อุดมการณ์เบื้องหลังระบบยุติธรรมในการบังคับใช้ ม. 112

ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจเมื่อผมร่าง “คำให้การคดี 112” จบลง คือความรู้สึกว่า “สิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองกำลังถูกคุกคาม” เพราะผมเชื่อมั่นว่า เมื่อเราอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เราย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ที่ผมรู้สึกเช่นนี้ เพราะผมเห็นว่า ผมกำลังเผชิญกับ “ความอยุติธรรม” ความอยุติธรรมที่ว่านี้คือ การแจ้งความและข้อกล่าวหาสะท้อนถึงการ “บิดเบือน” ความหมายของข้อความที่ผมโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความทางวิชาการ ซึ่งเป็น “ข้อความที่ถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” อยู่แล้ว ให้มีความหมายใหม่ตามความต้องการของผู้ตีความที่ “ใส่ความหมายตามการตีความของตนเองลงไปเพื่อเอาผิดตาม ม. 122 ให้ได้” ขอยกตัวอย่างเทียบเคียงให้เห็น สมมติในการถกเถียงทางวิชาการในประเด็นว่า “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสมเด็จพระสังฆราชในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” แล้วผมก็เสนอไป 9 ข้อ ซึ่ง 9 ข้อนี้ผมประสงค์ให้เป็น “ข้อเสนอเชิงปฏิรูป” หมายความว่า เป็นข้อเสนอที่ให้ “คงหลักการที่ดีอยู่เดิม” บางอย่างไว้ และเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แล้วผมก็เสนอไป 1 ใน 9 ข้อนั้น (ย้ำ“สมมติ”) ว่า “พระสังฆราชต้องไม่แทรกแซงการเมือง” ซึ่งข้อเสนอนี้มีความหมายตรงไปตรงมาว่า เป็นการยืนยันให้ “คงหลักการเดิม” ที่ว่า “พระสังฆราชไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อยู่เหนือการเมือง” เอาไว้เท่านั้นเอง แต่มีคนไปตีความว่า ข้อเสนอนี้เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่า “พระสังฆราชองค์ปัจจุบันแทรกแซงการเมือง” การตีความเช่นนี้เป็นการ “บิดเบือน” ความหมายของข้อความเดิมโดยการ “ตัดทิ้ง” บางคำ คือคำว่า “ต้องไม่” ออกไป แล้วก็ใส่ข้อความใหม่คือ “องค์ปัจจุบัน” เข้ามาแทนที่ ฉะนั้น จากข้อความเดิมที่ว่า “พระสังฆราชต้องไม่แทรกแซงการเมือง” กลายเป็นข้อความใหม่ว่า “พระสังฆราชองค์ปัจจุบันแทรกแซงการเมือง” และมีการใช้ข้อความใหม่จากการตีความเอาเองหรือบิดเบือนตามความต้องการของตนเองนี้เป็น “ข้อกล่าวหา” ว่า “ผมหมิ่นสังฆราช” สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ก็มีลักษณะคล้ายกันกับ “สถานการณ์สมมติ” ดังกล่าวนี้ และนี่จึงทำให้ผมผมรู้สึกอย่างแจ่มชัดว่า ผมกำลังเผชิญกับ “ความอยุติธรรม” จากข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ! ยิ่งเมื่อดูบริบทของข้อความทั้ง 9 ข้อ ที่ผมเสนอยิ่งชัดเจนว่า เป็น “ข้อเสนอเชิงปฏิรูปที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคต” ไม่ได้มีข้อความที่กล่าวหา โจมตี ใส่ร้าย ให้อดีตและปัจจุบันเสื่อมเสียเป็นที่ดูถูกเกลียดชังของผู้คน ตามนิยามของคำว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” แต่อย่างใด ฉะนั้น ผมจึงมั่นใจว่า ข้อเสนอทั้ง 9 ข้อนั้นที่เป็นข้อเสนอในบริบทของบทความทางวิชาการ จึงเป็น “ข้อเสนอทางวิชาการ” คือ ข้อเสนอที่อธิบายได้ด้วยหลักการ เหตุผลบนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อชวนให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลอันจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางความรู้และความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่กำลังถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อเสนอดังกล่าว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น... มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย การเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมือง หรือต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอเชิงวิชาการดังกล่าว เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้ขัดต่อหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด และไม่ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติแต่อย่างใด จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และมาตรา 50 อีกทั้งย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 26 และ 29 ดังความข้างล่างนี้ มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 29 การจำกัดสิทธิ เสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ซึ่งความคุ้มครองดังกล่าว ย่อมสอดคล้องกับบทบัญญัติใน มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ดังกล่าวแล้ว แน่นอนว่า รัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ที่ผมยกมานี้ ย่อมเป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตาม “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” หากระบบความยุติธรรมของบ้านเรายึด “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ตามรัฐธรรมนูญ (โดยเฉพาะมาตรา 29) ในการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นฯ ม. 112 ย่อมไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวคุณสุรชัย คุณสมยศ อากง หรือผู้ต้องหาคดี ม.112 คนอื่นๆ เราจึงไม่ชัดเจนว่า อุดมการณ์เบื้องหลังในการบังคับใช้ ม.112 ของระบบยุติธรรมในบ้านเราคืออุดมการณ์อะไรกันแน่? ถ้าดูเหมือนจะไม่ใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ดังกล่าวมา ถามว่าระบบยุติธรรมบ้านเราบังคับใช้ ม.112 โดยอ้างอิง “อุดมการณ์ธรรมราชา” ตามมาตรา 9 ที่บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” ใช่หรือไม่? คำตอบก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตามอุดมการณ์ธรรมราชาที่ยึดหลัก “ทศพิธราชธรรม” ชาวพุทธย่อมเข้าใจดีว่าหลักทศพิธราชธรรมนั้น เป็นหลักแห่งความไม่โกรธ ให้อภัย ไม่เบียดเบียน ยึดความยุติธรรม (อวิโรธนะ) โดยคำนึงถึง “หลักการที่ถูกต้อง” ของระบอบการปกครองที่สังคมยอมรับร่วมกัน (ธรรมาธิปไตย) ใช้ปัญญา มีการุณยธรรม และเคารพ “ความเป็นมนุษย์” ของประชาชน เอาเข้าจริงแล้ว หากอุดมการณ์เบื้องหลังการบังคับใช้ ม.112 ไม่น่าจะใช่ทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอุดมการณ์ธรรมราชาที่ยึดหลักทศพิธราชธรรม ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ระบบยุติธรรมไทยบังคับใช้ ม.112 โดยยึดอุดมการณ์อะไรกันแน่ และ “การใช้ดุลยพินิจ” ของระบบยุติธรรมได้คำนึงถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 หรือไม่ว่า \แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์\" คำถามสำคัญจึงมีว่า การบังคับใช้ ม.112 ของระบบยุติธรรมไทยที่เป็นอยู่นี้ นอกจากจะไม่ชัดเจนว่า เป็นการบังคับใช้ที่ยึด “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” และ “อุดมการณ์ธรรมราชา” หรือไม่แล้ว ยังอาจตั้งคำถามได้อีกว่า เป็นการบังคับใช้ที่ทั้งอาจเป็นทั้งการทำให้ “ราษฎร” และ “พระมหากษัตริย์” เดือดร้อนหรือไม่? นี่เป็นคำถามที่ระบบยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งระบบยุติธรรมนี้อ้างอิงความชอบธรรมจาก “อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย” และอ้างอิงการปกป้องประมุขของรัฐบน “อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย” ด้วยเช่นกัน ต้องมีคำตอบให้กับสังคม!"

เข้าใจ

เข้าใจ และขอส่งใจมายืนเคียงข้างด้วยคน

ใช้คำว่าอุดมการณ์มันดูดีเกินไ

ใช้คำว่าอุดมการณ์มันดูดีเกินไป จริงๆแล้วมันไม่มีอุดมการณ์อะไรเลย เราเป็นสังคมหน้าไหว้หลังหลอกอย่างแท้จริงเพราะ ความจริงก็คือเราเป็นสังคมประชาธิปไตยมีการเลือกตั้ง แต่เราก็ยังต้องมากลัวอำนาจเถื่อนของกองทัพ ประชาชนไม่มีอิสระในการปกครองตนเอง อย่างนี้ผมไม่ใช้คำว่า อุดมการณ์ให้เสียความดีงานของมันไปหรอก มันก็ เผด็จการทหารธรรมดานั้นเอง.

At the end, History will show

At the end, History will show these events as the path to the extinction of special species. At one time, Dinosaurus was the majestic, powerful creature on the earth. Failure to change leads to the extinction of its species.

น่าจะแยกพระมหากษัตริย์ออกจากก

น่าจะแยกพระมหากษัตริย์ออกจากการเมืองให้ได้นะ เมื่อวานดูข่าว การที่ยิ่งลักษณ์ตะเวนดูไปตามที่ต่างๆ
ต้องกราบทูลในหลวงด้วยเหรอ แล้วแบบนี้ใครเป็นนายกที่แท้จริง แบบนี้รัฐบาลจะมีปกครองประเทศอย่างมีเสถื่อนภาพได้ไง

songchai

[quote=songchai]น่าจะแยกพระมหากษัตริย์ออกจากการเมืองให้ได้นะ เมื่อวานดูข่าว การที่ยิ่งลักษณ์ตะเวนดูไปตามที่ต่างๆ
ต้องกราบทูลในหลวงด้วยเหรอ แล้วแบบนี้ใครเป็นนายกที่แท้จริง แบบนี้รัฐบาลจะมีปกครองประเทศอย่างมีเสถื่อนภาพได้ไง[/quote]
++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อย่างนี้แล้วใครเป็นคนเอาในหลวงท่านมายุ่งกับกิจกรรมทางการเมืองของนักการเมืองครับ

รัฐธรรมนูญไทยและขนบธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่มีข้อบังคับใดๆว่า นายกรัฐมนตรีต้องรายงานการปฎิบัติหน้าที่ราชการบริหารงานแผ่นดินกับกษัตริย์แต่อย่างไร.....แต่ไม่มีข้อห้ามถ้าจะทำ

ที่อังกฤษนั้นมีแค่ธรรมเนียมว่านายกต้องเข้าเฝ้าควีนเพื่อปรึกษาข้อราชการทุกสัปดาห์ ในหัวข้อที่นายกต้องการความเห็นของควีน และถือเป็นความลับที่จะไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะชน.......เมืองไทยไม่มีธรรมเนียมนี้ครับ

นายกน้องปู แกพูดเองหรือครับว่า...ต้อง...กราบทูลในหลวง

หรือสื่อเขียนไปเอง.....หรือคุณเข้าใจไปเอง

สำหรับคดีสุรพศ... ขั้นตอนขณะน

สำหรับคดีสุรพศ...

ขั้นตอนขณะนี้ต้องรอดูว่า อัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ หากไม่สั่งฟ้องก็รอดไป แสดงว่าอัยการเชื่อคำให้การของสุรพศ และพบว่าหลักฐานพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอที่จะกล่าวโทษฟ้องร้องในขั้นศาลเพื่อเอาผิดจำเลยได้.....

แต่ถ้าอัยการสั่งฟ้อง...ก็ต้องบอกว่า อัยการเห็นว่าสุรพศทำความผิดจริงจากพยานหลักฐานต่าง ซึ่งสุรพศต้องไปแก้ตัวในขั้นศาล หรือสารภาพในขั้นศาล...

สุรพศจะไม่ต้องปวดกบาลใดๆเลยที่จะแก้คดีในขั้นศาล ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง...

ดังนั้น คดีนี้เป็นตัวอย่างอันดีว่า จำนวนของคดีประเภทนี้จะมากจะน้อย มันขึ้นอยู่กับการใช้วิจารณญานของ อัยการ...เป็นจุดสำคัญที่สุด

ไม่ใช่ศาล....ซึ่งทำหน้าที่ได้ต่อเมื่ออัยการสั่งฟ้องคดีเท่านั้น....

พระเอก หรือ ผู้ร้ายของคดีอาญาแผ่นดินนั้น อยู่ที่ อัยการ ครับผม...

ทนายทั้งแผ่นดินเขาตระหนักดี มีแต่นักวิชาการบนหอคอยงาช้างทั้งหลาย ที่ไปโทษกฏหมาย ไปโทษศาล......

กฎหมายใดๆในโลก

กฎหมายใดๆในโลก เมื่อไม่มีความเป็นธรรมอยู่ในตัวกฎหมายเองแล้ว กฎหมายนั้นๆย่อมถูกวิจารณ์วิพากอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายนั้นๆออกบังคับใช้ในประเทศที่มีการเลือกตั้งผู้แทนประชาชนแบบประชาธิปไตย ก็จะยิ่งถูกวิจารณ์มากยิ่งขึ้นเพราะระเมิดสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตย พูดง่ายๆคือเป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมพื้้นฐาน ดังนั้นการกำจัดกฎหมายนี้ออกไปจึงเป็นสิ่งยุติธรรม ดีงามต่อประชาชนไม่มีข้อเสียเลยเพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์คือประชาชนทั้งหกสิบกว่าล้านคน แต่ถ้ากำจัดนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจอะไรกันมาก ต้องยอมรับกันไปว่าเราถูกปกครองโดยเผด็จการ แค่นั้นเอง คิดง่ายมากๆ.

ความอยุติธรรมที่ว่านี้คือ

ความอยุติธรรมที่ว่านี้คือ การแจ้งความและข้อกล่าวหาสะท้อนถึงการ “บิดเบือน” ความหมายของข้อความที่ผมโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความทางวิชาการ ซึ่งเป็น

“ข้อความที่ถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

อยู่แล้ว ให้มีความหมายใหม่ตามความต้องการของผู้ตีความที่ “ใส่ความหมายตามการตีความของตนเองลงไปเพื่อเอาผิดตาม ม. 112 ให้ได้”

หลักการระบอบประชาธิปไตยอย่างเดียวก็พอ ใครเป็นประมุขไม่ใช่สาระสำคัญของระบอบ

ขอเอาใจช่วยนักปรัชญาชายขอบผู้

ขอเอาใจช่วยนักปรัชญาชายขอบผู้ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยครับ มีคนไทยค่อนประเทศที่มีความเห็นและความรู้สึกเช่นเดียวกันท่าน ผมเองก็รู้สึกไม่ชอบใจเลยกับกระบวนการพิจารณา ม.112 นี้ ที่ไม่ชอบ ไม่ใช่เพราะว่าผมถือเอาความรูสึกส่วนตนนะครับ แต่ไม่ชอบเพราะกระบวนการมันขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เมื่อกระบวนการมันบิดเบี้ยว ใจมันรับไม่ได้กับสิ่งนี้ "กฎหมายมาตรานี้ ไร้ความยุติธรรมอย่างยิ่ง"

จะอยู่ในสังคมนี้อย่างที่เป็นค

จะอยู่ในสังคมนี้อย่างที่เป็นความพอใจของคนบางกลุ่มยิ่งกว่าความสงบสุขของประชาชนโดยส่วนมากกระนั้นหรือ?

ผมจะไม่เอาใจช่วย

ผมจะไม่เอาใจช่วย และไม่จำเป็นที่จะต้องให้กำลังใจกัน เพราะรู้กันอยู่ว่าสู้อยู่กับอะไร และอะไรที่เราต้องเผชิญ อยู่ที่ใครจะโดนเร็วหรือโดนช้า เมื่อตัดสินใจสู้ ไม่ขอโอดครวญ ไม่เอาใจช่วยแต่จะร่วมต่อสู้ ไม่ให้กำลังใจแต่จะปกป้องด้วยชิวิต มิอาจช่วยเหลือเพราะตัวเองต่ำต้อย แตยินดีที่จะทำทุกอย่างที่เธอร้องขอ ไอ้นักปรัชญาชายขอบ ขอเพียงมึงบอกมา กูยินดี เพราะมึงได้ใจกูไปแล้วว่ะ

ใครแรงมา ถ้ากูยังมีชีวิตอยู่กูก็จะแรงไป ตายเป็นตาย แม่งก็แค่ตาย

ตอนนี้กูไม่อยากคิดไรมาก กูเซ็ง สิ่งที่กูอยากทำที่สุดตอนนี้คือ อยากเปิ๊ดกะโหลกทักษิน ชินวัติก่อนใครเพื่อน แต่แม่งอยู่ไกล กูไม่มีปัญญาตามไปเปิ๊ดกะโหลกมัน ก็ได้แต่พูด

อยากกระทีบออเหลิม อยากชกหน้าไอ้ตู่คนที่กูรัก อยากถีบไอ้เต้นคนที่กูหลง

ก็แค่นั้นเอง กูไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายข้อไหน ก็แค่กูอยาก มีไรไหม?

ไอ้ตู่ ไอ้เต้น คนอย่างกูชกก่อน ถามทีหลัง มึงระวังให้ดี ระวังเจอหมัดคนที่เคยรัก

ไอ้ตู่ ไอ้เต้น กู๋คนหนอม ไม๊ไกลกับบ้านมึ้ง ลูกทุ่งเหมื๋อนกัน ไม๊ชอบคนทรยศ มึ้งอย๋าทรยศศรัทธาของผู้คน ที่ผ่านมามึ้งเดินสายสร้างศรัทธา พอ๋ได้มา แม๋มมึ้งจะเอามาเหยียบมาขยี๋ทิ้งหรื๊อ? มึ้งคิดแลให้ดี ชีวิตมึ้งอุทิศให้ประชาชนรื้ัอหว่าอุทิศให้พรรคเพื่อไทหรือทั๊กษิ๋น มึ้งทำเพื่อตัวเองหรื้อจะทำเพื่อประเทศชาติ คิดแลให้ดีไอ้น้อง คิดไม่ได้อาจจะเจอหม้๊ดกู้

รักพวกมึ้งทั้งสองคนว่ะ แม่ม...

มองว่ามันมีความซับซ้อนอยู่นะค

มองว่ามันมีความซับซ้อนอยู่นะครับ

วันนี้นักปรัชญาชายขอบที่มีความรู้สึกแบบนี้เพราะเจอกับสถาการณ์ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร
(ใช้ตรรกะแห่งเหตุผลของตัวเองมาคาดเดาอนาคตไม่ได้)

มันอาจจะสะท้อนมาจากสังคมแบบไทยๆ คือ สังคมผู้อาวุโสเป็นใหญ่ ผู้ที่คิดว่าตัวเองผู้ใหญ่ มีความเชื่อว่าตัวเองสูงกว่า บังคับให้ผู้น้อยคิดเหมือนตน ทำตามตน (กรณีคนทั่วไป) นักปรัชญาชอบขอบตอนนี้เลยตกอยู่ในสภาวะผู้น้อย

สังคมแบบชนชั้นนำ
- มีความเป็นเผด็จการอำนาจนิยม บางส่วนเป็นทุนนิยมเสรี
สังคมแบบชนชั้นกลาง
- มีความเป็นทุนนิยม (มีความสามารถที่จะปรับตัว และแสวงหาวัตถุ ชีวิตความเป็นอยู่)
สังคมแบบชนชั้นล่าง(กลางล่าง)
- เริ่มเติบโตเป็นทุนนิยมมากขึ้น (แต่ไมสามารถทำได้แบบคนชั้นกลาง)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทักษิณโดน รปห จึงเกิดความขัดแย้งระดับนำ
ประกอบกับทักษิณมีนโยบายที่ส่งเสริมให้คนในสังคมแบบชนชั้นล่างที่ไม่สามารถปรับตัว
หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อสร้างสมดุลที่เอิ้อกับตัวเอง
คนกลุ่มล่างนี้จึงผูกติดกับทักษิณ

สรุปที่อยากจะบอกจริงๆ ก็คือ
- นักปรัชญาชายขอบตอนนี้รู้สึกไม่ต่างกับชนชั้นล่าง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ (เพราะไม่รู้ว่าผู้ใหญ่จะเอาอย่างไร)

- มีคนบางกลุ่มที่อยากให้คงกฏหมายนี้ไว้ เปรียบกับผู้ใหญ่ที่ต้องการให้ผู้น้อยคิดในสิ่งที่ต้องการให้คิด ทำในสิ่งที่ต้องการให้ทำ

- มีคนบางกลุ่มที่ด่าแหลก เพราะตนเองได้รับความเดือดร้อนจากสิ่งที่เกิดขึ้น
- มีคนบางกลุ่มที่สงสัยว่าทำไมว่านักปรัชญาชายขอบต้องโวยวายเดือดร้อนด้วย
เพราะเป็นได้ว่าตนเองไม่ได้อยู่สถานะผู้น้อยในเหตุการณ์นี้

จบดีกว่าขี้เกียจคิดต่อ ฮ่าส์ๆ เอาเป็นว่ามันเป็น อำนาจนิยม ทุนนิยม รบกวนผู้รู้ทั้งหลายเอาไปคิดต่อด้วย

สบสายตา wrote:-

[quote=สบสายตา]- มีคนบางกลุ่มที่สงสัยว่าทำไมว่านักปรัชญาชายขอบต้องโวยวายเดือดร้อนด้วย
เพราะเป็นได้ว่าตนเองไม่ได้อยู่สถานะผู้น้อยในเหตุการณ์นี้
[/quote]

ขอบคุณครับที่ตั้งข้อสังเกต

แต่จะว่า "โวยวาย" หรือไม่นั้นต้องดูกันที่ "เนื้อหา" (ว่าเป็นการตีโพยตีพาย หรืออธิบายเหตุผล หลักการ?)

สำหรับผมแล้ว ผมชัดเจนว่ากรณีของผมเป็นเรื่องของ "หลักการล้วนๆ" เพราะข้อความที่ผมโพสต์ท้ายบทความทางวิชาการ เป็น "การแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอทางวิชาการ" ไม่มีคำหยาบคาย ด่า เสียดสี กล่าวหา ใส่ร้ายที่เข้าข่าย "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตาม ม.112" แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อความที่โพสต์มันไม่ผิดหลักการใดๆ แต่เขาไป "ตีความให้มันผิด" แล้วก็ "เอาที่ตีความนั้นไปแจ้งความและ ตร.ก็รับดำเนินคดี" (บทความต่อไปผมกำลังเขียนว่าแม้แต่ "ความหมายที่เขาตีความว่ามันผิดนั้น" ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเป็นสาธรณะมีปรากฎในหนังสือทางวิชาการ นิตยสารต่างๆ กระทั่งมีปรากฏใน "หนังสือเทิดพระเกียรติ" อยู่แล้วด้วยซ้ำ)

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผมมีหน้าที่ต้องยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองทุกวิถีทาง เพื่อปกป้อง "สิทธิเสรีภาพของตนเอง ที่ถูกละเมิดแล้วโดยการดำเนินคดีนี้" ด้วยการอธิบายว่า สิ่งที่ผมทำไม่ผิดหลักการอย่างไร ถูกตามหลักการอะไร ไม่ผิดตาม ม.112 อย่างไร

หากเป็นคุณหรือใครก็ตามเมื่อเจอกับเรื่องแบบนี้ที่ส่งผลกระทบให้เสียเวลา เสียเงินจำนวนมากในการเดินทางไกลสู้คดี ในการเดินทางร้องเรียนติดต่อขอความเป็นธรรมจากองค์กรต่างๆ แล้วยังมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ต่อครอบครัว สถานะทางสังคม คุณจะ "นิ่งเฉย" อยู่ไหมครับ?!

กฎหมายอาญาไม่ควรมีอิทธิพลเหนื

กฎหมายอาญาไม่ควรมีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญ
การตีความของผู้ที่ทำหน้าที่ระบบยุติธรรมมีปัญหาจริงๆ
การพิจารณาว่าผู้ใดดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายนั้นต้องชัดเจน
ต้องคงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ

นักปรัชญาชายขอบ

นักปรัชญาชายขอบ ผมมีข้อสังเกตุว่า ถ้าผมเป็นคุณ ในขณะนี้ระหว่างมีคดีความอยู่ เกี่ยวกับเรื่องใด ผมจะหลีกเลี่ยงไม่เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรื่อไม่อ้างเรื่องความไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นเหตุในการเขียนบทความโดยเด็จขาด เพราะผมเห็นต่างว่าไม่เป็นผลดีเลยนะ แต่คุณจะคิดอย่างไร จะทำอย่างไร ก็เป็นสิทธิของคุณ แต่ถ้าเป็นผม จะหลีกเลี่ยงจนกว่าคดีจะจบแล้วเท่านั้น

เห็นว่าคดีนี้น่าจะหยุดที่อัยก

เห็นว่าคดีนี้น่าจะหยุดที่อัยการ คงไม่บ้าจี้ไปไกลกว่านั้น
และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ผมว่าควรจะแจ้งความกลับ
ข้อหาแจ้งความเท็จได้(แจ้งในจังหวัดที่นักปรัชญาชายขอบอยู่จะได้หรือไม่)
การแจ้งความโดยสอดใส่ความนึกคิดของตัวเองลงไปให้ร้ายบุคคลอื่น
ย่อมถือเป็นการแจ้งความเท็จ

คน wrote:นักปรัชญาชายขอบ

[quote=คน]นักปรัชญาชายขอบ ผมมีข้อสังเกตุว่า ถ้าผมเป็นคุณ ในขณะนี้ระหว่างมีคดีความอยู่ เกี่ยวกับเรื่องใด ผมจะหลีกเลี่ยงไม่เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนั้น หรื่อไม่อ้างเรื่องความไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นเหตุในการเขียนบทความโดยเด็จขาด เพราะผมเห็นต่างว่าไม่เป็นผลดีเลยนะ แต่คุณจะคิดอย่างไร จะทำอย่างไร ก็เป็นสิทธิของคุณ แต่ถ้าเป็นผม จะหลีกเลี่ยงจนกว่าคดีจะจบแล้วเท่านั้น[/quote]

ขอบคุณครับ จะเป็นผลดีต่อคดีหรือไม่ ไม่ใช่ "ประเด็นหลัก" ในกรณีของผมนั้นมี "ประเด็นสำคัญกว่า" ที่ต้องการให้สังคมรับรู้ คือ

1. ตร.มีข้อมูลอยู่แล้วว่าคนแจ้งความผมตามด่าท้ายบทความของผมอย่างต่อเนื่องอย่างไร

2. ข้อความที่ถูกแจ้งนั้นความหมายตามตัวอักษรที่เป็น "ภววิสัย" (objective) มีความหมายถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ ตร.กลับให้น้ำหนักกับ "ความหมายที่ได้จากการตีความ" ซึ่งเป็น "อัตวิสัย" (subjective) ของผู้แจ้งความและความเห็นของคนอื่นๆ แล้วนำมาตั้ง "ข้อหา"

คำถามคือ คดีอาญาที่มีโทษจำคุกสูงมากตั้งแต่ 3-15 ปี ระบบยุติธรรมควรตั้งข้อหาจากหลักฐานที่เป็นภววิสัย หรืออัตวิสัย?

ควรให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึกตามการตีความของบุคคล" มากกว่าการปกป้องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นนั้นหรือ?

3. แม้แต่ "ความหมายที่เขาตีความตามอัตวิสัยที่ ตร.นำมาตั้งข้อกล่าวหา" นั้น ก็เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงในหนังสือวิชาการ นิตยสาร แม้กระทั่งหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อ "เทิดพระเกียรติ" ซึ่งเผยแพร่เป็นสาธารณะอยู่ก่อนแล้ว (ผมจะนำเรื่องนี้มาเขียนบทความเผยแพร่ให้เห็นต่อไป)

ฉะนั้น ผมจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้สังคมรับรู้ในวงกว้างทุกช่องทางที่เป็นไปได้ (รวมทั้งสื่อต่างประเทศด้วย) เพื่อให้สังคมไทยและสังคมโลกรับรู้ปัญหาของการบังคับใช้ ม.112 ที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และ "ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน"

และการบังคับใช้เช่นนี้จะส่งผลเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะได้สร้างความเดือดร้อนแก่พระมหากษัตริย์ตามพระราชดำรัส 2548 ด้วยอย่างไรบ้าง

กรณี "อากง" ใครก็มีสิทธิ์เป็นอย่างอากงได้ (ถ้าบังเอิญมีคนแอบใช้มือถือส่งข้อความหมิ่นฯ)

กรณีผม ใครก็โดน 112 ได้ ถ้าการตั้งข้อหา ยึดหลักฐานที่เป็นอัตวิสัยเหนือภววิสัย

ตร.บอกทำตามหน้าที่ ใช่ครับ แต่ใครเดือดร้อน ถ้าหลักฐานที่เป็นภววิสัยมันชัดเจนในตัวมัเองอยู่แล้วว่าไม่ใช่การด่าสาดเสียเทเสีย ใส่ร้ายป่ายสีที่เห็นชัดแจ้ง(โดยไม่ต้องตีความ) ซึ่งเข้าข่าย "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตามม.112" เขาสมควรต้องเดือดร้อนหรือ ทำไม ม.112 จึงเป็นต้องตกเครื่องมือของใครก็ได้อย่างไร้เหตุผล

ม.112

ม.112 เปรียบก็เหมือนถ่านไฟกำลังติด มันเป็นของร้อน ไม่ต้องไปสัมผัสแตะต้อง เดี๋ยวก็ไหม้มอดด้วยตัวของมันเอง

เจอชายขอบแก้ตัวแบบนี้ เลยนึกถ

เจอชายขอบแก้ตัวแบบนี้
เลยนึกถึงคดีนายแบบพูดกับนักข่าวว่าพาแฟนไปทำแท้ง
โดยคิดว่าตนเองเท่ แมนที่กล้ารับ ลืมไปว่ามันผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรม
เสร็จพอจะถูกดำเนินคดี การแก้ตัวไปแบบขุ่นๆ ก็เริ่มต้น

อาจารย์ กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉ

อาจารย์
กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พวกมันยังฉีกทิ้งได้เลย ฉีกเสร็จแล้วก็มีการสร้างบรรทัดฐานโดยพวกมันด้วยกันให้เป็นการฉีกทิ้งที่ชอบ ยังทำได้เลยและทำมาแล้ว
รัฐธรรมนูญที่เป็นกฏหมายสูงสุดของแผ่นดินแท้ๆ พวกมันยังตะแบงตีความโดยปลอมปนเนื้อหาลงไปหนึ่งคำได้เลย ไอ้คำที่ว่านั้นก็ช่างสะท้อนความบ้อท่าไร้สติปัญญาทางวิชาการของพวกมันสิ้นดี เพราะคือคำว่า "อาจ"
แล้วจะหวังอะไรมากล่ะครับอาจารย์กับระบบนี้
อย่างไรก็ตาม เอาใจช่วยนะครับ