'มาร์กาเร็ต'ภรรยาป๋วย อึ๊งภากรณ์ เสียชีวิตแล้ว–บทบันทึกจากลูกชายคนเล็ก ‘ใจ อึ๊งภากรณ์’

มติชนออนไลน์รายงานว่า เฟซบุ๊กสถาบันปรีดี พนมยงค์ รายงานว่า นางมาร์กาเร็ต สมิธ (อึ๊งภากรณ์) ภรรยาของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยเขียนข้อความว่า

"ขอร่วมไว้อาลัย และร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
กับการจากไปของคู่ชีวิต ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
สตรีผู้ทำหน้าที่เคียงข้างด้วยความเข้าใจ และเต็มไปด้วยความรักต่อครอบครัวถึงที่สุด"

ประชาไทได้สอบถามไปยังจอน อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนโต ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ลอนดอนและจะเดินทางกลับถึงเมืองไทยในวันที่ 5 เมษายน ศกนี้ โดยนายจอนแจ้งว่า "คุณแม่จากไปโดยสงบเมื่อบ่ายวานนี้ ไม่อยากให้มีจัดพิธีอะไร" (เวลา 14.44 น. วันอังคารที่ 27 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น)

เมื่อสอบถามว่ามีอะไรที่อยากจะพูดถึงคุณแม่ ก็ได้คำตอบสั้นๆว่า "มีคนว่าผมโคตรดื้อแต่คุณแม่ผมโคตรดื้อกำลังสอง"

ขณะที่ นายใจ อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในบุตรชายของนายป๋วยและนางมาร์กาเร็ต ได้เขียนเล่าประวัติชีวิตของมารดาผู้เพิ่งจากไปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

นางมาร์กาเร็ต สมิธ (อึ๊งภากรณ์) ภรรยาของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

มาร์กาเร็ด อึ๊งภากรณ์ 1919-2012

มาร์กาเร็ดเกิดในตระกูลที่เน้นอุดมการณ์ แต่เป็นความเชื่อและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน

คุณตาเป็นครูสอนศาสนานิกายกระแสรองที่ปฏิเสธ ความหรูหรา ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต คุณแม่ของมาร์กาเร็ดเป็น "คเวเคอร์" พ่อของมาร์กาเร็ดเป็นคนอนุรักษ์นิยมรักชาติที่อาสาไปรบในสงครามโลกครั้งที่ หนึ่ง ซึ่งทำให้แม่ของมาร์กาเร็ดต่อต้านสงคราม

มาร์กาเร็ดเติบโตที่ลอนดอนทางใต้ใกล้ๆ แม่น้ำเทมส์ เขาจะเล่าว่าตอนเด็กๆ จะไปเล่นตามสวนและทุ่งในพื้นที่จนรู้จักดอกไม้ธรรมชาติหลายชนิด

มาร์กาเร็ดเข้าโรงเรียนสตรีเซนต์พอลส์ ซึ่งตอนนั้นมีอาจารย์เป็นเฟมินิสต์ และครูเหล่านั้นมีอิทธิพลกับมาร์กาเร็ดเป็นอย่างมาก

มาร์กาเร็ดเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและแน่วแน่ ในความคิด และเขาเป็นคนกล้าหาญ เขากล้าหาญในสองเรื่องใหญ่คือ เรื่องที่หนึ่งคือ กล้าแสดงจุดยืนต้านสงคราม โดยที่ไม่ยอมทำงานช่วยรัฐบาลอังกฤษในการทำสงครามโลกครั้งที่สอง และเลือกไปทำงานสังคมสงเคราะห์แทน

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขาที่เป็นผู้ชายและต้านสงครามจะติดคุกเพราะไม่ยอมไปรบ มาร์กาเร็ดต่อต้านสงครามตลอดชีวิต เขาไปร่วมประท้วงใหญ่กับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งจากยุคมหาวิทยาลัย เพื่อต่อต้านสงครามอิรักในปี 2003 ตอนนั้นเขาอายุ 84

ในเรื่องที่สอง มาร์กาเร็ดกล้ารักเพื่อนนักเรียนคนที่ชื่อป๋วย ซึ่งเป็นคนไทย สองคนพบกันที่มหาวิทยาลัยลอนดอน หลังสงครามโลกมาร์กาเร็ดกล้าตัดสินใจเดินทางไปอีกซีกหนึ่งของโลก เพื่อไปใช้ชีวิตในประเทศไทยที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาตั้งใจเรียนภาษาไทยจนอ่านและพูดได้

มาร์กาเร็ด เป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย ตอนที่เขาเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาได้รับอิทธิพลจากเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ ส.ส.ฝ่ายซ้ายของพรรคแรงงาน

มาร์กาเร็ดไม่ใช่มาร์คซิสต์ แต่ในช่วงแรกๆ เขาไม่ยอมเป็นสมาชิกพรรคแรงงาน เพราะมองว่าไม่ซ้ายพอ เขาพึ่งมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคแรงงานในช่วงท้ายของชีวิต ในยุคนายกแทชเชอร์ มันเป็นการแสดงจุดยืนต้านแทชเชอร์และพรรคพวก

อย่างไรก็ตามเขาจะพูดเสมอว่าพรรคแรงงานถูก ทำลายไปหมดโดยโทนนี่ บแลร์ เขาเกลียดแนวเสรีนิยมและทัศนะมือใครยาวสาวได้สาวเอาของพวกกลไกตลาดและฝ่ายขวา เขาคัดค้านการแปรรูปรัฐสวัสดิการ และบ่นว่า "พวกใส่ซูด" คุมอำนาจเพื่อความโลภ

เขารักประเทศไทยและอาศัยอยู่ในไทยหลายๆ ปี แต่เขาเกลียดทหารเผด็จการที่ชอบแทรกแซงการเมืองไทย เกลียดการโกงกินคอร์รัปชั่น และการที่ผู้น้อยต้องหมอบคลานต่อผู้ใหญ่ เขามองว่าทุกประเทศควรเป็นสาธารณรัฐ

มาร์กาเร็ด ไม่เชื่อในศาสนาและเกลียดความงมงายทุกชนิด ที่บ้านซอยอารีเขาจะรื้อศาลพระภูมิทิ้ง แต่เขามองว่าลูกๆ ควรเรียนรู้เรื่องศาสนาต่างๆ แล้วตัดสินใจเอง

มาร์กาเร็ด รักธรรมชาติ รักการอ่านหนังสือ สนใจประวัติศาสตร์และประเด็นทางสังคม เขารักดนตรีของ Beethoven

ถ้าเขารู้ว่าผมเขียนบทความนี้เกี่ยวกับเขา เขาคงจะต่อว่าผมด้วยความรำคาญ

 

* รูปภาพจากเฟซบุ้คของนายใจ อึ๊งภากรณ์

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์