อธิบดีราชทัณฑ์คาดสัปดาห์หน้าย้าย ‘นักโทษการเมือง’ มาเรือนจำใหม่

อธิบดีคาดสัปดาห์หน้าได้ย้าย นปช.เผยได้ข่าวผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและคดีหมิ่นฯ อาจจะยังไม่ได้ย้าย พยายามทำความเข้าใจภาครัฐ ด้านญาติผู้ต้องขังจังหวัดเชียงใหม่แห้วไม่ได้พบผู้ต้องขัง ย้ายด่วนลงกทม. มึนไม่รู้จะเดินทางไปเยี่ยมอย่างไร 11 ม.ค.55 พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการย้ายผู้ต้องขังมายังเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ (เรือนจำโรงเรียนพลตำรวจบางเขน) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งมี นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นประธานได้กำหนดหลักเกณฑ์และส่งให้เรือนจำทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้ส่งรายชื่อกลับมาให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะดำเนินการย้ายผู้ต้องขังได้ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับการประชุมคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และคัดเลือกผู้ต้องขังที่เข้าข่ายเป็นนักโทษการเมืองเพื่อส่งไปแยกขังที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่นั้น มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. เป็นผู้ต้องขังกระทำความผิดในคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมือง ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณา หรืออยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ที่ได้กระทำความผิดตั้งแต่ก่อนและหลังการก่อรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.49 เช่น ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศสงคราม ครั้งสุดท้ายต่อเนื่องถึงการบุกยึดสนามบินคดีความผิดระหว่างวันที่ 25 พ.ค.51 ถึงวันที่ 2 ธ.ค.51 เหตุการณ์กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ต่อเนื่องถึงกลุ่มคนรักเชียงใหม่ก่อความวุ่นวายคดีความผิดระหว่างวันที่ 26 มี.ค.52 ถึงวันที่ 22 ธ.ค.52 เหตุการณ์ นปช.ชุมนุมทางการเมือง ต่อเนื่องถึงปิดแยกราชประสงค์และวางเพลิงสถานที่ราชการ คดีความผิดระหว่างวันที่ 21 ม.ค.53 ถึงวันที่ 21 พ.ค.53 2. เป็นการกระทำความผิดในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายที่มีโทษทางอาญาอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับข้อ 1. ได้แก่ ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ความผิดเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ในส่วนของผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนั้น กรมราชทัณฑ์จะต้องพิจารณาโดยมีหลักฐานจากฝ่ายต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามรวบรวมตัวเลขผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดไปให้คณะกรมการฯ แล้ว จากข้อมูลกรมคุ้มครองสิทธิ ซึ่งได้งบประมาณ 43 ล้านเพื่อประกันตัวผู้ต้องขังพบว่า มีผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ 57 ราย นอกเหนือจากนั้นส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังครบเวลา หรือไม่ก็เป็นส่วนที่ได้รับการประกันตัว อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้ย้ายไปสถานที่คุมขังแห่งใหม่นั้นมีไม่ถึงจำนวนดังกล่าว เนื่องจากผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จะยังไม่ได้โยกย้าย ซึ่งทาง นปช.พยายามอธิบายและผลักดันต่อไปว่าพวกเขาล้วนเป็นนักโทษทางการเมืองตามแนวทางของ คอป.ทั้งสิ้น ธิดากล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ในต่างจังหวัดเท่าที่สอบถามมายังไม่มีใครที่ไม่สมัครใจในการย้ายที่คุมขัง ส่วนปัญหาที่ญาติอาจเดินทางมาเยี่ยมลำบากนั้น ทางเครือข่าย นปช.ในต่างประเทศได้รับปากจะช่วยเหลือค่าเดินทางสำหรับญาติในต่างจังหวัดเดือนละครั้งเพื่อเดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องขังที่กรุงเทพฯ ญาติผู้ต้องขังเชียงใหม่งง ย้ายลง กทม.ด่วน ด้านกลุ่มครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วยแม่ เมีย ลูก และเพื่อนๆ ได้นัดกันเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นคดีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี 2551 ที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ แต่กลุ่มญาติได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่เรือนจำว่า ผู้ต้องขังคดีเสื้อแดง คือ นายนพรัตน์ แสงเพชร นายประยุทธ บุญวิจิตร นายบุญรัตน์ ไชยมโน นายสมศักดิ์ อ่อนไสว และนายพยอม ดวงแก้ว ได้ถูกย้ายตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแล้วตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันนี้ (11 ม.ค.) โดยยังเหลืออยู่แต่เพียงนายแดง ปวนมูล ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งเหตุที่ไม่ได้ถูกย้ายไปเนื่องจากคดีของนายแดงสิ้นสุดแล้ว \นางเล็กมาเยี่ยมสามีที่ถูกคุมขังโดยไม่รู้ว่าถูกย้ายไปกรุงเทพแล้วตั้งแต่เช้ามืด\" รายงานข่าวแจ้งว่า ญาติบางส่วนรู้สึกสับสนเนื่องจากไม่ทราบมาก่อนว่าผู้ต้องขังจะถูกย้ายไป โดยเฉพาะนางเล็ก เอื้องคำ อายุ 60 ปี ภรรยาของนายประยุทธ บุญวิจิตร ซึ่งประกอบอาชีพเก็บขยะขาย อาศัยอยู่คนเดียวในชุมชนหลังวัดโลก โมฬี ทั้งคู่มีอาการทางประสาท เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไร นางเล็กบอกว่า ตอบไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป แต่อยากจะไปเยี่ยมนายประยุทธ เพราะนายประยุทธไม่มีญาติทางอื่นอีก เกศรา ไชยมโน บุตรสาวของนายบุญรัตน์ ไชยมโน ผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งได้เตรียมอาหารสำหรับเข้าเยี่ยม แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการย้ายตัวผู้ต้องขัง เล่าว่า เคยรู้ข่าวมาบ้างและเคยคุยกับพ่อเรื่องนี้ พ่อบอกว่าไม่อยากไปเพราะไกลบ้านไกลญาติ หวังว่าจะได้รับการดูแลดีขึ้นทั้งในทางคดีที่อยู่ระหว่างฎีกาและในทางความเป็นอยู่ในเรือนจำ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก ส่วนนายแดง ปวนมูล ผู้ต้องขังที่ไม่ได้ถูกย้ายเผยว่า ก่อนหน้านี้มีการแจ้งเรื่องนี้ภายใน เคยเห็นมีชื่อตนอยู่ ตนอยากไปกรุงเทพพร้อมกับเพื่อนๆ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เรียก ทั้งนี้ นายแดงเป็นผู้ติดเชื้อ HIV ต้องได้รับการดูแลสุขภาพต่างจากผู้ต้องขังทั่วไป นางสาวพรพิศ ผักไหม อดีตอาสาสมัครมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าวว่า เรือนจำเชียงใหม่รองรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 2500 คน แต่ขณะนี้มีจำนวนผู้ต้องขังอยู่กว่า 4000 คน เกรงว่าผู้ป่วยจะติดเชื้อได้ง่ายในสภาพที่แออัดอย่างมากนี้ โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ร่างกายผู้ติดเชื้อจะอ่อนแอกว่าปกติ"