ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงเหนือ-อีสาน บุกยื่นหนังสือ ช.การช่าง ค้านเขื่อนไซยะบุรี

เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จี้ ช.การช่าง ยุติการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีในลาว ชี้ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งโครงการเดินหน้า เมินมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

 
 
หลังจากมีการลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ระหว่าง บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.ช.การช่าง กับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (ลาว) โดยมีมูลค่าสัญญาประมาณ 51,824.64 ล้านบาท เมื่อวันที่ 17 เม.ย.55 ที่ผ่านมา ถือเป็นการละเมิดมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ที่ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง อันได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ให้ทำการศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม
 
นอกจากนั้น พนมเปญโพสต์ของกัมพูชายังมีรายงานข่าวว่าโครงการเขื่อนไซยะบุรี ที่จะสร้างขึ้นบริเวณภาคเหนือของ กัมพูชา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากบรรลุข้อตกลงสัญญาการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว
 
วันนี้ (24 เม.ย.55) เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ราว 60 คน รวมตัวหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ บมจ.ช.การช่าง (CK) เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้บริหารและผู้ถือหุ้น เรียกร้องให้บริษัทยุติการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีในประเทศลาว หลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และประเด็นที่จะสร้างความขัดแย้งในภูมิภาค
 
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงมองว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ ระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง การอพยพของพันธุ์ปลา การประมง การเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีแม่น้ำโขงเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต อันจะส่งผลไปสู่การบังคับให้อพยพย้ายถิ่น และการขาดแคลนอาหาร ตลอดทั้งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดินแดนของประเทศด้วย
 
จากนั้นได้มีการอ่านแถลงการณ์ประณามการละเมิดข้อตกลงของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระบุข้อเรียกร้อง 1.บริษัท ช.การช่าง หยุดโครงการเขื่อนไซยะบุรีทันที พร้อมทั้งระงับการก่อสร้างในพื้นที่ จนกว่าการศึกษาผลกระทบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะแล้วเสร็จ มีการเผยแพร่ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วม 2.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระงับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี เนื่องจากโครงการยังไม่ได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ
 
3.ธนาคารกรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงเทพ ระงับและยกเลิกการปล่อยเงินกู้เพื่อการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เพื่อหยุดสนับสนุนการลงทุนที่ฉวยโอกาสจากประเทศเพื่อนบ้าน 4.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควรเข้าไปตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียน ให้คำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการลงทุน เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล โดยเฉพาะมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
 
“เขื่อนไซยะบุรีจะทำลายระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และวิถีชีวิตของคนริมฝั่งโขงหลายล้านคน เป็นความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง กว้างขวาง และไม่อาจแก้ไขกลับคืนได้” แถลงการณ์ระบุ
 
 
ต่อมา เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงได้เดินทางไปชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ธนาคารไทยที่ปล่อยเงินกู้ในก่อสร้างโครงการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้ระงับเงินกู้แก่ บมจ.ช.การช่าง (CK) ในการสร้างเขื่อนไซยะบุรี
 
นอกจากนั้นเครือข่ายฯ ยังจะมีการทำหนังสือส่งไปยังธนาคารที่ปล่อยกู้ให้แก่โครงการดังกล่าว ให้ระงับและยกเลิกการปล่อยเงินกู้ รวมทั้งทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์ ให้มีการตรวจสอบการประกอบกิจการที่ควรคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลแม้จะเป็นการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
 
ทั้งนี้ โครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำไซยะบุรี ถูกต่อต้านจากกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศลุ่มน้ำโขง เพราะการก่อสร้างเขื่อนใดๆ บนแม่น้ำโขงต้องตกลงกันให้ได้ทั้ง 4 ประเทศก่อน และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.54 ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงได้มีมติให้ทบทวนการประเมินผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงใหม่อย่างรอบด้าน โดยประเทศสมาชิกยังไม่ให้ฉันทามติต่อการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีแต่อย่างใด
 
ภาพ: ข้อมูลโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง จาก http://www.stimson.org/infographics/interactive-mekong-map
 
สำหรับ โครงการเขื่อนไซยะบุรี มีบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์เป็นผู้รับสัมปทานผลิตไฟฟ้าซึ่ง บมจ.ช.การช่างถือหุ้นในไซยะบุรี พาวเวอร์ ราว 50%, บริษัท นทีซินเนอร์ยี่ จำกัด ถือหุ้น 25%, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ถือหุ้น 12.5%, บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BECL ถือหุ้น 7.5%  และ บริษัทพี.ที.คอนสตรัคชั่นแอนด์ อิริเกชั่น ถือหุ้น 5%
 
โครงการนี้มีกำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ มีสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ โดยจะขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าลาว 60 เมกะวัตต์ ตลอดอายุสัมปทาน 29 ปี ภายหลังการลงนามในสัญญาก่อสร้าง คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างราว 8 ปี โดยจะเริ่มขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมกราคม 2562
 
แถลงการณ์ระบุรายละเอียดดังนี้
 
 
 
 
แถลงการณ์
เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง
ประณามการฝ่าฝืนมติ MRC ของบริษัท ช.การช่าง
กรณีเดินหน้าสร้างเขื่อนไซยะบุรี
 
ตามที่บริษัท ช.การช่างฯ ได้ลงนามกับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ เพื่อลงทุน ก่อสร้าง และพัฒนาโครงการเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขงสายหลัก และวางแผนที่จะส่งไฟฟ้าขายให้แก่ประเทศไทยนั้น
 
เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ที่ได้ติดตามกรณีการพัฒนาโครงการในแม่น้ำโขงมาตลอด มีความกังวลใจอย่างยิ่งต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี 
 
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงมองว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ ระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง การอพยพของพันธุ์ปลา การประมง การเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีแม่น้ำโขงเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต อันจะส่งผลไปสู่การบังคับให้อพยพย้ายถิ่น และการขาดแคลนอาหาร ตลอดทั้งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดินแดนของประเทศด้วย
 
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รับรู้ถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อน4 แห่ง ในประเทศจีน ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบน ที่แม้จะอยู่ห่างไกลกว่าโครงการเขื่อนไซยะบุรี แต่ได้สร้างผลกระทบต่อคนลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างชัดเจน หากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีสำเร็จ จะเกิดผลกระทบไม่เพียงแต่ประชาชนในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำโขงในลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงคนริมฝั่งแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง
 
เขื่อนไซยะบุรีจะทำลายระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และวิถีชีวิตของคนริมฝั่งโขงหลายล้านคน เป็นความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง กว้างขวาง และไม่อาจแก้ไขกลับคืนได้
 
ที่สำคัญ การเดินหน้าก่อสร้างโครงการของ บริษัท ช.การช่าง ได้ละเมิดมติคณะมนตรีแม่น้ำโขง โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ซึ่งสมาชิก 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง อันได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ที่ประชุมกัน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ที่ประเทศกัมพูชา โดยที่ประชุมมีมติให้ทำการศึกษาชิ้นใหม่ เพื่อประเมินผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงอย่างรอบด้าน และ 4 ประเทศสมาชิกเอ็มอาร์ซียังไม่ให้ฉันทามติต่อการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีแต่อย่างใด
 
การลงนามในสัญญาก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรี การดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว จึงละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาคได้ในระยะเวลาอันใกล้
 
เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เรียกร้องให้
 
1        บริษัท ช.การช่าง หยุดโครงการเขื่อนไซยะบุรีทันที พร้อมทั้งระงับการก่อสร้างในพื้นที่ จนกว่าการศึกษาผลกระทบของเอ็มอาร์ซีจะแล้วเสร็จ มีการเผยแพร่ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วม
 
2        การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระงับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี เนื่องจากโครงการยังไม่ได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิก MRC ทั้ง 4 ประเทศ
 
3        ธนาคารกรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงเทพ ระงับและยกเลิกการปล่อยเงินกู้เพื่อการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เพื่อหยุดสนับสนุนการลงทุนที่ฉวยโอกาสจากประเทศเพื่อนบ้าน
 
4        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควรเข้าไปตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียน ให้คำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการลงทุน เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล โดยเฉพาะมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
 
เพื่อแม่น้ำโขงที่ไหลอย่างอิสระ หล่อเลี้ยงผู้คนแห่งสุวรรณภูมิสืบต่อไป
 
 
 
หมายเหตุภาพจาก: คำปิ่น อักษร
 

Comments

ช.การช่าง

ช.การช่าง ไม่ใช่สีเหลืองหรือแดง แต่สีเงิน เงินของเขาไม่มีสัญชาติเดินไปทั่วโลกครอบครองทรัพยากรทุกที่ พวกเขาชอบเอาคอนกรึตไปแทนต้นไม้ ป่าไม้ แม่น้ำและชุมชน อยากให้พวกนี้กินคอนกรึตแทนข้าว จะได้รู้ว่าอะไรอร่อยกวากัน

เห็นต่างแนวคิด "รักท้องถิ่น"

เห็นต่างแนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย
โปรดดู version ที่เป็นจดหมายเปิดผนึกได้ที่ ประชาไท กรกฎาคม 2550
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” <3> ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” และเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:

“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี”

การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่
การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินจึงเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี
อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์หรือวัดวาอารามยังถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะมาแล้ว <4> แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม <5> ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง
โดยสรุปแล้ว การซื้อหรือการเวนคืนทรัพย์สินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างโครงการสาธารณูปโภคใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศและความผาสุกของประชาชน อย่างไรก็ตามบุคคลหรือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และได้รับค่าทดแทนที่สมเหตุสมผล ครบถ้วนและทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยหลักวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินที่สามารถพิสูจน์และเป็นที่เข้าใจร่วมกันตามเหตุผลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย
ขัอสังเกต: ข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นเรื่อง “รักท้องถิ่น” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป

หมายเหตุ
<1> นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org
<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org
<3> คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย โปรดอ่านที่ ประชาไท: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999641.html
<4> โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2548 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm
<5> โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm