8 ปีการหายตัว 'ทนายสมชาย' ย้ำความไร้ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมไทย

12 มี.ค. 55 - มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบ 8 ปี การบังคับสูญหายของทนายความด้านสิทธิมนุษยชน สมชาย นีละไพจิตร โดยชี้ว่า ในระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ แต่ก็หาได้มีความคืบหน้าในการสอบสวนใดๆ  อีกทั้งคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องตำรวจทั้ง 5 นายจากความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว และตัดสินของครอบครัวในการเป็นโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมไทยในการนำตัว ผู้กระทำผิดมาลงโทษ

แถลงการณ์ยังชี้ด้วยว่า ถึงแม้ว่ารัฐไทยจะได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้ บุคคลทุกคนถูกบังคับให้สูญหายขององค์การสหประชาชาติแล้วเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายภายในประเทศเพื่อทำให้การบังคับให้สูญหาย เป็นอาชญากรรม เพื่อให้เหยื่อและครอบครัวสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ 

ทั้งนี้ สมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคดีอื่นๆ ด้านสิทธิมนุษยชนที่ทนายอื่นมักปฏิเสธ เขาถูกอุ้มหายไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยเชื่อกันว่ามีสาเหตุจากบทบาทของเขาในการเปิดโปงกระบวนการสืบสวนของรัฐ

0000

แถลงการณ์ 8 ปีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร :
ความไร้ประสิทธิภาพของกรมสอบสวนคดีพิเศษและกระบวนการยุติธรรมไทย

กรุงเทพฯ : วันที่ 12 มีนาคม 2555 เป็นวันครบรอบ 8 ปีการบังคับสูญหายนายสมชาย นีละไพจิตร ทนาย ความนักสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้  แม้ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลจะแสดงความตั้งใจในการให้ความสำคัญในการคลี่ คลายคดีการบังคับสูญ หายนายสมชาย นีละไพจิตร แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าคดีจะมีความก้าวหน้า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554  ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้านายจากความผิดฐาน กักขังหน่วงเหนี่ยว  และความผิดต่อเสรีภาพ อีกทั้งยังตัดสิทธิของครอบครัวในการเข้าเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งการพิพากษาคดีใน ครั้งนั้นถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งมิใช่เพียงแต่ต่อคดีนายสมชาย นีละไพจิตร หากแต่ยังส่งผลต่อประเด็น เรื่องความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมของประเทศไทยด้วย เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีสาธารณะ  ที่ผู้รักความเป็นธรรม รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศให้ความสนใจและ ติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคดีนี้ เป็นคดีการลักพาตัวและบังคับสูญหายที่เกิดจากการกระทำของเจ้า หน้าที่รัฐ ซึ่งนอกจากจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหา ดังกล่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายนาย ที่รัฐยังไม่สามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้   

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 จึงแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพ ของกระบวนการยุติธรรมไทยในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ทั้งความไร้ประสิทธิภาพในการคุ้มครอง พยาน การไม่มีกฎหมายที่เพียงพอและจำเป็น อีกทั้งยังแสดงถึงความจงใจในการปกป้องเจ้าหน้าที่โดย การที่พยานหลักฐานสำคัญถูกทำลายและไม่ปรากฏในเอกสารที่ส่งศาล และแม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะ รับคดีนายสมชาย นีละไพจิตรเป็นคดีพิเศษ แต่จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 7 ปี กลับพบว่าไม่มีความก้าว หน้าทางคดี การทำงานที่ล่าช้า และความไม่เต็มใจในการทำคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษทำให้พยาน หลายคนถูกคุกคาม และไม่มีความมั่นใจในการให้การเป็นพยาน

แม้รัฐบาลปัจจุบันจะแสดงเจตจำนงในการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหายจากการ กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดย การร่วมลงนามในอนุสัญญาการระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลทุกคน ถูกบังคับให้สูญหาย  ขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 หากแต่การที่ยังมีการปรับแก้กฎหมายภายในให้ การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรม ทำให้ความหวังของครอบครัวในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม  และการได้รับการชดเชยจากรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี 2555 มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้ทำงานวิจัยเรื่องสถานการณ์การบังคับบุคคลสูญหายใน ประเทศไทย มูลนิธิฯได้ทำบันทึก 40 เหตุการณ์ซึ่งมีผู้สูญหายถึง 59 คน ในช่วงปี 2544 ถึงปี 2554 (ทั่ว ประเทศ) โดยมีข้อสรุปเบื้องต้นดังนี้

  • ส่วนใหญ่ของเหยื่อเป็นชาย (มีเพียง 4 รายเท่านั้นที่เป็นหญิง)
  • ในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้สูญหาย 12 รายจากภาคเหนือ, 5 รายจากภาคตะวันตก , 7 รายจากภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ, 33 รายจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2 รายจากกรุงเทพมหานคร
  • ในจำนวนนั้น มีอย่างน้อย 18 กรณีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่อต้านการก่อความไม่สงบ ในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ของประเทศไทย , 8 กรณีเป็นผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด , อย่างน้อย 7 กรณีที่ เหยื่อมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ/ ตำรวจ / ทหาร หรือมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ / ตำรวจ /  ทหาร,  5 กรณีเหยื่อเป็นนักสิทธิมนุษยชน นักการเมือง นักกิจกรรมต่อต้านการคอรัปชั่น ,  2 กรณีเกี่ยว ข้องกับบุคคลที่เป็นพยานในคดี และ หนึ่งกรณีเหยื่อมีสถานะเป็นผู้อพยพ
  • ใน 24 กรณีของการบังคับให้สูญหาย ผู้สูญหาย หายขณะอยู่บนถนน ,  11 กรณี ผู้สูญหาย หายภายหลัง ถูกจับกุมจากบ้านพัก หรือสถานที่ที่เหยื่อไปอยู่เป็นประจำ และ 5 กรณี ที่ผู้สูญหาย หายไปหลังจากถูก เชิญให้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่

มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มีโครงการที่จะเผยแพร่งานวิจัยเรื่องผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทย ฉบับ สมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม 2555 นี้

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์