ส่วนกลาง

มารบ่มีบารมีบ่เกิด ขังได้ก็ขังไป

ข้อหาแรกที่ครูบาโดนยัดเยียดให้ยอมรับผิดคือ เป็นพระเถื่อนที่ไร้อุปัชฌาย์ แท้จริงแล้วพระอุปัชฌาย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยมีชื่อว่าครูบาแข้งแคระ เป็นพระป่าธุดงค์ที่ไม่มีใบสุทธิจากวัดใดๆ ส่งผลให้ตัวครูบาศรีวิชัยเองก็ไม่มีใบสุทธิโดยปริยาย

สองตัวตั้งตัวตีหลักที่คอยเล่นงานครูบาชนิดกัดไม่ปล่อย คนแรกคือพระมหาอินทร์ เจ้าคณะแขวงลี้ วัดลี้หลวง อีกคนคือหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ ทั้งคู่สั่งให้ตำรวจกุมตัวครูบาศรีวิชัยจากวัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ไปกักขังไว้ที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้เป็นเวลา 4 คืน ข้อหาส้องสุมพระเณรเถื่อน ถือเป็นกบฏต่อบ้านเมือง

ครูบาศรีวิชัยให้การว่า แต่โบราณมาประเพณีการบวชพระเณรของชาวเหนือมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับนายอำเภอหรือพระอุปัชฌาย์

หากพ่อแม่อนุญาตก็ถือว่าบวชได้ ไม่ผิดจารีตวินัยข้อใด ในขณะที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมองทะลุถึงเนื้อแท้ของ "การบวช" แต่พวกอำมาตย์กลับยึดติดแค่ "เปลือกนอก"

ปี พ.ศ.2453 มีการสถาปนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทรงมีการริเริ่มการปกครองคณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล

ในปีเดียวกันนั้นเอง คู่หูดูโอ้ เจ้าคณะแขวงลี้-นายอำเภอลี้ เห็นว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยยังไม่ยอมหยุดยั้งพฤติกรรมการเดินสายบวชให้แก่กุลบุตรทั่วล้านนา นำไปสู่การต้องอธิกรณ์ครั้ง 2 ด้วยข้อกล่าวหาใหม่ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมว่าเป็น "กบฏในพุทธจักร "

โดยอ้างว่าได้มีหมายเรียกให้ครูบาศรีวิชัยนำพระลูกวัดเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบกฎระเบียบใหม่ ณ วัดลี้หลวง หลายหนแล้วแต่ครูบาศรีวิชัยไม่เคยยอมเข้าร่วมรับฟังแม้แต่หนเดียว ทั้งๆ ที่วัดบ้านปางก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดลี้หลวง (อันที่จริงเป็นระยะทางไกลกว่า 40 ก.ม.)

คราวนี้ครูบาอ้างว่าท่านอยู่ในระหว่างการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่สะดวกเดินทาง ครั้งที่สองนี้เจ้าคณะแขวงลี้ไม่เล่นงานโดยตรง แต่ส่งให้เจ้าคณะจังหวัดลำพูนไต่สวนแทน ครูบาศรีวิชัยถูกกักขังอยู่ ณ วัดชัยมงคล ใจกลางเมืองลำพูน 23 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัว

ยัง ยังตามราวีไม่เลิก ครูบาโดนต้องอธิกรณ์ครั้งที่ 3 ด้วยข้อหาใหม่ "ผู้ก่อการกระด้างกระเดื่อง " เจ้าคณะแขวงลี้ได้สั่งให้ครูบาศรีวิชัยนำเอาลูกวัด เจ้าอธิการหัววัด ในตำบลบ้านปางทุกรูป ไปร่วมประชุมที่วัดลี้หลวงอีกครั้ง คือคอยแต่จะหาเรื่องแหย่ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าครูบาศรีวิชัยย่อมแข็งข้อเช่นเดิม

คราวนี้ครูบาถูกนำตัวเข้ามาให้พระครูญาณมงคล วัดมหาวัน เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เป็นผู้ไต่สวน ครูบาถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งหัวหมวดวัดบ้านปาง ขีดเส้นตายขั้นเด็ดขาดมิให้มีสิทธิ์เป็นพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป พร้อมถูกกักขังที่บริเวณคณะอัฏฐารส วัดพระธาตุหริภุญไชย 1 ปี

เป็นหนึ่งปีที่คณะศรัทธาคนชายขอบหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งกะเหรี่ยง ลัวะ โยน ยอง ลื้อ ขึน ชาวเขาเผ่าต่างๆ ขนส้มสูกลูกไม้เข้าออกวัดหลวงกันอย่างคึกคัก

ครูบาต้องอธิกรณ์ครั้งที่ 4 ในข้อหากบฏผีบุญวางแผน "ล้มเจ้า " มาอีกแล้วคู่หูดูโอ้เจ้าเก่า เจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอกล่าวหาว่า วัดบ้านปางไม่ยอมจัดทำซุ้มถวายพระพรที่ประตูรั้ว ปฏิเสธการตีฆ้องลั่นกลอง ตามประทีปโคมไฟ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช รัชกาลที่ 6

ครูบาศรีวิชัยอ้างว่า วัดคือสถานที่ปฏิบัติธรรม ไม่มีหน้าที่รับใช้คำบัญชาจากส่วนราชการ แม้ภายนอกวัดของท่านจะดูเงียบสงบไม่ตกแต่งโคมประทีปหรือลั่นเภรีมหรสพ แต่ในความเป็นจริงนั้นตัวท่านพร้อมด้วยพระลูกวัดกำลังนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมแผ่เมตตาถวายแด่พระมหาบพิตรรัชกาลที่ 6 เช่นกัน

เมื่อเล่นงานเรื่องไม่แสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์รัชกาลใหม่ที่เพิ่งเสวยราชย์ไม่ได้ จึงต้องงัดแผนสองมาจู่โจมอีก นั่นคือการใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายอำมาตย์ได้ปล่อยข่าวลือบอกต่อๆ กันไปทั่วว่า ครูบาเพี้ยนถึงขนาดอ้างว่าเป็นต๋นบุญ กวัดแกว่งดาบวิเศษจากสวรรค์ให้มาปราบยุคเข็ญ ชาวล้านนาเรียกว่า "ดาบสะหลีกัญไจย" ประหนึ่งผู้มีบุญญาธิการ เป็นนัยว่าตนไม่จำเป็นต้องเคารพพระมหากษัตริย์แห่งสยาม

จาก ร.ศ.121 ถึง ม.112

นับว่าครั้งที่ 4 นี้ครูบาศรีวิชัยโดนจัดหนักกว่า 3 ครั้งแรก คือข้อกล่าวหาที่ว่าตั้งตนเป็นผู้วิเศษเพื่อวางแผน "ล้มเจ้า" ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรและพุทธจักรสยาม จึงถูกกักขังพร้อมกับศิษยานุศิษย์ที่เป็นบรรพชิตอีกราว 300 รูป เป็นเวลา 2 เดือน

ก่อนที่พลโทหม่อมเจ้าบวรเดช (อำมาตย์ขาใหญ่) อุปราชมณฑลพายัพ ให้นำตัวท่านมากักขังต่อที่วัดศรีดอนชัย อำเภอเมืองเชียงใหม่

ข่าวนี้ได้กระจายไปทั่ว จนหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์นำไปเขียนเป็นบทความ ข่าวแพร่หลายไปถึงชาวต่างประเทศที่ตั้งรกรากในเชียงใหม่

ทางมณฑลพายัพ มอบหมายให้หลวงประสานคดีชนคุมตัวท่านลงมากรุงเทพฯ เพื่อไต่สวนความผิดร้ายแรง 8 ข้อ สืบสวนไปสืบสวนมากลับไม่พบความผิด มีแต่เรื่องขี้ฮิดขี้หุย ดาบสะหลีกัญไจยก็คือเรื่องบ้าบอที่กุขึ้นมาคล้ายกับผังล้มเจ้าของปี 2553

แต่แล้วปฏิบัติการล่าแม่มดยังไม่สุดสิ้น ปี พ.ศ.2478 ครูบาถูกนำตัวลงไปกุมขังที่วัดเบญจมบพิตรสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ อยู่นานถึง 1 ปี ต้องอธิกรณ์อีกครั้ง ด้วยข้อหาเดิมๆ คือยังไม่หยุดยั้งการเดินหน้าเป็นพระอุปัชฌาย์ และยังดื้อด้านบวชให้ "พระอภิชัยขาวปี" ศิษย์เอกอีกรอบทั้งๆ ที่เคยถูกจับสึกไปแล้ว

ซ้ำการต้องอธิกรณ์ครั้งสุดท้ายนี้ยังพ่วงข้อหาใหม่เพิ่มอีกว่า อุตริก่อสร้างบูรณะวัดวาอารามต่างๆ โดยไม่มีใบอนุญาตจากกรมศิลปากร

จากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ.121 สู่กฎหมายมาตรา 112 ยุคปัจจุบันล้วนแต่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการรังแก "ผู้บริสุทธิ์ "

ครูบาศรีวิชัยติดคุกตั้ง 4-5 ครั้ง รวมแล้ว 3 ปี ความเครียดส่งผลให้มรณภาพเร็วก่อนอายุขัยอันควรด้วยวัยเพียง 60

ที่มา http://botkwamdee.blogspot.com/2011/12/p321.html
กลับไปที่: ข่าวประชาสัมพันธ์
แสดงความคิดเห็น
เมนูย่อยต่าง ๆ

แอ่วม่วนจวนมา
ของกิ๋นลำลำ

ฟัง CM77 วิทยุอินเตอร์เน็ตล้านนา คลิกที่นี่
ดูสูตรอาหารพื้นบ้านล้านนา คลิกที่นี่
คลิกฟัง Happy Radio
"โรงเรียนเสริมสวยมนัส คลิกที่นี่"

เสรีประชาธิปไตยยังเป็นเพียงกร

เสรีประชาธิปไตยยังเป็นเพียงกระแสรองในจุฬา ไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาหรืออาจารย์
สู้ต่อไปเพื่อให้เป็นกระแสหลักนะครับ

เสรีภาพ นักศึกษา

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
เสียงแจ้วแจ้ว มาตรา หนึ่งหนึ่งสอง
บ้านเลขที่ หนึ่งหนึ่งหนึ่ง เรือนรับรอง
มาพี่น้อง ร่วมวง ลงคะแนน

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คงไม่แคล้ว นิติราษฏร์ ผงาดแท่น
ทั้งอากง อาม้า ภาพตัวแทน
เรียกแฟนแฟน ทั่วหน้า มาประชุม

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คล้ายขุนทอง นกแก้ว เห็นแล้วกลุ้ม
พูดตามบท ที่เขาบอก ข้างนอกคุม
จัดชุมนุม สนุกลิ้น กินกาแฟ

สังคมที่ถูกบดบังด้วยสื่อ

สังคมที่ถูกบดบังด้วยสื่อ เพื่อให้ผู้รับรู้ข่าวสารมีพฤติกรรมเป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจในสังคมมุ่งหวัง ค่อยๆ เสื่อมมนต์ขลังไปเรื่อยๆ เมื่อผู้คนที่อยู่ในสังคมมีทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น รู้จักการใช้วิจารญานในการรับรู้มากขึ้น ส่งผลให้สังคมเปิดมากขึ้นและกำลังเป็นกระแสที่ค่อยๆไหลมาทดแทนกระแสเดิมๆ ที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ในอำนาจ จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันสังคม และรับรู้การเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ เพื่อให้เกิดสันติในสังคม

กลอนซึ้งมากเลยครับ...แต่งออกจ

กลอนซึ้งมากเลยครับ...แต่งออกจากใจเลยใช่ไหม
ถ้าไม่อยู่ใต้ส้นตีน ไม่มีทางแต่งได้ไพเราะขนาดนี้แน่ๆ

นับถือๆๆๆๆๆ ...นี่คือ กวีที่ไทยกำลังต้องการ
ประเทศไทยกำลังจะฟื้นฟู คำคล้องจองขาดแคลนขนาดหนัก

ใสหัว wrote:เสรีภาพ นักศึกษา

[quote=ใสหัว]เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
เสียงแจ้วแจ้ว มาตรา หนึ่งหนึ่งสอง
บ้านเลขที่ หนึ่งหนึ่งหนึ่ง เรือนรับรอง
มาพี่น้อง ร่วมวง ลงคะแนน

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คงไม่แคล้ว นิติราษฏร์ ผงาดแท่น
ทั้งอากง อาม้า ภาพตัวแทน
เรียกแฟนแฟน ทั่วหน้า มาประชุม

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คล้ายขุนทอง นกแก้ว เห็นแล้วกลุ้ม
พูดตามบท ที่เขาบอก ข้างนอกคุม
จัดชุมนุม สนุกลิ้น กินกาแฟ[/quote]

นกแก้วนกขุนทอง นั่นคือใสหัว ส่วนนักศึกษา เป็นคนเป็นเสรีชนที่มีสมองมีความคิดมีเหตุมีผล ไม่ใช่คำพูดจากใจที่เป็นทาสความเคยชิน

ใสหัว wrote:เสรีภาพ นักศึกษา

[quote=ใสหัว]เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
เสียงแจ้วแจ้ว มาตรา หนึ่งหนึ่งสอง
บ้านเลขที่ หนึ่งหนึ่งหนึ่ง เรือนรับรอง
มาพี่น้อง ร่วมวง ลงคะแนน

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คงไม่แคล้ว นิติราษฏร์ ผงาดแท่น
ทั้งอากง อาม้า ภาพตัวแทน
เรียกแฟนแฟน ทั่วหน้า มาประชุม

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คล้ายขุนทอง นกแก้ว เห็นแล้วกลุ้ม
พูดตามบท ที่เขาบอก ข้างนอกคุม
จัดชุมนุม สนุกลิ้น กินกาแฟ[/quote]

แต่งดีมาก...

สะใจ George

แช่ม wrote:ใสหัว

[quote=แช่ม][quote=ใสหัว]เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
เสียงแจ้วแจ้ว มาตรา หนึ่งหนึ่งสอง
บ้านเลขที่ หนึ่งหนึ่งหนึ่ง เรือนรับรอง
มาพี่น้อง ร่วมวง ลงคะแนน

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คงไม่แคล้ว นิติราษฏร์ ผงาดแท่น
ทั้งอากง อาม้า ภาพตัวแทน
เรียกแฟนแฟน ทั่วหน้า มาประชุม

เสรีภาพ นักศึกษา มาอีกแล้ว
คล้ายขุนทอง นกแก้ว เห็นแล้วกลุ้ม
พูดตามบท ที่เขาบอก ข้างนอกคุม
จัดชุมนุม สนุกลิ้น กินกาแฟ[/quote]

แต่งดีมาก...

สะใจ George[/quote]
แต่งดีตามประสานกแก้วในกรงทอง.....5555+
เสรีภาพฯในพระปรมาภิไธย....คมชัดลึก จริงๆ

จุฬาเขาก็มีกฎระเบียบแบบนี้มาน

จุฬาเขาก็มีกฎระเบียบแบบนี้มานมนานแล้ว ก่อนสอบเข้ามาก็น่าจะรู้กันอยู่ ไม่ชอบก็ไม่ต้องเลือกได้...

หรือถ้าพึ่งเข้ามาระลึกชาติได้ เอาตอนเผลอตัวเป็นนิสิตไปแล้ว ก็ลาออกไปสอบเอนทรานส์เอาใหม่ได้ มีปัญญาสอบเข้าได้สอบใหม่มันจะยากอะไร แค่เสียเวลาเรียนไปปีสองปี...นักกิจกรรมทางการเมืองชั้นนำนั้นใช้เวลามากมายกว่านั้นในช่วงชีวิตที่อยู่มหาวิทยาลัย...

ไม่เชื่อผม ก็ลองถาม ตู่ เต้น ดูก็คงได้....

อนึ่งประชาชนชาวไทยนั้นมีอิสระเสรีภาพเต็มที่ทุกประการในการจะวิจารณ์ติชมสถาบันกษัตริย์.....ไม่มีกฎหมายใดห้ามคิด ห้ามพูด ห้ามหมิ่น ภายใต้เงื่อนไขทีปฎิบัติได้ง่ายๆว่า การกระทำนั้นๆต้องกระทำอยู่ในหมู่พวกที่มีความคิดเห็นสอดคล้องต้องกัน และไม่มีการหักหลังกันเองโดยการนำถ้อยคำข้อความที่อาจมีปัญหาในการดูหมื่นเหยียดหยามบุคคลไม่กี่คนที่ กม.อาญาไทยบัญญัติคุ้มครองไว้ ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนมีเหตุผลให้มีผู้แจ้งความกล่าวโทษ และกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นทั้งตำรวจและอัยการ พิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำด้วยเจตนาที่จะดูหมิ่นเหยียดหยาม กลุ่มบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมาย จึงดำเนินการฟ้องร้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน......

กระบวนการทั้งหลายนั้น ผมเห็นว่าก็ชอบแล้ว ปัญหามันอยู่แค่ว่า โทษของการกระทำผิดนั้น ถูกล็อคไม่ให้ศาลได้ใช้วิจารณญานในการกำหนดโทษ โดยมีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้รุนแรงเกินควรไปกับการกระทำผิดเพียงแค่คำพูด...หรือข้อเขียน...

บางกอก

[quote=บางกอก]จุฬาเขาก็มีกฎระเบียบแบบนี้มานมนานแล้ว ก่อนสอบเข้ามาก็น่าจะรู้กันอยู่ ไม่ชอบก็ไม่ต้องเลือกได้...

หรือถ้าพึ่งเข้ามาระลึกชาติได้ เอาตอนเผลอตัวเป็นนิสิตไปแล้ว ก็ลาออกไปสอบเอนทรานส์เอาใหม่ได้ มีปัญญาสอบเข้าได้สอบใหม่มันจะยากอะไร แค่เสียเวลาเรียนไปปีสองปี...นักกิจกรรมทางการเมืองชั้นนำนั้นใช้เวลามากมายกว่านั้นในช่วงชีวิตที่อยู่มหาวิทยาลัย...

ไม่เชื่อผม ก็ลองถาม ตู่ เต้น ดูก็คงได้....

อนึ่งประชาชนชาวไทยนั้นมีอิสระเสรีภาพเต็มที่ทุกประการในการจะวิจารณ์ติชมสถาบันกษัตริย์.....ไม่มีกฎหมายใดห้ามคิด ห้ามพูด ห้ามหมิ่น ภายใต้เงื่อนไขทีปฎิบัติได้ง่ายๆว่า การกระทำนั้นๆต้องกระทำอยู่ในหมู่พวกที่มีความคิดเห็นสอดคล้องต้องกัน และไม่มีการหักหลังกันเองโดยการนำถ้อยคำข้อความที่อาจมีปัญหาในการดูหมื่นเหยียดหยามบุคคลไม่กี่คนที่ กม.อาญาไทยบัญญัติคุ้มครองไว้ ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนมีเหตุผลให้มีผู้แจ้งความกล่าวโทษ และกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นทั้งตำรวจและอัยการ พิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำด้วยเจตนาที่จะดูหมิ่นเหยียดหยาม กลุ่มบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมาย จึงดำเนินการฟ้องร้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน......

กระบวนการทั้งหลายนั้น ผมเห็นว่าก็ชอบแล้ว ปัญหามันอยู่แค่ว่า โทษของการกระทำผิดนั้น ถูกล็อคไม่ให้ศาลได้ใช้วิจารณญานในการกำหนดโทษ โดยมีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้รุนแรงเกินควรไปกับการกระทำผิดเพียงแค่คำพูด...หรือข้อเขียน...[/quote]

มหาลัยรัฐ อยู่ได้เพราะภาษีประชาชนส่วนหนึ่ง ดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ
ทุกคนต้องมีสิทธิ์ใช้ในมาตราฐานเดียวกัน การจะไล่คนอืนเขาหัดดูสิทธิ์ตัวเองมั้งผม

ละอายแทนหมามัน เอ้อพูดผิดอายแทนเด็กมัน อย่างว่านะเคยตัวเห็นผู้นำลัทธิตัวเอง
ชอบไล่ประชาชนให้ไปอยู่ประเทศอื่น ทั้งที่ตัวเองนั้นละเหมาะที่จะไปอยู่อีกโลกหนึ่ง

เวอร์เนอร์ คาร๋ล ไฮเฃนเบอร์ก

เวอร์เนอร์ คาร๋ล ไฮเฃนเบอร์ก นักฟิสิกค์ที่มีขื่อเสียง เจ้าของทฏษฎีความไม่แน่นอนในควอนตั้ม แมคคานิกส ได้กล่าวไว้ว่า

"With the act of observation will impact what is being observed"

คิดแล้วคำกล่าวที่นำมาใช้ได้กับสถานะการณ์ของประเทศไทย

If a person knows that he/she is being watched, that person will behave better and not become out of touch.

หมายเหตุ: Werner Karl Heisenberg เป็นบิดานักฟิสิกค์ชาวเยอร์มัน สาขา ควอนตั้ม มาแคนิกส
( quantum mechanics) นักฟิสิกค์ทั่วโลกนับถือและยกย่องว่าไฮเฃนเบอร์กคือบิดาผู้้ค้นพบทฎษฏีความไม่แน่นอนฃึ่งฃ้อนอยู่ในทฏษฎีควอนตั้ม ใตรทีสนใจเรืองราวของไฮเฃนเบอร์ก ควรเช็คละครหรื่อภาพยนตร์เรื่อง Copenhagen ดู เพราะมันจะช่วยลับสมองทดลองปัญญาของผู้ดูได้ดีมากๆ

Copenhagen เป็นละครทึีมีชื่อเสียง เขียนโดย Michael Frayn ไฮเฃนเบอร์กเคยทำงานร่วมกับ Niles Bohr นักฟิสิกค์มือเก๋ารุ่นพ่อด้วยกันหลายปีที่ประเทศเยอรมัน ก่อนที่ฮิตเลอร์มีอำนาจ,
บ้าคลั่งกับนโยบายตามล่า ล้างผลาญ สั่งฆ่าประชาขนที่มีเชี้อสายยิวด้วยการจับเข้าโรงบ่มแก๊ส เนื่องจากแกีสถูกกว่ากระสุนปืน และไม่ต้องใช้ทหารยิง (เพื่อรักษามอแรล/morale ของทหาร) ประชาชนชาวยิวประมาณ 6 ล้านคนถูกจับยัดเข้าเตาแก๊ส ตายเหมือนหมูเหมือนหมา เพราะความบ้าคลั่งของผู้นำประเทศเยอรมันในบยุดนั้นไม่เกินประมาณสิบคน

โคเป็นฮาเกน เป็นละครที่ทำให้คนชมได้ภาพของการพบกันเป็นครั้งสุดท้ายระหว่าง ไฮเฃนเบอร์กกับ นิล บอร์ การพบกันครั้งนี้ประสพผลล้มเหลว เพราะาปรากฏว่า นิล บอร์โมโหไฮเชนเบอร์กมาก ไม่ยอมสนทนาด้วยอีก

ไม่มีใครรู้ความจริงว่า ไฮเฃนเบอร์กบอกอะไรกับ นิล บอร์ จีงทำให้เขาเกิดอารมณ์โมโหและปรารถนาที่จะจบการสนทนากับไฮเชนเบอร์กฃี่งเขาและภรรยาเคยเอ็นดูและรักเสมือนลูกในใส้ Michael Prayn ผู้เขียนละครเรื่องนี้ได้เดาไว้ทั้งหมดสามเวอร์ขั่นด้วยกัน

โรงละครแห่งชาติของลอนดอนเปิดการแสดงละคร โคเป็นฮาเกน นี้ทั้งหมด 300 รอบด้วยกัน คุณ Michael Frayn ได้รับเสนอให้เข้ารับรางวัลเป็น Sir Knight เพราะผลงานดีเด่นที่เขาได้การสร้างบทละครโคเป็นฮาเกนนี้ อย่างไรก็ตาม Michael Frayn ได้ปฎิเสธไม่ยอมไปรับรางวัลดังกล่าว

สำหรับภาพยนต์เรื่อง Copenhagen สร้างเมื่อปี พศ 2545 โดยดาราแสดงนำชายสองคน คือ Stepen Rea แสดงเป็น Niles Bohr และดาราหน้าเหลียมรูปหล่อ ตาสีฟ้า My name is Bond, Daniel Craig ดาราหญิงคือ Francesca Annis เล่นบทเป็นภรรยาสุดที่รักของ Niles Bohr.

Happy Holidays .

May all for "freedom of expression" be free and very happy in 2012+.

การที่เอามาตรฐานของสังคมปัจจุ

การที่เอามาตรฐานของสังคมปัจจุบันไปตัดสินการกระทำของในอดีตซึ่งบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้น้องๆมองสิ่งต่างๆผิดไป ถ้าน้องๆมีความคิดความเข้าใจเพียงพอ คงเข้าใจสิ่งที่พี่บอก และสามารถทำความเข้าใจของตัวเองให้ถูกต้องได้

น้องๆกำลังตกเป็นเหยื่อของขบวนการล้มเจ้า ดูประเทศลาวสิครับ คอมมิวนิสต์เขาสามารถล้มเจ้าได้สำเร็จใน พ.ศ. 2518 ครับ ลองนึกภาพสิครับว่าถ้าคอมมิวนิสต์ล้มสถาบันกษัตริย์ของไทยได้สำเร็จ เราคงเป็นมหาอำนาจแข่งกับพม่าและเกาหลีเหนือได้อย่างเต็มภาคภูมิมั้ง

ชาญณรงค์

[quote=ชาญณรงค์]การที่เอามาตรฐานของสังคมปัจจุบันไปตัดสินการกระทำของในอดีตซึ่งบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง อาจทำให้น้องๆมองสิ่งต่างๆผิดไป ถ้าน้องๆมีความคิดความเข้าใจเพียงพอ คงเข้าใจสิ่งที่พี่บอก และสามารถทำความเข้าใจของตัวเองให้ถูกต้องได้

น้องๆกำลังตกเป็นเหยื่อของขบวนการล้มเจ้า ดูประเทศลาวสิครับ คอมมิวนิสต์เขาสามารถล้มเจ้าได้สำเร็จใน พ.ศ. 2518 ครับ ลองนึกภาพสิครับว่าถ้าคอมมิวนิสต์ล้มสถาบันกษัตริย์ของไทยได้สำเร็จ เราคงเป็นมหาอำนาจแข่งกับพม่าและเกาหลีเหนือได้อย่างเต็มภาคภูมิมั้ง[/quote]

จะไม่แปลกใจถ้าความเห็นนี้ถูกโพสต์เมื่อปี 2519 ค่ะ