สมาคมต่อต้านโลกร้อนเตรียมตั้งโต๊ะรอบ 3 รับฟ้องคดีน้ำท่วม

ยืนยันแนวฟลัดเวย์ต้องออกกฎหมายรอนสิทธิและทำอีเอชไอเอตามรัฐธรรมนูญก่อน เผยต้นเดือนมีนาคมยื่นฟ้องศาลระงับสร้างเขื่อน-พนังกั้นน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม ภาพน้ำท่วมในเขต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อปี 2554 วันนี้ (24 ก.พ.55) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า เหตุจากความผิดพลาดล้มเหลว หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของรัฐบาลและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเมื่อปี พ.ศ.2554 จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย เทือกสวน ไร่นา ทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ของประชาชนกว่า 65 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่างเรื่อยมาจนถึงภาคกลาง และภาคอีสานกว่า 3.5 ล้านครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนและเสียหายกันไปทั่วหน้า ประชาชนเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 816 ศพ นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า จากการแถลงข้อมูลเผยแพร่ต่อสาธารณะของเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ (สศช.) พบว่าเหตุดังกล่าว ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2554 ขยายตัวได้เพียง 0.1% ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ว่าควรจะขยายตัว 3.8 % ซึ่งธนาคารโลกก็ได้ประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจากอุทกภัยดังกล่าวไว้กว่า 600,000 ล้านบาท และรายได้หายไปกว่า 700,000 ล้านบาท รวมเป็นความเสียกว่า 1.4 ล้านล้านบาทด้วยเช่นกัน ล่าสุดมีข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจาก กยน.ว่าได้กำหนดให้มีแนวพื้นที่น้ำผ่านหรือฟลัดเวย์ (Floodway) ขึ้นทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ทั้งๆ ที่ชาวบ้านตามแนวฟลัดเวย์ไม่เคยรู้เรื่องและทราบข้อมูลใดๆ มาก่อนเลย อีกทั้งรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยไปเจรจาจับเข่าคุยกับชาวบ้าน เพื่อบอกมาตรการชดเชยหรือเยียวยาที่เป็นธรรมก่อนเลย นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องออกกฎหมายเพื่อรอนสิทธิ และกำหนดมาตรการชดเชยการรอนสิทธิในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวฟลัดเวย์ในจังหวัดดังกล่าวเสียก่อน จึงจะสามารถทำได้ มิใช่ใช้ระบบมัดมือชกเยี่ยงนี้ ที่สำคัญโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการประเภทรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งต้องมีการทำอีเอชไอเอ (EHIA) เสียก่อน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ “หากรัฐบาลไม่ยอมดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวเสียก่อนแล้ว เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแน่นอนว่าจะหาข้อยุติได้ยาก จนกระทั่งต้องมีการฟ้องร้องกันเยอะแยะเต็มศาลไปหมดแน่” นายศรีสุวรรณ กล่าว ทั้งนี้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดเวทีสัมมนาเรื่อง มหาอุทกภัยอยุธยา: ทางออก ผลกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ขึ้นในวันอังคารที่ 28 ก.พ.55 นี้ เวลา 13.00-16.30 น. ณ ห้องประชุม 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา โดยภายในงานสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จะตั้งโต๊ะรับมอบอำนาจฟ้องคดีรอบที่ 3 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยให้ประชาชนที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปี 2554 รวมทั้งล่ารายชื่อชาวบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบนิคมฯ ต่างๆ เพื่อนำไปยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อระงับโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวในช่วงต้นเดือนมีนาคม ต่อไปด้วย