ใจ อึ๊งภากรณ์: ชนชั้นปกครองไทยเป็นคณะ ไม่ใช่บุคคลคนเดียว

เนื่องจากมนุษย์ดำรงอยู่ในสังคมชนชั้นมาตั้งแต่สมัยเกษตร คนธรรมดาจะถูกปกครองโดยกลุ่มคนหรือคณะ ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง แต่ไม่เคยมีกรณีใดในประวัติศาสตร์โลกที่บุคคลคนเดียวถืออำนาจผูกขาดอยู่ในมือ ถ้าเข้าสู่ระบบทุนนิยมก็ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่ผูกขาดอำนาจและสามารถสั่งการทุกอย่างได้ แต่มีหมู่คณะ คือชนชั้นปกครองไทยที่ต้องการให้เราหลงเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น และเสื้อแดงและคนอื่นๆ อีกมากมายก็หลงเชื่อความคิดที่ผิดหลัก ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อันนี้

“ประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ที่ผ่านมาคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น” นี่คือประโยคที่มีชื่อเสียงที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เขียนในหนังสือ “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” และถ้าเราไม่เข้าใจความสำคัญของ “ชนชั้น” ในสังคมมนุษย์ เราจะไม่มีวันเข้าใจลักษณะแท้ของสังคมไทยและชนชั้นปกครองไทยได้

เราดำรงอยู่ในสังคมชนชั้น ซึ่งแปลว่ามี “กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ” กลุ่มนี้เรียกว่า “ชนชั้นปกครอง” และเราต้องเข้าใจว่า “ชนชั้น” ไม่ใช่การตราหัวคนนั้นคนนี้ ว่าอยู่ชนชั้นใด มันเป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์” ทางอำนาจเศรษฐกิจการเมือง ที่กลุ่มคนนี้มีกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง พูดง่ายๆ เมื่อมีชนชั้นปกครองก็ต้องมีชนชั้นอื่นที่ถูกปกครอง

ในระบบทุนนิยมชนชั้นปกครองคือชนชั้นนายทุน “ชนชั้นนายทุน” ประกอบไปด้วยนายทุนใหญ่แน่นอน แต่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนอีกมากมายที่แบ่งงานกันทำเพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เช่นเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาล ที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เรียกว่า “คณะกรรมการเพื่อบริหารผลประโยชน์ร่วมของชนชั้นนายทุน” นอกจากนี้มีนายพลระดับสูง ผู้บัญชาการตำรวจ และผู้พิพากษาระดับสูง เพื่อใช้ความรุนแรงในการควบคุมประชาชนในกรณีที่จำเป็น และมีเจ้าของสื่อ กับนักการเมืองอวุโส ฯลฯ เพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนเชื่อฟังชนชั้นปกครองโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง มีลัทธิต่างๆ ของชนชั้นปกครองที่ช่วยตรงนี้ เช่นลัทธิการเคารพธงชาติ ลัทธิศาสนา และลัทธิกษัตริย์ในประเทศที่มีสถาบันนี้

ในหลายๆ ประเทศ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต้องรวมไปถึงกษัตริย์และราชวงศ์ที่มีหน้าที่ในด้านการเป็นสัญญลักษณ์ของชาติที่นายทุนควบคุม และของลัทธินายทุนด้วย คือเป็นสถาบันที่ย้ำว่าการแบ่งระดับชั้นเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่ “มีมานาน” เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมชนชั้นปกครองไทยมองว่ากฏหมาย 112 มีไว้ปกป้อง “ความมั่นคง” ในการปกครองของชนชั้นเขา

ก่อนหน้าที่จะมีการปฏิวัติทุนนิยม ซึ่งในไทยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่๕ เรามีชนชั้นปกครองในระบบศักดินา ในระบบนี้กษัตริย์อ่อนแอมากพอสมควร เพราะต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมกับขุนนาง และพ่อค้า ในระบบฟิวเดิลของยุโรปก็เช่นกัน และไม่ว่าจะมีกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์ที่เข้มแข็งแค่ไหน เขาไม่เคยสามารถผูกขาดอำนาจอยู่ในมือได้หมด ต้องพึ่งพ่อค้า นายธนาคาร นายพล ขุนนาง พระทางศาสนา เจ้าของที่ดิน และองค์มนตรี ต่างๆ เสมอ และมักจะมีคู่แข่งที่รอแย่งชิงอำนาจตลอด พูดง่ายๆ ชนชั้นปกครองในอดีตประกอบไปด้วยหมู่คณะที่เป็นคู่แข่งกันและร่วมมือกันในเวลาเดียวกัน แต่แน่นอนในหมู่คณะนี้จะมีบุคคลบางคนที่มีอำนาจมากและในเวลาหนึ่งสามารถครอบงำคนอื่นได้ในระยะสั้น แต่การครอบงำไม่ใช่อำนาจเด็ดขาด มันมาจากการสร้างแนวร่วมด้วย ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสิน เราจะเห็นภาพนี้ตลอด แม้สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ระบบทุนนิยม ของรัชกาลที่๕ ก็ต้องสร้างแนวร่วมเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและหมู่คณะ ไม่ใช่นั่งสั่งอยู่คนเดียว นอกจากนี้คู่แข่งที่เป็นหมู่คณะในชนชั้นปกครองเดียวกันก็มี ประวัติศาสตร์ยุโรปก็เช่นกัน แต่นั้นไม่ได้แปลว่ากษัตริย์ในอดีตทั่วโลกจะไม่อวดอ้างว่าตนเป็น “เจ้าเหนือฟ้าเหนือหัว” เสมอ ซึ่งคำอวดกับความจริงเป็นคนละเรื่องกัน

กษัตริย์เฮนรี่ที่๘ ของอังกฤษ มีอำนาจรวมศูนย์พอสมควร แต่ต้องแบ่งอำนาจให้หัวหน้าสถาบันศาสนาและรัฐมนตรี จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นถูกรื้อฟื้นโดยชนชั้นซัมมูไรในการปฏิวัติเมจี่ ในสงครามโลกครั้งที่สองพวกทหารคลั่งชาติอาจอ้างว่าตนพร้อมจะตายเพื่อจักรพรรดิ์ แต่ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นตอนนั้นประกอบไปด้วยนายทุนอุตสาหกรรมและนายทหาร ในระบบเผด็จการนาซี ฮิตเลอร์อาจเป็นผู้นำสูงสุด แต่มีโครงสร้างเครือข่ายพรรคนาซีซึ่งลงมาสู่ทุกระดับของสังคม มีแกนนำพรรคที่มีอำนาจ ยิ่งกว่านั้นพรรคนาซีไม่สามารถขึ้นมามีอำนาจได้ถ้านายทุนใหญ่ของเยอรมันไม่หนุนหลัง ระบบเผด็จการสตาลินก็เหมือนกัน ปกครองโดยหมู่คณะ ฐานอำนาจคือพวกข้าราชการแดง และเมื่อสตาลินตายระบบนั้นก็ยังดำรงอยู่ต่อไปจนถึงปี 1989 ในกรณีเผด็จการฮิตเลอร์กับสตาลิน การบังคับข่มขู่ต่างๆ และการสั่งการ กระทำอย่างชัดเจน ทุกคนรู้ว่าใครสั่งและแกนนำที่มีอำนาจเป็นใคร ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะทำไม่ได้ เพราะประชาชนจะไม่เกรงกลัวหรือเชื่อฟัง และนอกจากนี้สตาลินกับฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่มีนิสัยใจคอคึกคักแข็งแกร่ง ไม่ได้เป็นคนขี้อายที่พูดกำกวม และไม่ได้เป็นคนที่ไม่เคยกล้าฟันธงเรื่องจุดยืนในที่สาธารณะ

ในระบบเผด็จการที่ปกครองโดยพวกพระในยุคแรกๆ ของสังคมชนชั้น หลังยุคบุพกาล พวกพระจะคุมระบบเกษตร แต่เนื่องจากมนุษย์ยังนับถือธรรมชาติและไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์พอ พวกพระสามารถอ้างได้ว่าตน “รับคำสั่งมาจากเทวดา” ได้ โดยที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์กัน แต่ระบบแบบนี้หมดจากโลกนานแล้ว

นักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายทุนสมัยนี้มักอ้างเสมอว่าไม่มีชนชั้นในสังคม แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ปรากฏว่าชนชั้นกรรมาชีพต้องรับแบกภาระในขณะที่ชนชั้นนายทุนเสพสุขท่ามกลางการล้มละลายของระบบธนาคารและการตกงาน และพรรคการเมืองต่างๆ หรือรัฐบาลต่างๆ ที่สนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ก็จะใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดที่นำไปสู่การโอนมูลค่าไปสู่ชนชั้นนายทุนเสมอ

นักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายทุนสมัยนี้มักอ้างอีก ว่าทุนนิยมนำไปสู่เสรีภาพและกำเนิดของ “เสรีนิยม” แต่มันเป็นเพียงเสรีภาพของนายทุนเท่านั้น อย่างไรก็ตามในระบบทุนนิยมอำนาจทางเศรษฐกิจไม่เคยอยู่ในมือบุคคลคนเดียวได้ แต่จะอยู่ในมือผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุนใหญ่ที่แข่งกันเอง ในขณะเดียวกันนายทุนเหล่านี้ต้องพึ่งโครงสร้างรัฐ เพื่อให้มีเสถียรภาพและความมั่นคง ทั้งภายในประเทศและในการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังนั้นในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดีต้องแบ่งอำนาจกับนักการเมืองอื่นๆ กับผู้พิพากษา กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และโดยเฉพาะกับนายทุนใหญ่

ถ้าพิจารณากรณีประเทศไทยภายใต้กรอบวิเคราะห์ทางชนชั้นอันนี้ จะเห็นชัดว่าชนชั้นปกครองไทยเป็นหมู่คณะที่ประกอบไปด้วย นายพล นายทุนนักธุกิจใหญ่ นักการเมืองระดับสูง ผู้พิพากษาระดับหัวๆ อธิบดีกรมต่างๆ องค์มนตรี และมีประมุขเป็นกษัตริย์ และหมู่คณะนี้แบ่งอำนาจหน้าที่กัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้เลย ....แต่นิยายภาพลวงตาที่ชนชั้นปกครองไทยอยากสร้างขึ้น เพื่อปกปิดหรือให้ความชอบธรรมกับการกระทำของตนเองคืออีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าเข้าใจตรงนี้จะเข้าใจว่าทำไมสมาชิกบางส่วนของชนชั้นปกครองที่เคยทะเลาะกัน ตอนนี้อยากจับมือปรองดองกัน และจะเข้าใจว่าทำไมทักษิณ ไทยรักไทย ยิ่งลักษณ์ หรือเพื่อไทย เชิดชูสถาบันกษัตริย์มาตลอด พอๆ กับนายทหาร นายทุนอื่นๆ และข้าราชการระดับสูง

ในอดีตมีช่วงเวลาหนึ่งที่นายทหารบางคนและสมาชิกอื่นๆ ของชนชั้นปกครองไทย ไม่ได้มีจุดยืนที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ท่ามกลางกระแสสงครามเย็น คู่แข่งของจอมพลป. เช่นสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพรรคพวก หันมาเชิดชูสถาบัน และกลุ่มอื่นๆก็คล้อยตามหรือเห็นชอบอยู่แล้ว สาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือสถาบันกษัตริย์และลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นสิ่งที่ใช้ต่อต้าน “ลัทธิคอมมิวนิสต์” ได้ และถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ชนะในไทย ชนชั้นปกครองไทยในรูปแบบที่เป็นอยู่ตอนนั้นจะเสียอำนาจไปหมด ไม่ใช่ว่าหลัง ๑๔ ตุลา สถาบันกษัตริย์ยึดอำนาจสูงสุดมาได้แต่อย่างใด อย่างที่นักวิชาการบางคนเสนอ

แน่นอนการถืออาวุธในมือ ทำให้นายพลไทยมีอำนาจสูงในการทำรัฐประหาร แต่เขาทำไม่ได้ถ้าไม่ปรึกษาหารือและได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่ ข้าราชการชั้นสูง องค์มนตรี หรือมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหว อย่างเช่นพวกพันธมิตรฯ เป็นต้น

บุคคลที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีการก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยา คือคณะทหารเผด็จการ นำโดย สนธิ บุญยรัตกลิน บุคคลที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีการสั่งฆ่าประชาชนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ คือ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุพงษ์ เผ่าจินดา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ และคนที่ควรถูกนำมาขึ้นศาลในกรณีตากใบคือผู้บัญชาการทหาร แม่ทัพภาคที่ ๔ พิศาล วัฒนวงศ์คีรี กับ ทักษิณ ชินวัตร

ไม่มีใครอื่นที่แอบสั่งคนเหล่านี้ให้เข่นฆ่าประชาชนหรือทำรัฐประหาร แต่มีสมาชิกอื่นๆ อีกมากมายในหมู่คณะของชนชั้นปกครองไทยที่ปิดหูปิดตา ยุยง หรือให้ความชอบธรรมกับสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ ซึ่งแปลว่าคนดังกล่าว ทั้งหมู่คณะ ไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะทางการเมืองหรือเศรษฐกิจต่อไป

การปรองดอง หรือการวนเวียนของธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของชนชั้นปกครองไทยแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงมาจากการรณรงค์เคลื่อนไหวของมวลชนต่างหาก

ถ้าเราจะเริ่มสร้างประชาธิปไตยในไทย เราต้องลบผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยา และยกเลิกกฏหมาย 112 แต่แค่นั้นไม่พอ ในระยะยาวเราจะต้องสร้างสังคมใหม่ที่อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ในมือของประชาชนผู้ทำงานทั้งปวง ไม่ใช่จำกัดอยู่ในมือของไม่กี่คนในชนชั้นปกครอง มันแปลว่าเราต้องล้มเผด็จการของทุนนิยม และสร้างสังคมนิยม เพื่อยกเลิกระบบชนชั้นให้หมดสิ้น