แพทย์สหรัฐฯ เสนอน้ำตาลควรถูกปฏิบัติอย่างสารพิษ

แพทย์จากสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ UCSF เสนอว่าควรมีการจำกัดการบริโภคน้ำตาลเทียบเท่ากับแอลกอฮอล์และยาสูบ และมีการเก็บภาษีการบริโภคเพิ่ม ด้านนักเศรษฐศาสตร์ค้านไม่คิดว่าได้ผล หากจะเก็บควรเก็บภาษีตัวสารให้ความหวานแทน 1 ก.พ. 2012 - คอลัมนิสต์ คริสโตเฟอร์ วานเจก จากเว็บไซต์ Livescience นำเสนอความเห็นจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซาน ฟรานซิสโก (UCSF) ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature ซึ่งเปิดเผยว่าน้ำตาลเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ และควรมีการควบคุมจากรัฐบาลประเทศต่างๆ อย่างเข้มงวดเท่าแอลกอฮอล์ นักวิจัยกลุ่มดังกล่าวยังได้เสนอให้มีการควบคุมเช่นการเก็บภาษีอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพิ่ม งดไม่ให้จำหน่ายในหรือใกล้เคียงบริเวณโรงเรียน และมีการกำหนดอายุผู้ซื้อ โดยกลุ่มนักวิจัยกลุ่มนี้ได้อ้างงานวิจัยและสถิติหลายชิ้นว่าน้ำตาลซูโครส หรือน้ำตาลที่มีส่วนผสมของน้ำตาลกลูโคสกับฟรุคโตสเช่นในน้ำเชื่อมข้าวโพดและในน้ำตาลที่ใช้ทั่วไปในครัวเรือน เป็นอันตรายเทียบเท่ายาสูบและแอลกอฮอล์ ผู้เขียนรายงานลงในวารสาร Nature ยังได้ระบุถึงปัญหาสุขภาพในสหรัฐฯ ว่ามีสองในสามของประชากรน้ำหนักเกินมาตรฐาน ครึ่งหนึ่งเป็นโรคอ้วน ร้อยละ 75 ของเงินประกันสุขภาพถูกใช้ไปกับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบอาหาร และในทุกวันนี้มีการนำน้ำตาลเจือปนมาเป็นส่วนผสมในอาหารอย่างโซดาหรือซุป ทำให้ชาวอเมริกันบริโภคแคลอรี่จากน้ำตาลเจือปนมากกว่า 600 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำตาล 40 ช้อน นักวิจัยหลายคนถึงขั้นมองว่าน้ำตาลเป็นสารเคมีเป็นพิษ หมายความว่าขณะที่น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrates) เช่นในธัญพืช เป็นน้ำตาลที่ปลอดภัยสำหรับการเผาผลาญอาหารโดยเซลล์ผ่านไปทั่วร่างกาย แต่น้ำตาลฟรุกโตสเป็นสารน้ำตาลที่มีการเผาผลาญโดยตับ ปัญหาจึงเกิดจากที่ว่าน้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดโรคตับ และอาจทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเบาหวานตามมาด้วย แม้ว่านักวิจัยจะได้ทดลองพบว่าน้ำตาลเจือปนทำให้เกิดความเสียหายโดนตรงในตับของหนูทดลอง แต่นักวิจัยอีกบางส่วนก็ยังไม่แน่ใจว่าน้ำตาลจะส่งร้ายต่อร่างกายคนเราจริงหรือไม่ ถ้าได้รับในปริมาณที่เท่ากัน ลุสติก แพทย์จากสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซาน ฟรานซิสโก (UCSF) เปรียบเทียบน้ำตาลเจือปนกับใบยาสูบ และแอลกอฮอล์ ในแง่ที่ว่ามันสามารถเสพย์ติด, เป็นพิษต่อร่างการ และส่งผลด้านลบต่อสังคม ทำให้ลุสติกเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีการบริโภคจากสินค้าที่มีน้ำตาลเจือปน นอกจากนี้ลุสติกยังได้มีข้อเสนอในเชิงถอนรากถอนโคน เช่น การสั่งห้ามขายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 17 ควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมที่มีน้ำตาลบริเวณรอบโรงเรียน และในย่านคนรายได้ต่ำที่มักจะมีปัญหาโรคอ้วน อย่างไรก็ตามมีนักเศรษฐศาสตร์โต้แย้งว่าการใช้วิธีเก็บภาษีการบริโภคเช่นภาษีโซดาที่มีการเสนอใช้ในหลายรัฐในสหรัฐฯ อาจไม่ได้ผลมากนักในแง่การควบคุมการบริโภคน้ำตาล กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐไอโอวานำโดย จอห์น เบกิน เสนอให้มีการเก็บภาษีตัวสารให้ความหวานในระดับการผลิต ไม่ใช่ในระดับผลิตภัณฑ์สำเร็จที่มีน้ำตาล คริสโตเฟอร์ วานเจก เขียนในคอลัมน์ว่าข้อเสนอนี้มีการนำเสนอเมื่อปีที่ผ่านมา (2011) ในวารสารนโยบายเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตลดจำนวนการใช้น้ำตาลในผลิตภัณฑ์ลง เช่นที่มีการใช้น้ำเชื่อมข้าวโพดเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมอาหารเนื่องจากมันราคาถูกและใช้ทดแทนส่วนผสมคุณภาพสูงกว่าได้ อย่างไรก็ตามมีนักวิจัยบางส่วนที่แย้งว่า สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคภัยเรื้อรังไม่ได้มาจากน้ำตาล แต่มาจากไขมันอิ่มตัว หรือบ้างก็ว่ามาจากกระบวนการผลิตอาหารที่ใช้คาร์โบไฮเดรตง่ายๆ มาผ่านการผลิตซับซ้อน บ้างก็ว่าเป็นแค่เรื่องการขาดการออกกำลังกาย ที่มา Sugar Should Be Regulated As Toxin, Researchers Say, Livescience, 01-02-2012 http://www.livescience.com/18244-sugar-toxic-regulations.html

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์