หวั่นรัฐฯ เล่นเกมการเมือง จี้พิสูจน์เดินหน้า “โฉนดชุมชน” ไม่ใช่แค่ลมปาก

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ร้องรัฐบาลหยุดใช้ประชาชนเป็นหมากทางการเมือง จวก 7 เดือนการทำงานตามนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดิน-ทรัพยากรธรรมชาติฯ ไม่คืบ จี้เร่งพิสูจน์ผลงาน

 
ภาพ: ความเสียหายของต้นยางในพื้นที่ นำร่องโฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู ซึ่งถูกตัดฟันโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา  
 
วันนี้ (1 เม.ย.55) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 “รัฐบาลต้องหยุดใช้ประชาชนเป็นหมากทางการเมือง เร่งพิสูจน์ต่อสังคมว่านโยบายที่ดินไม่ใช่เพียงลมปาก” ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลกำลังใช้เกษตรกรรายย่อยและปัญหาที่ดินทำกินเป็นหมากในเกมการเมืองระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
 
แถลงการณ์ระบุว่า หลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค.54 ทั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นต่อภาคประชาชนผ่านสื่อมวลชนว่าจะสานต่อนโยบายโฉนดชุมชนโดยตั้งเป้าหมายจัดการพื้นที่ในรูปแบบโฉนดชุมชนให้ได้ 2 ล้านไร่ ภายใน 3 ปี แต่ในช่วง 7 เดือนของการทำงานที่ผ่านมา กลับไม่มีรูปธรรมในทางปฏิบัติ
 
อีกทั้ง การแถลงของ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถึงคำพูดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า “กรณีโฉนดชุมชนมีการดำเนินการผิดพลาด โดยพบว่ามีการนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยน เอาไปทำโครงการขนาดใหญ่ ที่พบมากแถบจังหวัดภาคใต้ ที่มีการเอาไปทำสวนยาง” เมื่อวันที่ 20 มี.ค.55 ส่งผลให้ข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่เชื่อมั่นในแนวทางและนโยบายโฉนดชุมชน
 
กรณีดังกล่าวนำไปสู่ การตัดฟันสวนยางของชาวบ้านจำนวน 3 แปลง เนื้อที่ 8 ไร่ ในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู ม.1 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง และการจับกุมชาวบ้านในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านตระ ม.2 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง 2 ราย ในขณะที่นำหมากแห้งออกไปจำหน่าย รวมถึงการเตรียมการสนธิกำลังรื้อถอนสวนยางและสวนปาล์มในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านหลังมุข ม.6 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์
 
ทั้งที่พื้นที่โฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู และบ้านตระได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองพื้นที่จากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) แล้ว ในขณะที่บ้านหลังมุขกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบพื้นที่ของสำนักงานโฉนดชุมชน โดยอัยการสูงสุดและกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินคดีในพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชน และคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชนได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 8 หน่วยงาน เพื่อผลักดันและสนับสนุนการดำเนินงานโฉนดชุมชน
 
“รัฐบาลมีความเชื่อมาตลอดว่านโยบายโฉนดชุมชนเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยลืมว่าแท้ที่จริงแล้วนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายของภาคประชาชน ซึ่งได้นำเสนอต่อพรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ.2550 จึงน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ข่มขู่คุกคามรื้อถอนอาสินในพื้นที่โฉนดชุมชนทั่วประเทศ เพียงเพื่อผลทางการเมืองที่ว่าการรับรองพื้นที่โฉนดชุมชนของรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นการกระทำที่ผิดพลาด และส่งเสริมให้คนบุกรุกป่ามากขึ้น” แถลงการณ์ระบุ
 
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรเดินหน้าต่อไปได้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ระบุข้อเรียกร้องว่า 1.รัฐบาลต้องสานต่อนโยบายโฉนดชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ปฏิบัติงานไปในแนวทางเดียวกัน นายกรัฐมนตรีควรมอบหมายนโยบายที่ชัดเจนเรื่องโฉนดชุมชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการทำหนังสือเวียนถึงส่วนราชการต่างๆ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งจะต้องมีการคุ้มครองพื้นที่และรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ทั้งในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอื่นๆ
2. ภาคประชาชนจะร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ว่ารัฐบาลได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ข้อ 5.4 ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และสังคมไทยหรือไม่
 
ทั้งนี้ นโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการระบุไว้ในข้อ 5.4 ว่า “สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปฏิรูปการจัดการที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างยั่งยืนโดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย...ผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน”
 
 
 
 
แถลงการณ์ฉบับที่ color:#333333;background:white">1 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด
รัฐบาลต้องหยุดใช้ประชาชนเป็นหมากทางการเมือง
เร่งพิสูจน์ต่อสังคมว่านโยบายที่ดินไม่ใช่เพียงลมปาก
 
นับเป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 โดยมีการระบุไว้ในข้อ 5.4 ว่า “สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยการปฏิรูปการจัดการที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างยั่งยืนโดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย...ผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน” หลังจากนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นต่อภาคประชาชนผ่านสื่อมวลชนอย่างน้อย 2 ครั้ง ว่าจะสานต่อนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรตามรัฐธรรมนูญ โดยตั้งเป้าหมายจัดการพื้นที่ในรูปแบบโฉนดชุมชนให้ได้ 2 ล้านไร่ ภายใน 3 ปี

แต่เมื่อพิจารณาถึงรูปธรรมในทางปฏิบัติของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้มีแนวปฏิบัติในการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติดังที่ได้แถลงไว้แต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีท่าทีไม่ปรองดองกับคนจนและเกษตรกรรายย่อย โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงว่านายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า “กรณีโฉนดชุมชนมีการดำเนินการผิดพลาด โดยพบว่ามีการนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยน เอาไปทำโครงการขนาดใหญ่ ที่พบมากแถบจังหวัดภาคใต้ ที่มีการเอาไปทำสวนยาง” 

ส่งผลให้ข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่เชื่อมั่นในแนวทางและนโยบายโฉนดชุมชน นำไปสู่การตัดฟันสวนยางของชาวบ้านจำนวน 3 แปลง เนื้อที่ 8 ไร่ ในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู ม.1 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง และจับกุมชาวบ้าน ในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านตระ ม.2 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง 2 ราย ในขณะที่นำหมากแห้งออกไปจำหน่าย รวมถึงการเตรียมการสนธิกำลังรื้อถอนสวนยางและสวนปาล์มในพื้นที่โฉนดชุมชนบ้านหลังมุข ม.6 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งๆ ที่พื้นที่โฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู และบ้านตระได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองพื้นที่จากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) แล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐได้ ในขณะที่บ้านหลังมุข กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบพื้นที่ของสำนักงานโฉนดชุมชน นอกจากนั้น อัยการสูงสุดและกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินคดีในพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชน และคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชนได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 8 หน่วยงาน เพื่อผลักดันและสนับสนุนการดำเนินงานโฉนดชุมชน

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่ารัฐบาลกำลังใช้เกษตรกรรายย่อย และปัญหาที่ดินทำกินเป็นหมากในเกมการเมืองระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน รัฐบาลมีความเชื่อมาตลอดว่านโยบายโฉนดชุมชนเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยลืมว่าแท้ที่จริงแล้วนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายของภาคประชาชน ซึ่งได้นำเสนอต่อพรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ.2550 จึงน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ข่มขู่คุกคามรื้อถอนอาสินในพื้นที่โฉนดชุมชนทั่วประเทศ เพียงเพื่อผลทางการเมืองที่ว่าการรับรองพื้นที่โฉนดชุมชนของรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นการกระทำที่ผิดพลาด และส่งเสริมให้คนบุกรุกป่ามากขึ้น

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรเดินหน้าต่อไปได้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ขอยืนยันว่า 

1. รัฐบาลต้องสานต่อนโยบายโฉนดชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ปฏิบัติงานไปในแนวทางเดียวกัน นายกรัฐมนตรีควรมอบหมายนโยบายที่ชัดเจนเรื่องโฉนดชุมชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการทำหนังสือเวียนถึงส่วนราชการต่างๆ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งจะต้องมีการคุ้มครองพื้นที่และรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ทั้งในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอื่นๆ 

2. ภาคประชาชนจะร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ว่ารัฐบาลได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ข้อ 5.4 ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และสังคมไทยหรือไม่


ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด 
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
วันที่ 1 เมษายน 2555
 
 
 
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์