เงินเดือน 15,000บาท กับการบริหารบุคลากรของหน่วยงานราชการ

สืบเนื่องจากนโยบายของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในเรื่องเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ 15,000 บาท เรื่องนี้ผมมีส่วนได้เสียโดยตรง และเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ผมได้เงินเดือนอัตราใหม่ตามที่ พท. ได้หาเสียงเอาไว้คือ 15,000 บาท (ยังไม่หักรายจ่าย) ฟังเผิน ๆ อาจจะน่าดีใจที่ได้รับเงินเดือนเพิ่มจาก 13,500 บาท ปัญหาอยู่ที่ เงินเดือนเท่ากับราชการที่เพิ่งบรรจุใหม่ ทั้งที่ผมบรรจุเข้าทำรับราชการมาแล้ว 12 ปี เรียบจบสูงกว่า และมีประสบการณ์ในการทำงานที่มากกว่า

คำถามคือ พท. คิดอะไรอยู่?

โดยส่วนตัว แม้ผมจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับการขึ้นเงินเดือนราชการโดยตรง แต่ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการปรับฐานเงินเดือนราชการแบบทีละมาก ๆ เพราะการปรับฐานเงินเดือนลักษณะนี้ ทำให้คุณภาพชีวิตข้าราชการแย่ลง เนื่องจากเราต้องไม่ลืมว่า เงินเดือนข้าราชการเป็นปัจจัยกำหนดค่าเงินที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่ง ไม่ต่างกับค่าแรงขั้นต่ำมากนัก การขึ้นอัตราเงินเดือนครั้งละมาก ๆ แม้เงินที่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ค่าครองชีพจะถีบตัวสูงขึ้นไปในอัตรที่สูงกว่า ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของข้าราชการแย่ลง

วิธีการที่ผมเห็นด้วยคือ ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามอัตราเงินเฟ้อ หรือ เพิ่มเงินหรือสวัสดิการในส่วนอื่นที่นอกเหนือเงินเดือน

แต่วิธีการที่รัฐบาล พท. ตัดสินใจทำ คือสิ่งที่เกือบแย่ที่สุด ทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิต และกำลังใจของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ ที่แย่กว่านี้มีเพียงอย่างเดียวคือ ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการบรรจุใหม่ แต่คงเงินเดือนให้ข้าราชการที่บรรจุก่อนหน้า

ปัญหาไม่มีเพียงเท่านั้น

ระบบการบริหารจัดการบุคคลากรของหน่วยงานราชการยังมีปัญหามาก โดยเฉพาะกระบวนการคิดที่พื้นฐานที่สุด นั่นคือ หากคนที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว ต้องเป็นข้าราชการไปจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ ป่วย หรือตายไป ซึ่งมีผลอย่างมากต่อแนวทางการบริหารบุคลากรของหน่วยงานราชการ แนวคิดเช่นนี้ทำให้เรามีบุคลากรมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการระดับสูง แล้วก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน (เมื่อจำนวนผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติเท่ากัน หรือบางที่มีผู้บริหารมากกว่า ทำให้การจัดโครงสร้างในรูปพีรามิดฐานกว้างเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) และสวัสดิการของข้าราชการรายบุคคล

ด้วยอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้นตามอายุราชการ ทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เป็นส่วนเกินเหล่านี้ เป็นภาระอันหนักอึ้งในการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี (นั่นหมายถึงภาษีของประชาชนนั่นเอง) ในขณะเดียวกัน ข้าราชการระดับล่างก็ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก หรือแม้แต่ข้าราชการระดับสูงเองก็ตาม ก็ได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ควรเป็น เพราะมีตัวหารในปริมาณที่สูงเกินไป

แนวทางที่ประเทศต่าง ๆ ส่วนมากทำกันก็คือ ควรจำหน่ายข้าราชการออกจากราชการตามวาระ โดยให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม และหางานรองรับที่เหมาะสม หลังจากออกจากราชการ (ทำให้ช่วงอายุที่ออกจากราชการจะถูกบีบลงมาที่ 30-45 ปี เพราะไม่เช่นนั้นจะหางานรองรับยาก) วิธีการนี้จะทำให้เม็ดเงินตกถึงข้าราชการแต่ละคนมากขึ้น เกิดการแข่งขันสูงขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของราชการโดยรวมให้ดีขึ้น หรือหากจะตั้งความหวังให้สูงขึ้นไปอีก เงินเดือนราชการอาจจะสูงเทียบเท่าหรือสูงกว่าเงินเดือนพนักงานบริษัทเอกชน โดยที่ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป และเราอาจจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพ (มากขึ้น) มาเป็นข้าราชการก็เป็นได้

เมื่อกลับมาถามว่าสิ่งที่ พท. ทำอยู่ช่วยแก้ปัญหาให้กับเงินเดือนที่ไม่พอใช้ของข้าราชการได้หรือไม่ ก็คงได้เพียงระยะสั้นในช่วงที่ค่าครองชีพยังไม่ถีบตัวขึ้นไปเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน นโยบายดังกล่าวกลับทำให้ปัญหายุ่งยากและซับซ้อนขึ้น ทั้งนี้เป็นนโยบายที่ พท. จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติ เพราะได้หาเสียงไปแล้ว และเป็นการประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า อย่างข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการจำหน่ายข้าราชการออกจากราชการตามวาระ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีเสถียรภาพพอที่จะควบคุมข้าราชการประจำได้ เพราะแน่นอนว่ามีข้าราชการประจำส่วนหนึ่ง (โดยเฉพาะ ข้าราชการระดับสูงประเภทเช้าชามเย็นสองชาม) จะไม่พอใจในแนวทางนี้

ถามว่า พท. ตอนนี้มีเสถียรภาพมากพอหรือไม่ ปั๊ดโธ่..!  มีเสียงในสภาที่มาจากการเลือกตั้งเกินครึ่ง หากไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน..?