สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธะปฏิเสธ 'ศาสนายากล่อมประสาท'

ผมมีข้อสังเกตว่า คนที่สังคมมองว่าปฏิเสธศาสนาหรือไม่นับถือศาสนานั้น เมื่อพิจารณาความคิดเกี่ยวกับศาสนาของเขาแล้ว กลับพบมุมมองคล้ายกับ “พุทธะ” อย่างมีนัยสำคัญ

เช่น มุมมองต่อพุทธศาสนาของจิตร ภูมิศักดิ์ ในคำอธิบายสาระและเจตนารมณ์ของบทความเรื่อง “ผีตองเหลือง” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการบ่อนทำลายพุทธศาสนา ก่อนที่ศาลทหารกรุงเทพฯ จะพิพากษาคดีของเขา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2507 ตอนหนึ่งว่า

จำเลยจึงขอศาลได้โปรดพิจารณาเหตุผล ข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง แล้วพิพากษาชี้ขาดให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ซึ่งได้ถูกกักขังทรมานมาเป็นเวลา 6 ปีเศษแล้ว ให้ได้รับอิสรภาพอันมีเกียรติ ขอศาลได้ชี้ว่า การกระทำโดยสุจริตเพื่อสร้างสรรค์ เพื่อความดีงาม เพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพระศาสนา อันเป็นสิ่งที่แม้พระศาสดา พระภิกษุ และชาวพุทธที่แท้ทั้งหลายย่อมกระทำกันนี้ เป็นความผิดและต้องรับโทษหรือ และจำเลยเองในฐานะที่เป็นสาราณียกร ซึ่งเชื่อโดยสุจริตว่า บทความนี้เป็นบทความเพื่อพิทักษ์พุทธศาสนา และกำจัดสิ่งโสโครกสิ่งปฏิกูลทั้งหลายบรรดาที่เข้ามาแอบแฝงอาศัยศาสนาหากิน ซึ่งพระศาสดาพระพุทธสาวกที่แท้ทั้งหลายได้ต่อสู้เพื่อทำลายให้หมดไปนี้ พึงต้องได้รับโทษ หรือคำพิพากษาของศาลย่อมจักเป็นประวัติศาสตร์อยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน (http://www.reocities.com/thaifreeman/jit/yonbok/yonbok.html)

สาระสำคัญตามทัศนะของจิตร คล้ายกับทัศนะของคาร์ล มาร์กซ์ ที่ว่า

“Religious distress is at the same time the expression of real distress and the protest against real distress. Religion is the sigh of the oppressed creature, the heart of a heartless world, just as it is the spirit of a spiritless situation. It is the opium of the people.

The abolition of religion as the illusory happiness of the people is required for their real happiness. The demand to give up the illusion about its condition is the demand to give up a condition which needs illusions.” http://atheism.about.com/od/weeklyquotes/a/marx01.htm

“ความทุกข์ตามหลักศาสนาเป็นทั้งอาการของความทุกข์ที่แท้จริง และเป็นการต่อต้านความทุกข์ที่แท้จริงด้วย ศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกดขี่ แต่ก็เป็นหัวใจของโลกที่ไร้หัวใจ เป็นจิตวิญญาณของสภาพการณ์ที่ไร้จิตวิญญาณ ศาสนาคือยาฝิ่นของมวลชน

การล้มเลิกศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน เป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้พบความสุขที่แท้จริง เสียงเรียกร้องให้ยุติมายาคติของเงื่อนไขความสุขเช่นนั้น เป็นเสมือนเสียงเรียกร้องให้ทลายเงื่อนไขอันเป็นเหตุให้เกิดมายาคติดังกล่าวด้วย” (สำนวนแปลของพิภพ อุดมอิทธิพงษ์)

จะเห็นว่า ศาสนาที่มาร์กซ์มองว่าเป็น “ยาฝิ่น” หรือ “ยากล่อมประสาท” ของประชาชนคือ “ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน” คำวิจารณ์ของจิตรในบทความเรื่อง “ผีตองเหลือง” ก็วิจารณ์ศาสนาในความหมายดังกล่าวนี้

แท้จริงแล้วพุทธะก็ปฏิเสธ “ศาสนายากล่อมประสาท” หรือ “ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน” เช่น ที่พุทธะวิจารณ์ว่า เมื่อมีทุกข์ภัยต่างๆ แล้วมนุษย์หันไปพึ่งต้นไม้ จอมปลวก ภูเขา ว่าคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะขจัดทุกข์ภัยต่างๆ ได้ หรือเชื่อว่าแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์จะชำระล้างบาปได้ เทพเทวาหรือพระพรหมจะดลบันดาลความสุขให้ได้ เป็นต้น พุทธะปฏิเสธความเชื่อ เช่นนี้ ด้วยเหตุผลว่าไม่ใช่ความเชื่อที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง

ฉะนั้น ศาสนาในความหมายของพุทธะจึงไม่ใช่ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน แต่เป็นศาสนาในความหมายของการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะและอิสรภาพ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพุทธะที่ใช้ชีวิตลองผิดลองถูกจนค้นพบ “อริยสัจสี่” ด้วยตนเอง

สำหรับจิตร ศาสนายากล่อมประสาทคือ “สิ่งโสโครกสิ่งปฏิกูลทั้งหลายบรรดาที่เข้ามาแอบแฝงอาศัยศาสนาหากิน” จำเป็นต้องขจัดออกไป สำหรับมาร์กซ์ “การล้มเลิกศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน เป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ทำให้พบความสุขที่แท้จริง” และสำหรับพุทธะเอง ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝัน เช่นการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลต่างๆ ย่อมไม่อาจดับทุกข์ได้จริง

หากมองตามทัศนะของจิตรและมาร์กซ์ ศาสนาแบบให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชนเป็น “ยากล่อมประสาท” เพราะเป็นการหลอกลวงมอมเมาให้ผู้คนอยู่ในโลกของความเพ้อฝัน ไม่สนใจเหตุผลและโลกของความเป็นจริง นอกจากนี้ศาสนาในความหมายดังกล่าวยังถูกใช้สร้าง “มายาคติ” มอมเมาประชาชนให้ซาบซึ้งในบุญญาธิการ สยบยอมต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นปกครอง อันเป็นที่มาของการกดขี่และความอยุติธรรมในรูปแบบต่างๆ

พุทธะเองก็มองเห็นอันตรายของการใช้ศาสนามอมเมาเพื่อการกดขี่ ดังที่ปฏิเสธระบบวรรณะ และการตัดสินคุณค่าของมนุษย์จากชาติกำเนิด เป็นต้น

ฉะนั้น ศาสนาที่แท้ในความหมายของพุทธะ จึงหมายถึง “ศรัทธาในการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะอิสรภาพ และความเป็นธรรม”

ผมคิดว่าคนอย่างจิตร และมาร์กซ์นี่แหละ คือคนที่มีศาสนาในความหมายของผู้ที่มีศรัทธาในการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะ อิสรภาพ (จากการกดขี่) และความยุติธรรม

แน่นอนศาสนาในความหมายนี้ เราไม่อาจมีได้เพียงแค่จดจำคำสอน หรือเชี่ยวชาญในการอธิบายคำสอน แต่มีได้ด้วย “การปฏิบัติ” ซึ่งหมายถึงการดำเนินชีวิตบนเส้นทางของผู้ศรัทธาในการแสวงหาสัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรม

การมีศาสนาในความหมายนี้จึงไม่ใช่ “การรับสัจจะมาจากปากของพุทธะ” เพราะต่อให้เราท่องจำสิ่งที่พุทธะสอนได้มากมายเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้เราค้นพบสัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรมได้ แต่จะเป็นไปได้เมื่อเราได้ใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรมด้วยตนเองดังที่พุทธะเคยใช้ชีวิตเช่นนั้นมาก่อน

แต่สัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรมในบริบทที่แตกต่าง ย่อมมีรายละเอียดแตกต่างกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้มีศาสนาที่แท้จึงต้องใช้ชีวิตแสวงหาด้วยตนเอง คำสอนของพุทธะเป็นเพียงการแนะแนวทาง และ “พุทธะคือเพื่อนที่ดี” (กัลยาณมิตร) คนหนึ่งเท่านั้น หาใช่ “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ใดๆ ไม่

ทว่าสิ่งที่น่าเศร้าคือ พุทธะและศาสนาของท่านกำลังถูกใช้เป็น “ยากล่อมประสาท” พุทธะถูกยกให้เป็น “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ธรรมะกลายเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่เกี่ยวกับการส่งเสริมวิถีชีวิตแสวงหาสัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรมอีกแล้ว

พุทธศาสนาโดยรวมถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจของชนชั้นปกครอง เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ในรูปพุทธพานิชต่างๆ ธรรมะที่เคยเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับความหมาย คุณค่า แก่นสารของชีวิต ถูกแปรรูปเป็น “ธรรมะฮาวทู” ประเภทให้ “ความสุขแบบเพ้อฝัน” จนเกลื่อนตลาดหนังสือธรรมะไปแล้ว

ในยุคแห่งการสถาปนาให้สังคมไทยเป็น “ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก” เราแทบจะหาพุทธศาสนาในความหมายของการส่งเสริมศรัทธาในวิถีชีวิตแสวงหาสัจจะ อิสรภาพ และความเป็นธรรมไม่ได้เลย

 

ไม่ได้เขียนถึงนักปรัชญาชายขอบ

ไม่ได้เขียนถึงนักปรัชญาชายขอบ มานาน(ผมชอบนามแฝงนี้นะ)

ผมเข้าใจว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้อะไรกับชีวิตมาก (หมายถึงใช้ชีวิตไปตามสัญชาติญาณ เกิด เติบโต ทำมาหากิน มีความสุขกับเครื่องใช้ไม่สอยตามแต่ยุคสมัยจะให้ได้ สร้างครอบครัว เลี้ยงดูลูกเพื่อให้แน่ใจว่าลูกจะสามารถมีวงจรชีวิตแบบเดียวกับตัวเอง)

ศาสนา ในแง่เครื่องมือสู่อิสระภาพทางจิตวิญญาณนั้น เข้าใจว่ามีคนส่วนน้อยในโลกที่แสวงหาแนวทางนี้
(อันนี้เกิดจากการสังเกตวิถีชีวิตคน ทั้งไทย ฝรั่ง และชาติอื่นๆ- ผมอยู่ออสเตรเลีย)

ศาสนาสำหรับคนส่วนใหญ่ จึงเป็นเรื่องผิวเผิน มีไว้เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นบ้างเมื่อหาทางออกกับบางเรื่องไม่ได้

หรือซ้ำร้าย มีไว้เพื่อพันธนาการอิสรภาพทางจิตใจ มิฉะนั้นเขาจะรู้สึกไร้หลักยึด และว้าเหว่เกินไป

ขอชื่นชมท่านนักปรัชญาชายขอบ ที่พยามยามบอกให้คนไทยเห็นว่า ศาสนาพุทธที่แท้ เป็นสากล สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ส่งเสริมคุณค่าของปัจเจกบุคคล มากกว่าส่งเสริมคุณค่าระบบความเชื่อที่ขึ้นกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พุทธ

พุทธ เป็นลัทธิเล็งผลปฏิบัติ
พุทธ ไม่ใช่ลัทธิเทวนิยม พุทธจึงไม่มีนางฟ้า ทวดา พระเจ้า ภูติ ผี ปีศาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด(ในสากลโลก น่าจะรวมถึงสากลจักรวาลด้วย)
ในบ้านเรา เต็มไปด้วยเปลือกของพุทธ หรือ พุทธเปลือกๆ

เห็นด้วยกับท่านมหาสุรพศ แต่คว

เห็นด้วยกับท่านมหาสุรพศ
แต่ความศักดิ์สิทธิ์และความสุขแบบเพ้อฝันนี่แหละครับที่ทำให้ผมหันมาสนใจศาสนาในระยะแรก
เมื่อผ่านเวลามามากขึ้นผมก็เปลี่ยนความคิดครับ

ขอบคุณครับ_/\_

ขอบคุณครับ_/\_ กำลังอยากอ่านอะไรแบบนี้อยู่พอดี

ผมมีข้อสังเกตว่าครูบาอาจารย์ท่านใดที่กล้าประกาศความจริง ชี้แนะให้ปชช.เลิกงมงาย ให้เป็นพุทธะที่แท้
แล้วท่านทั้งหลาย ยังคงยืนกรานในแนวทางเดิม ไม่ยอมตามใจใคร
มักโดนเผด็จการอำนาจมืดเล่นงานด้วยข้อหาสกปรก ทั้งบนดิน-ใต้ดิน
อย่างเช่น...ครูบาศรีวิชัย ท่านพุทธทาส หลวงพ่อเทียน
พระพิมลธรรม(โดนหนักที่สุด เพราะสถานะของท่านอยู่ฝ่ายบริหารองค์กร ที่อำนาจมืดจ้องตาเป็นมัน)

ถ้าเด่นดังขึ้นมา ก็จะโดนอำนาจสกปรกเล่นงาน อาจจะโดนล่อซื้อ แบล็คเมล์ ถ้ายอม ก็ถูกเอาไปใช้งาน
แต่ถ้าไม่ยอมก็จะโดนใส่ร้ายป้ายสี......และถ้าไม่ใช่ของจริง รับรองว่าเสร็จทุกราย.

นั่นคือ...พวกอำนาจมืดมองว่าผู้นำทางจิตวิญญาณฝ่ายประชาชน เป็น"ผีบุญ"ที่ต้องกำจัด หรือมิฉะนั้นก็เอามาเป็นพวกเสียเลย

น่าเสียดาย

น่าเสียดาย มีฝีมือระดับนี้น่าจะเขียนบทความที่นำทางชาวพุทธว่าสิ่งในควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดก่อให้เกิดคุณ สิ่งใดก่อให้เกิดโทษ สิ่งใดทำแล้วลงสู่อบาย สิ่งใดทำแล้วขึ้นสู่สุขคติ สิ่งใดทำแล้วยังในภพมนุษย์ สิ่งใดทำแล้วไปสู่นิพพาน สิ่งใดตถาคตสอน สิ่งใดตถาคตไม่สอน สิ่งใดตถาคตตรัส สิ่งใดตถาคตไม่ตรัส สิ่งใดคือประเพณีพุทธ สิ่งใดคือประเพณีพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้ายอมรับ น่าเสียดายนัก

"ฉะนั้น ศาสนาในความหมายของพุทธะจึงไม่ใช่ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน แต่เป็นศาสนาในความหมายของการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะและอิสรภาพ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพุทธะที่ใช้ชีวิตลองผิดลองถูกจนค้นพบ “อริยสัจสี่” ด้วยตนเอง" ประโยคนี้ถูกตรงที่ทรงลองผิด ลองถูกจนพบอริยสัจสี่ แต่ไม่ได้ทรงสอนให้ลองให้แสวงหาแบบพระองค์ พระองค์ทรงทราบดีว่าการแสวงหานั้นเนิ่นช้า จึงทรงชี้ทางให้ ส่วนใครจะเดินตามหรือไม่ก็ไม่ทรงห้าม แต่ไม่ให้ทรงตรัสให้แสวงหา คำว่าแสวงหาทางพ้นทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับผู้ที่สั่งสมบารมีเพื่อเป็นพุทธะเท่านั้น เราเหล่าพุทธศาสนิกชนหรือพุทธบริษัททั้งหลายเดินตามทางที่ทรงชี้เท่านั้น

สัจจะมีในเหล่าผู้ที่มีธรรมอัน

สัจจะมีในเหล่าผู้ที่มีธรรมอันสมควรธรรมเท่านั้น แล้วใครล่ะคือผู้ที่มีธรรมสมควรธรรม คนเหล่านั้นได้แก่พระอารียะคือ พระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ พระเอกพุทธเจ้า ผู้ที่สั่งสมบารมีเพื่อเป็นพุทธะ และผู้ที่รักษาศีลจนไม่จำเป็นต้องรักษาหรือที่เรียกกันว่าเป็นผุ้ที่มีศีลบริบูรณ์

port stephen trip

[quote=port stephen trip]น่าเสียดาย มีฝีมือระดับนี้น่าจะเขียนบทความที่นำทางชาวพุทธว่าสิ่งในควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดก่อให้เกิดคุณ สิ่งใดก่อให้เกิดโทษ สิ่งใดทำแล้วลงสู่อบาย สิ่งใดทำแล้วขึ้นสู่สุขคติ สิ่งใดทำแล้วยังในภพมนุษย์ สิ่งใดทำแล้วไปสู่นิพพาน สิ่งใดตถาคตสอน สิ่งใดตถาคตไม่สอน สิ่งใดตถาคตตรัส สิ่งใดตถาคตไม่ตรัส สิ่งใดคือประเพณีพุทธ สิ่งใดคือประเพณีพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้ายอมรับ น่าเสียดายนัก

"ฉะนั้น ศาสนาในความหมายของพุทธะจึงไม่ใช่ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน แต่เป็นศาสนาในความหมายของการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะและอิสรภาพ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพุทธะที่ใช้ชีวิตลองผิดลองถูกจนค้นพบ “อริยสัจสี่” ด้วยตนเอง" ประโยคนี้ถูกตรงที่ทรงลองผิด ลองถูกจนพบอริยสัจสี่ แต่ไม่ได้ทรงสอนให้ลองให้แสวงหาแบบพระองค์ พระองค์ทรงทราบดีว่าการแสวงหานั้นเนิ่นช้า จึงทรงชี้ทางให้ ส่วนใครจะเดินตามหรือไม่ก็ไม่ทรงห้าม แต่ไม่ให้ทรงตรัสให้แสวงหา คำว่าแสวงหาทางพ้นทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับผู้ที่สั่งสมบารมีเพื่อเป็นพุทธะเท่านั้น เราเหล่าพุทธศาสนิกชนหรือพุทธบริษัททั้งหลายเดินตามทางที่ทรงชี้เท่านั้น[/quote]

บางทีผมก็รู้สึกว่าคนที่แสดงตัวว่ารู้ธรรมะ รู้พุทธศาสนาดี เขากำลังแสดงความเป็น "หุ่นยนต์ทางศีลธรรม" คือเขาแสดงออกตามที่ถูกโปรแกรมด้วยการปลูกฝังความเชื่อทางศาสนาแบบจารีตเท่านั้น เขาไม่สามารถคิดอย่างอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถมองชีวิต มองโลกในมิติที่หลากหลายได้เลย

ผมคิดว่าพุทธะคงไม่ก่อตั้งศาสนามาเพียงเพื่อจะสร้าง "หุ่นยนต์ทางศีลธรรม" แน่ๆ

สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:port

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=port stephen trip]น่าเสียดาย มีฝีมือระดับนี้น่าจะเขียนบทความที่นำทางชาวพุทธว่าสิ่งในควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดก่อให้เกิดคุณ สิ่งใดก่อให้เกิดโทษ สิ่งใดทำแล้วลงสู่อบาย สิ่งใดทำแล้วขึ้นสู่สุขคติ สิ่งใดทำแล้วยังในภพมนุษย์ สิ่งใดทำแล้วไปสู่นิพพาน สิ่งใดตถาคตสอน สิ่งใดตถาคตไม่สอน สิ่งใดตถาคตตรัส สิ่งใดตถาคตไม่ตรัส สิ่งใดคือประเพณีพุทธ สิ่งใดคือประเพณีพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้ายอมรับ น่าเสียดายนัก

"ฉะนั้น ศาสนาในความหมายของพุทธะจึงไม่ใช่ศาสนาแบบที่ให้ความสุขอย่างเพ้อฝันแก่ประชาชน แต่เป็นศาสนาในความหมายของการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะและอิสรภาพ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของพุทธะที่ใช้ชีวิตลองผิดลองถูกจนค้นพบ “อริยสัจสี่” ด้วยตนเอง" ประโยคนี้ถูกตรงที่ทรงลองผิด ลองถูกจนพบอริยสัจสี่ แต่ไม่ได้ทรงสอนให้ลองให้แสวงหาแบบพระองค์ พระองค์ทรงทราบดีว่าการแสวงหานั้นเนิ่นช้า จึงทรงชี้ทางให้ ส่วนใครจะเดินตามหรือไม่ก็ไม่ทรงห้าม แต่ไม่ให้ทรงตรัสให้แสวงหา คำว่าแสวงหาทางพ้นทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับผู้ที่สั่งสมบารมีเพื่อเป็นพุทธะเท่านั้น เราเหล่าพุทธศาสนิกชนหรือพุทธบริษัททั้งหลายเดินตามทางที่ทรงชี้เท่านั้น[/quote]

บางทีผมก็รู้สึกว่าคนที่แสดงตัวว่ารู้ธรรมะ รู้พุทธศาสนาดี เขากำลังแสดงความเป็น "หุ่นยนต์ทางศีลธรรม" คือเขาแสดงออกตามที่ถูกโปรแกรมด้วยการปลูกฝังความเชื่อทางศาสนาแบบจารีตเท่านั้น เขาไม่สามารถคิดอย่างอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถมองชีวิต มองโลกในมิติที่หลากหลายได้เลย

ผมคิดว่าพุทธะคงไม่ก่อตั้งศาสนามาเพียงเพื่อจะสร้าง "หุ่นยนต์ทางศีลธรรม" แน่ๆ[/quote]

ท่าน สิ่งที่เรากล่าวมิได้เป็นสิ่งที่ปลูกฝังทางความเชื่อ(เอ๊ะ! หรือว่าใช่) สิ่งที่กล่าวเป็นพื้นฐานของชาวพุทธเท่านั้น ดังที่ว่า "พระพุทธองค์ทรงออกบวช เพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ เมื่อทรงพบแล้วจึงนำมาชี้ให้เห็น เพื่อให้เดินตาม" ดังคำที่ว่า "ผู้ที่เดินตามมรรคหรือมัคคานุคา คือผู้ที่เดินทางเพื่อให้เห็นอริยสัจสี่ที่อยู่ตรงหน้า" ในพระไตรปิฏกก็มีนี่ใช่ไหม พุทธพจน์ที่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย นิพพานนี้ อริยสัจนี้ไม่ว่าจะบังเกิดพุทธะหรือไม่ก็ตาม มันก็ยังคงมีอยู่" ก็ถ้ามันมีอยู่ตรงหน้าเราอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่มีใครเห็นนอกจากพุทธะเล่า เพราะเราเหล่าผู้มึดบอดในกิเลส มึดบอดจนไม่สามารถเห็นได้ จนพุทธะทรงเห็นจึงทรงชี้ให้ดูมิใช่หรือ แต่ถ้าเราเป็นหุ่นยนต์ทางศีลธรรม เราว่ามันก็ดีนะ แต่คงแย่หน่อยที่หุ่นอย่างเราเมมโมรี่น้อย แบตเสื่อม น็อตหวานไปจึงยังไม่เห็นอริยสัจ แต่ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าท่านเองก็ไม่ใช่หุ่นยนต์ทางศีลธรรม ถ้าท่านยังไม่แจ้งในอริยสัจส่วนปลาย ท่านกับเราก็คงเป็นหุ่นยนต์ทางศีลธรรมเหมือนกันมิใช่หรือ

อ๋ายย......เจ้าคนมือสองผู้เมา

อ๋ายย......เจ้าคนมือสองผู้เมาปิฎก......กล่าวตู่พระทุทธองค์อยู่ได้!

อย่างนี้คงต้องนิมนต์ให้ท่านครูบาสำนักฉับพลัน มาตบกะโหลกซักฉาดล่ะมั้ง?

ชอบงานเขียนของคุณสุรพศ

ชอบงานเขียนของคุณสุรพศ พักหลังๆนี้มากกว่าแต่ก่อนอ้างอิงพุทธพจน์ดีครับ

อยากถามท่านผู้เขียนบทความ อิส

อยากถามท่านผู้เขียนบทความ

อิสระภาพ เสรีภาพที่พูดๆอยู่นี่น่ะ หมายความว่าอย่างไร ต่างกันอย่างไร เหมือนกันอย่างไร

มีประโยชน์อย่างไร

มีวิธีปฏิบัติเพียงไรจึงเรียกว่ามีเสรีภาพ

ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงเสรีภาพได้

เบื้องต้นนี้ ขอแค่นี้ก่อน

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]อยากถามท่านผู้เขียนบทความ

อิสระภาพ เสรีภาพที่พูดๆอยู่นี่น่ะ หมายความว่าอย่างไร ต่างกันอย่างไร เหมือนกันอย่างไร

มีประโยชน์อย่างไร

มีวิธีปฏิบัติเพียงไรจึงเรียกว่ามีเสรีภาพ

ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงเสรีภาพได้

เบื้องต้นนี้ ขอแค่นี้ก่อน[/quote]

ท่านอื่นๆ อยากจะอธิบายก็เชิญเลยครับ

Anarchist wrote:พุทธ

[quote=Anarchist]พุทธ เป็นลัทธิเล็งผลปฏิบัติ
พุทธ ไม่ใช่ลัทธิเทวนิยม พุทธจึงไม่มีนางฟ้า ทวดา พระเจ้า ภูติ ผี ปีศาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด(ในสากลโลก น่าจะรวมถึงสากลจักรวาลด้วย)
ในบ้านเรา เต็มไปด้วยเปลือกของพุทธ หรือ พุทธเปลือกๆ[/quote]

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญา
อันยิ่ง ธรรมเหล่านั้นพวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึง
เจริญทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์(คือศาสนานี้)จักมั่นคง
ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่
มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน, เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ยุคสมัยนี้ เป็น

ยุคสมัยนี้ เป็น เรื่องของการทำมาหากิน ครอบมิติความหมายของชีวิตด้านอื่นๆเสียมิด

จากเงินที่เป็นเป้าหมายเชิงประจักษ์ย่อส่วน มันได้ถูกแปรรูป เป็นทรัพย์สินอื่นๆตามมา
ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ ที่ดิน เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ทั้งหลายนี้ เป็นขบวนแห่แหนกระแสหลักที่ทุกคนพยายามก้าวย่าง ตามกันไป อย่างไม่ลืมหูลืมตา

ศาสนาหรืออิสรภาพทางจิตวิญญาณ ถูกเหวี่ยงไปสู่ชายขอบของความต้องการแสวงหา..

มีแต่ศาสนาสำเร็จรูป แบบง่ายๆ เปลือกๆ หรือสูตรสำเร็จที่เรียกว่า ฮาวทู(อย่าง จขบค ว่าไว้)

กล่าวอีกอย่างได้ว่า เกิดช่องว่างระหว่าง ศาสนา กับ ผู้คนส่วนใหญ่
เพราะ ถ้าศาสนาไม่ง่าย ก็จะยิ่งห่างเหินจากคนส่วนใหญ่
ศาสนาที่ง่าย ก็ได้แก่ การทำให้เป็นไสยศาสตร์ผสมเข้ามา หรือ ลัทธิประโยชน์นิยมแบบ ทำบุญหวังรวย(จากหวย จากโชค จากการมีทรัพย์เพิ่มทวีคูณ จากที่ลงทุนในการทำบุญ...) แม้กระทั่ง พุทธพานิชแบบต่างๆ

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของศาสนาพุทธ ได้แก่ การมองโลกเข้าหาภายใน แบบที่เรียกว่า มองตน เป็นหลัก
ในขณะที่ตะวันตก ซึ่งมีพื้นฐานศาสนาอื่นๆ จะส่งเสริมการแสดงออก หรือ มองโลกสู่ภายนอก หรือสังคม หรือ การอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดพลังความสัมพันธ์ที่มุ่งไปที่ตัวคนและการแก้ปัญหาร่วมกัน สรุปคือ ทิศทางพัฒนาตนเองควร
ต้องเน้นไปที่อะไร? ปัจเจกเพื่อหลุดพ้น หรือ สังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข..ตรงนี้แหละที่มีนัยยะสำคัญ

เอ้อ...สมัยนี้อะไรๆมันก็ต้องส

เอ้อ...สมัยนี้อะไรๆมันก็ต้องสำเร็จรูป
อาหารสำเร็จรูปมีขายเยอะแยะ
ก็เลยต้องมีศาสนาสำเร็จรูปออกมามั่ง

มีฟาสต์ฟู้ด ก็ต้องมีฟาสต์รีลิจเจิ้น
เมื่อธุรกิจมีฮาวทู ศาสนาก็เลยต้องมีฮาวทู
สงสัยอย่าง...ไอ้ฮาวทูนี่มันไม่เคยเติบโตเป็นฮาวทรี ฮาวโฟร์มั่งเลย

ประกาศ...
เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ที่ไหน...กรุณาเดินทางมาประเทศไทยโดยด่วน
กรุณามาเป็นวิทยากรชี้แจงหนทางหลุดพ้นแห่งทุกข์กันใหม่ให้กับประชาชนคนไทย
สิ่งที่ท่านค้นพบและเจตน์จำนงของท่านในการแสวงหาทางหลุดพ้นแห่งทุกข์นั้น
ได้ถูกนักบวชจอมปลอมจำนวนมากสั่งสอนประชาชนแบบที่อาจจะไม่ใช่แนวทางของท่าน
แนวทางและหลักการของท่านถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่ไหนไม่รู้ ยากที่ผู้คนทั่วไปจะหาเจอ

ผู้มีอำนาจทั้งหลาย นักบวชทั้งหลายแอบสร้างอะไรต่อมิอะไร มาให้ผู้คนกราบไหว้แทน
บอกว่าศักดิ์สิทธิ์มั่ง บอกว่าจะคุ้มครองมั่ง (เหมือนพวกอิทธิพลมืดเรียกค่าคุ้มครองหรือเปล่าก็ไม่รู้)
บอกว่าจะร่ำรวยมั่ง บอกว่าจะโชคดีถูกหวยมั่ง บอกว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าในภายภาคหน้ามั่ง ฯลฯ
โอ้ย...จารนัยไม่หวาดไม่ไหว เขียนไปสามวันสามคืนไม่รู้จะจบหรือเปล่า
ผู้คนก็มีความหวังลมๆแล้งๆกัน ต้องเจียดทรัพย์สินเงินทองอันน้อยนิดแบ่งให้เขาไป

ผู้มีอำนาจทั้งหลาย นักบวชทั้งหลาย ประพฤติตนเยี่ยงนักต้มตุ๋น
แหกตา หลอกลวง ชาวบ้านชาวเมืองไปวัน เพื่ออำนาจของตน เพื่อผลประโยชน์ของตน
มันอาจจะเป็นการต้มตุ๋นหลอกลวงที่ถูกต้องตามกฏหมาย
กฏหมายมันเป็นสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมาว่าต้องเป็นอย่างโน้นต้องเป็นอย่างนี้
แล้วพวกเขาก็เขียนกฏหมายเอาผิดใครต่อใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาด้วย

เขายัดเยียดยาเสพติดให้เราเสพ หากเราปฏิเสธยาเสพติดอาจมีคนขับไล่เรา
หากเราชี้แจงว่ายาเสพติดไม่ดียังไง เราอาจต้องติดคุก หาว่าเราหมิ่นเขา...เรื่องมันเศร้าเนาะ

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]
มีวิธีปฏิบัติเพียงไรจึงเรียกว่ามีเสรีภาพ
ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงเสรีภาพได้
เบื้องต้นนี้ ขอแค่นี้ก่อน[/quote]

ผมไม่เคยเห็นเสรีภาพ ไม่รู้ว่ามีไหม
ถ้าเสรีพิศุทธ์นะ มีตัวตนแน่ๆ ตัวเป็นๆเลย

น้ำลัด wrote:รักเสื้อเหลือง

[quote=น้ำลัด][quote=รักเสื้อเหลือง]
มีวิธีปฏิบัติเพียงไรจึงเรียกว่ามีเสรีภาพ
ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงเสรีภาพได้
เบื้องต้นนี้ ขอแค่นี้ก่อน[/quote]

ผมไม่เคยเห็นเสรีภาพ ไม่รู้ว่ามีไหม
ถ้าเสรีพิศุทธ์นะ มีตัวตนแน่ๆ ตัวเป็นๆเลย[/quote]

โทดทีเถอะ คุณน้ำลัด

ฟังไม่เข้าใจครับ

คือหมายความว่ารู้แล้วว่าเสรีภาพคืออะไร และที่แล้วๆมานี่ เรายังไม่เคยมีเสรีภาพ เพราะยังไม่เคยเห็นเลย

หรือ

ไม่รู้จักเสรีภาพ เลย ไม่รู้ว่ามีไหม อาจจะเคยเห็นแล้ว แต่ไม่รู้จัก
เพราะถ้ารู้จัก ก็ต้องตอบว่า มี หรือไม่มี

ถามใหม่

ถามใหม่ เอาแบบมั่วๆก็ได้

เสรีภาพ ตามความเข้าใจของคุณ คืออะไรครับ

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง][quote=Anarchist]พุทธ เป็นลัทธิเล็งผลปฏิบัติ
พุทธ ไม่ใช่ลัทธิเทวนิยม พุทธจึงไม่มีนางฟ้า ทวดา พระเจ้า ภูติ ผี ปีศาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด(ในสากลโลก น่าจะรวมถึงสากลจักรวาลด้วย)
ในบ้านเรา เต็มไปด้วยเปลือกของพุทธ หรือ พุทธเปลือกๆ[/quote]

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญา
อันยิ่ง ธรรมเหล่านั้นพวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึง
เจริญทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์(คือศาสนานี้)จักมั่นคง
ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่
มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน, เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.[/quote]

ถึงจะศึกษาพระไตรปิฎกจนจำได้ถึง 84000 ธรรมบท ก็ไม่สามารถบรรลุได้ ถ้าไม่ลงมือปฎิบัติ ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง"

ธงชัย wrote:รักเสื้อเหลือง

[quote=ธงชัย][quote=รักเสื้อเหลือง][quote=Anarchist]พุทธ เป็นลัทธิเล็งผลปฏิบัติ
พุทธ ไม่ใช่ลัทธิเทวนิยม พุทธจึงไม่มีนางฟ้า ทวดา พระเจ้า ภูติ ผี ปีศาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด(ในสากลโลก น่าจะรวมถึงสากลจักรวาลด้วย)
ในบ้านเรา เต็มไปด้วยเปลือกของพุทธ หรือ พุทธเปลือกๆ[/quote]

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญา
อันยิ่ง ธรรมเหล่านั้นพวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึง
เจริญทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์(คือศาสนานี้)จักมั่นคง
ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่
มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน, เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.[/quote]

ถึงจะศึกษาพระไตรปิฎกจนจำได้ถึง 84000 ธรรมบท ก็ไม่สามารถบรรลุได้ ถ้าไม่ลงมือปฎิบัติ ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้ ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง"[/quote]

เห็นด้วยครับ

น้ำลัด wrote:รักเสื้อเหลือง

[quote=น้ำลัด][quote=รักเสื้อเหลือง]
มีวิธีปฏิบัติเพียงไรจึงเรียกว่ามีเสรีภาพ
ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงเสรีภาพได้
เบื้องต้นนี้ ขอแค่นี้ก่อน[/quote]

ผมไม่เคยเห็นเสรีภาพ ไม่รู้ว่ามีไหม
ถ้าเสรีพิศุทธ์นะ มีตัวตนแน่ๆ ตัวเป็นๆเลย[/quote]

แหม! ทำไปได้

ก่อนดับขันธปรินิพพาน

ก่อนดับขันธปรินิพพาน มีภิกษุทูลถามว่า เมื่อพระองค์ทรงนิพพานแล้ว จะทำเช่นใดกับศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงตอบว่า "เธอทั้งหลาย จงถือเอาพระธรรมอันตถาคตได้แสดงแล้วเป็นที่พึ่ง"

เมื่อมีการสังคายนาพระไตรปิฏกในครั้งแรก พระมหากัสปะก็ได้บอกกับภิกษุที่มาประชุมกัน ณ ที่นั้นว่า "เราทั้งหลายจะไม่ตัดตอนธรรมอันตถาคตตรัสแล้ว แสดงแล้วออกไป และจะไม่ทำการเพิ่มเติมธรรมอันตถาคตไม่ได้ตรัส ไม่ได้แสดงเข้ามา"

สำหรับเรา สิ่งที่สามารถนำไปเป็นเข็มชี้ทางได้มีเพียงพุทธพจน์ที่ทรงตรัสอันขึ้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย....." นอกจากนั้นเป็นเพียงเสบียงยังชีพขณะเดินทางเท่านั้น เพราะเราไม่รู้ว่านอกจากพุทธพจน์ที่เราได้กล่าวนี้ สิ่งใดในนั้นเป็นสิ่งเพิ่ม สิ่งใดเป็นสิ่งขยายความ สิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ถูก

รักเสื้อเหลือง wrote:ถามใหม่

[quote=รักเสื้อเหลือง]ถามใหม่ เอาแบบมั่วๆก็ได้

เสรีภาพ ตามความเข้าใจของคุณ คืออะไรครับ[/quote]

คืออย่างนี้ครับ...

ในความหมายของผู้เขียนบทความ เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้อื่น กฎหมาย และศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบของสังคมประชาธิปไตย โดยไม่ต้องมีอำนาจอะไรมาทำให้เราต้องรู้สึกกลัว กล่าวให้ชัดก็คือ การมีมาตรา112ทำให้เสรีภาพของคนเราถูกจำกัดซึ่งขัดแย้งต่อระบอบประชาธิปไตย
ส่วนเสรีภาพตามความหมายในพุทธศาสนานั้น หมายถึง ความเป็นอิสระจากการถูกบังคับควบคุมโดยกิเลส ซึ่งมีแต่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้นที่จะมีเสรีภาพในความหมายนี้ แต่จากหลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกเท่าที่ทราบ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์อยู่ในสังคมที่ปกครองโดยระบอบราชาธิไตยก็็ไม่ได้กระทำการอะไรที่เป็นการท้าทายอำนาจรัฐ ตรงกันข้าม พระองค์กลับทรงประนีประนอมกับรัฐตามความเหมาะสม แต่ต้องเข้าใจว่า พระพุทธองค์และพระสาวกเหล่านั้นมีเสรีภาพ(อิสรภาพ)จากกิเลสอย่างสิ้นเชิงแล้ว การปฏิบัติการเชิงสังคมที่พระพุทธองค์ทำก็เพียงแค่การปฏิเสธความเชื่อเรื่องการแบ่งผู้คนในสังคมออกเป็นวรรณะ ๔ และการหักล้างคำสอนบางอย่างตามความเชื่อของลัทธิพราหมณ์-ฮินดูเท่านั้น แต่ดูเหมือนการทำให้ผู้คนในสังคมอินเดียยุคนั้นมีความเท่าเทียมเสมอภาคกันจะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะระบบวรรณะ ๔ ยังคงอยู่ในยุคนั้นและในยุคต่อมาตราบเท่าปัจจุบัน แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยนั้นไม่เอื้อให้เกิดการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกเหมือนที่พวกเรา(บางส่วน)กำลังพยายามทำอยู่นี้ พวกเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่ต่อท้ายด้วยคำว่า"มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาคจึงยังคงอยู่ในเครื่องหมายคำถามต่อไป...คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมระบบวรรณะ ๔ จึงไม่อาจถูกทำลายได้แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตยแบบที่ไม่มีกษัตริย์เป็นพระประมุขอย่างอินเดียในยุคปัจจุบัน เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว ในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาคมันทำให้เกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า

ที่จริงผมเขียนไว้ในบทความก่อน

ที่จริงผมเขียนไว้ในบทความก่อนๆ แล้วครับ (คนถามก็เคยอ่านมาแล้ว) ว่า พุทธะคือผู้ใช้เสรีภาพอย่างถึงที่สุดในการแสวงหาสัจจะ และอิสรภาพทางจิตวิญญาณ เป็นการใช้เสรีภาพในฐานะปัจเจกบุคคลในการเลือกทางเดินชีวิตตามที่ตนเชื่อ

ซึ่งเสรีภาพที่ว่านี้มีสองลักษณะคือ "เสรีภาพเชิงลบ" (negative) ได้แก่ เสรีภาพจากการถูกพันธนาการ (เช่นจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาของตระกูล อิทธิพลของพ่อ ลูกเมีย ครูอาจารย์ ลัทธิความเชื่อต่างๆ) และ "เสรีภาพเชิงบวก" (positive) ได้แก่ ความเป็นตัวของตัวเองที่จะริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง

จะว่าไปคนเราก็อยากมีเสรีภาพกันทั้งนั้นแหละครับ แต่น้อยคนที่จะกล้าใช้เสรีภาพ หรือกล้าปลดปล่อยตนเองจากพันธการและริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง เพราะมันหมายถึงคุณต้องเสียสละ สูญเสีย เจ็บปวด เผชิญความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ยากลำบาก เสี่ยง โดดเดี่ยว ดังที่สิทธัตถะลองผิดลองถูกและยากลำบากอยู่นาน

เสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่จะแสวงหาความหมายของชีวิตตามอุดมคติของตน หรือความเป็นตัวเองดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยรับรองหรือครับ ไม่ใช่เพราะเห็นคุณค่าในเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือครับประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น

เสรีภาพในทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น ฯลฯ ล้วนแต่โยงไปถึงเสรีภาพระดับรากฐานที่สุดคือเสรีภาพที่คนแต่ละคนจะเลือกวิถีชีวิตของตนเอง

ฉะนั้น ผมไม่เห็นว่าเสรีภาพแบบพุทธศาสนาจะขัดแย้งกับเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตยตรงไหน และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรอ้างเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแบบพุทธมาสนับสนุนประชาธิปไตย

ส่วนอิสรภาพทางจิตวิญญาณหรือการบรรลุนิพพานนั้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าใช้เสรีภาพในความหมายแรกเท่านั้นแหละครับ คุณไม่กล้าใช้เสรีภาพเลือกใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณแสวงหาสัจจะลองผิดลองถูกแบบพุทธะทำก็ไม่มีทางที่คุณจะพบอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้

เป็นเรื่องประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อที่ใครก็ตามแสวงตนว่ารู้พุทธศาสนาดี แต่ทำเป็นเหมือน "แสลงหู" หรือแทบจะ "ดิ้นพล่าน" เมื่อได้ยินคำว่า "เสรีภาพ" แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับการถูกพันธนาการ กดขี่ด้วยระบบอำนาจศักดิ์สิทธิ์เลย

นี่ไม่เรียกว่า "เมายากล่อมประสาทขั้นโคม่า" จะเรียกว่าอะไรดี!

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ที่จริงผมเขียนไว้ในบทความก่อนๆ แล้วครับ (คนถามก็เคยอ่านมาแล้ว) ว่า พุทธะคือผู้ใช้เสรีภาพอย่างถึงที่สุดในการแสวงหาสัจจะ และอิสรภาพทางจิตวิญญาณ เป็นการใช้เสรีภาพในฐานะปัจเจกบุคคลในการเลือกทางเดินชีวิตตามที่ตนเชื่อ

ซึ่งเสรีภาพที่ว่านี้มีสองลักษณะคือ "เสรีภาพเชิงลบ" (negative) ได้แก่ เสรีภาพจากการถูกพันธนาการ (เช่นจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาของตระกูล อิทธิพลของพ่อ ลูกเมีย ครูอาจารย์ ลัทธิความเชื่อต่างๆ) และ "เสรีภาพเชิงบวก" (positive) ได้แก่ ความเป็นตัวของตัวเองที่จะริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง

จะว่าไปคนเราก็อยากมีเสรีภาพกันทั้งนั้นแหละครับ แต่น้อยคนที่จะกล้าใช้เสรีภาพ หรือกล้าปลดปล่อยตนเองจากพันธการและริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง เพราะมันหมายถึงคุณต้องเสียสละ สูญเสีย เจ็บปวด เผชิญความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ยากลำบาก เสี่ยง โดดเดี่ยว ดังที่สิทธัตถะลองผิดลองถูกและยากลำบากอยู่นาน

เสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่จะแสวงหาความหมายของชีวิตตามอุดมคติของตน หรือความเป็นตัวเองดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยรับรองหรือครับ ไม่ใช่เพราะเห็นคุณค่าในเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือครับประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น

เสรีภาพในทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น ฯลฯ ล้วนแต่โยงไปถึงเสรีภาพระดับรากฐานที่สุดคือเสรีภาพที่คนแต่ละคนจะเลือกวิถีชีวิตของตนเอง

ฉะนั้น ผมไม่เห็นว่าเสรีภาพแบบพุทธศาสนาจะขัดแย้งกับเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตยตรงไหน และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรอ้างเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแบบพุทธมาสนับสนุนประชาธิปไตย

ส่วนอิสรภาพทางจิตวิญญาณหรือการบรรลุนิพพานนั้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าใช้เสรีภาพในความหมายแรกเท่านั้นแหละครับ คุณไม่กล้าใช้เสรีภาพเลือกใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณแสวงหาสัจจะลองผิดลองถูกแบบพุทธะทำก็ไม่มีทางที่คุณจะพบอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้

เป็นเรื่องประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อที่ใครก็ตามแสวงตนว่ารู้พุทธศาสนาดี แต่ทำเป็นเหมือน "แสลงหู" หรือแทบจะ "ดิ้นพล่าน" เมื่อได้ยินคำว่า "เสรีภาพ" แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับการถูกพันธนาการ กดขี่ด้วยระบบอำนาจศักดิ์สิทธิ์เลย

นี่ไม่เรียกว่า "เมายากล่อมประสาทขั้นโคม่า" จะเรียกว่าอะไรดี![/quote]

ผมคิดว่า ทุกคนต่างก็ปรารถนาเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาคนะครับอาจารย์ ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์พยายามจะนำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแง่คิดมุมมองจากกรอบคำสอนของพุทธศาสนา ผมคิดว่าการทำให้ผู้คนเกิดความรู้จะช่วยขับไล่ความขลาดกลัวที่มีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจได้ การใช้ความรู้(ชนิดที่ไม่ใช่ยากล่อมประสาท)ต่อสู้กับผู้ทรงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อแบบพราหมณ์นั้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่พอจะเป็นไปได้ เพราะเราไม่มีอำนาจอื่นใดที่จะทำให้เขาหวั่นกลัวนอกจากความรู้ ...ความรู้คืออำนาจจริงๆครับ กลุ่มอำนาจเก่าก็หวั่นกลัวคนจะมีความรู้นี่แหล่ะจึงต้องทำการกำราบด้วยกฎหมายบ้าง ด้วยอาวุธยุทธปกรณ์ต่างๆบ้าง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็บอกเราอยู่แล้วว่า กลุ่มที่มีอาวุธปืนในมือจะเป็นฝ่ายได้เปรียบและประสบชัยชนะ แม้จะเป็นชัยชนะบนความหายนะก็ตาม กี่ครั้งแล้วที่คนทีมีอำนาจคือความรู้ก็ต้องบาดเจ็บล้มตาย และอีกกี่ชีวิตที่ต้องระหกระเหินออกนอกประเทศ...ผมเห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยความรู้(ชนิดที่ไม่ใช่ยากล่อมประสาท) ด้วยสันติวิธี ด้วยอหิงสา แม้ว่าจะเหม่นเหม่ต่อการเสียชีวิตเลือดเนื้อเหมือนที่เคยเป็นมา แต่ถ้าหากมันจะให้สังคมประเทศชาติเป็นที่สถิตย์อยู่แห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเสมอภาคของประชาชนตามแนวทางของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ชัยชนะบนความสูญเสียของมวลชนที่มีพลังความรู้ อาจจะเป็นชัยชนะที่คุ้มค่าก็เป็นได้

ในการทำความเข้าใจ

ในการทำความเข้าใจ ผมขอยกข้อความมาทบทวนกันนะครับ ไล่ไปตั้งแต่คำแรกๆคำต้นๆก่อน เพราะยิ่งอ่านไป ข้อมูลมันจะยิ่งมากขึ้นๆ และถ้าไปยกข้ามไปข้ามมาลึกเกินไป มันจะยิ่งเข้าใจยากขึ้นสับสนมากขึ้น

{ เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ "ไม่ละเมิดผู้อื่น", "กฎหมาย", และ"ศีลธรรมอันดีของสังคม"}

{การมีมาตรา112ทำให้เสรีภาพของคนเราถูกจำกัดซึ่งขัดแย้งต่อระบอบประชาธิปไตย}

"ไม่ละเมิดผู้อื่น" นี่ขอข้ามไปก่อน ความหมายอาจจะกว้างเกินไป เลือกเอาที่พอจะเห็นชัดๆเป็นรูปธรรม คือ ตรงที่ว่า"กฏหมาย"ก่อนก็แล้วกัน

ในเมื่อคุณสมบัติของเสรีภาพข้อหนึ่ง คือการไม่ไปละเมิด"กฏหมาย"

"มาตรา 112 " ก็เป็นกฏหมาย

ผมว่าคำอธิบาย มันวกวนและขัดแย้งกันอยู่นะครับ

ผมขอหารือ ตัดคำว่า"กฏหมาย"ออกไปดีไหมครับ ไม่งั้นไปต่อไม่ได้นะครับ.

ข้างบนนั่น ถามคุณ inner ครับ

ข้างบนนั่น ถามคุณ inner ครับ ต่อเนื่องจากคำตอบข้างบน ผมลืมบอกอีกเช่นเคย โทษทีครับ.

ของสุรพศนะครับ

ของสุรพศนะครับ

"ผมไม่เห็นว่าเสรีภาพแบบพุทธศาสนาจะขัดแย้งกับเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตยตรงไหน และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรอ้างเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแบบพุทธมาสนับสนุนประชาธิปไตย"

ดูเหมือนเสรีภาพจะมีได้หลายแบบ อย่างน้อยๆ ตรงนี้ก็มีอยู่สองแบบคือ แบบพุทธ กับแบบประชาธิปไตย

แต่ละแบบมีที่แตกต่างกันอย่างไร หรือ ว่าเหมือนกัน ถ้าเหมือนกัน เราลดคำลงเหลือแค่เสรีภาพได้ไหมครับ

ถ้าไม่เหมือนกัน

เสรีภาพแบบประชาธิปไตย เป็นอย่างไร

เสรีภาพเป็นอย่างไร

เราควรจะใช้เสรีภาพ หรือเสรีภาพแบบประชาธิปไตย

แค่นี้ก่อน ครับผม

ของคุณสุรพศ "คุณไม่กล้าใช้เสร

ของคุณสุรพศ

"คุณไม่กล้าใช้เสรีภาพเลือกใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณแสวงหาสัจจะลองผิดลองถูกแบบพุทธะทำก็ไม่มีทางที่คุณจะพบอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้"

หมายความว่าอย่างไรครับ

ผมขออนุญาต แปลเอาเองก่อนนะครับ คิดว่าคงไม่ผิดเท่าไหร่นะครับ

คือหมายความว่า เราต้องออกไปลองผิดลองถูกเอาเอง ไม่ต้องทำตามคำสอนของใคร ไม่ต้องเชื่อใคร จึงจะค้นพบสัจจธรรมได้ และนี่ยังเป็นหนทางเดียวอีกด้วย หนทางอื่นไม่มี ใช่ไหมครับ.

ครับตอนแรกไม่ได้คลิกมาอ่าน

ครับตอนแรกไม่ได้คลิกมาอ่าน เพราะเข้าใจว่าสุรพศไม่ได้ก้าวล่วงบิดเบือนอะไรลงลึก แต่พอได้อ่านจริงๆสุรพศนี่โคตระมั่วเลย? ผมลงตรงเนื้อหาการตั้งกระทู้เลยที่คำว่า

"พุทธะปฏิเสธ 'ศาสนายากล่อมประสาท"???

ทีมาน่าจะมาจากคุณ"คำ ผกา" ในการกล่าวหา พุทธศาสนาหรือวัตรปฎิบัติพุทธกระแสหลัก ตอนนี้แบบนั้น?ที่เป็นศาสนาในเชิงโครงสร้างแบบศาสที่เหมือนทุกๆศาสนา(ความเชื่อ,ศรัทธา,พิธีกรรม) นั้นคือศานาพุทธ ไม่ใช่แค่"อภิปรัชญา" ตามความเข้าใจ ของสุรพศ และหลายๆคนแม้แต่พุทธทาส และท่านว.ฯ???

เพราะ หน้าที่ทางศาสนา มีพิมพ์เขียวมีลายแทงสำเร็จรูปทางชีวิต ต่อผู้ปฎิบัติ ที่มีศรัทธาในพิมเขียว ในวัตรปฎิบัตินั้น (ตามการมีการเกิดศาสนตามโครงสร้างการมีศาสนา) ที่พุทธก็คือซับเซ็ตในนั้น แม้พุทธแนวทางพุทธจะมี หลักคิดหลักปฎิบัติอ้างอิง หลักสัจจะธรรม"ธรรมมะ" หรือธรรมชาติ แต่ก็ต้องประกอบด้วยหลักศรัทธาความเชื่อพิธีกรรม ตามโครงสร้างศาสนา แม้จะปลีกย่อยออกมา เชิงอภิปรัชญา เช่นสัจจะธรรม(ธรรมที่จริงเหนือกาลเวลาเะป็นอกาลิโก) แต่ นิยามของนู๋สุรพศ ตีความสัจจะธรรม หรือธรรมที่เป็น"อกาลิโก" ว่าคือยากล่อมประสาท(ไว้ในนั้นเพราะตีความคลุมมั่วๆมาไม่แยกแยะ)

เพราะ สิ่งที่ประกอบในนั้น แม้จะมีสีสันพิธีกรรม หรืออุบายธรรมในนั้นอยู่บ้าง ? มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หรือยากล่อมประสาททั้งหมด เพราะถ้าตีความแบบนั้น แปดหมื่นสีพันพระคาถามคำสอนก้อยู่นั้นนั้นในเนื้อหาที่มาแบบอุบายธรรม

ที่เป็นองค์ประกอบทางโครงสร้างของการมีการเกิด หรือโครงสร้างศา่สนา(ศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม) ล้วนมีที่มาที่ไป ?ในเรื่อง"อุบายธรรม" ดังนั้นอุบายธรรมเหล่านี้ไม่ใช่"ยากล่อมประสาท"ตามนิยาม เด็กอนุบาลทางศาสนา"สรุพศ" แน่นอน (แต่ได้รับวุฒิทางศาสนามาแบบคนมิจฉาฯ) แบบสุรพศ เพราะคุณตีความศาสนา(ในที่นี้แคบๆแค่พุทธ)แค่เชิง"อภิปรัชญา" ที่มันกระพรี้มาก???

มันจึงยังอนุบาลหนึ่ง ในเรื่องศาสนาที่ผมฟันธงให้คุณน่ะสุรพศ ถ้าจะเถียงกลับไปอ่านสิ่งที่ผมพุดไว้ อ่านสักพันรอบ? ให้เข้าใจสิ่งที่ผมพูด? ให้แน่ใจแล้วค่อยเอา ลายมือทางความคิดระดับอนุลาลหนึ่งทางศาสนามาโต้ผม? น่ะนู่น่ะ? อย่าหลงทางด้วยเนื้อหาปกป้อง"คำ ผกา" เลย? รายนั้นแค่เด็กแว้นทางศาสนา? แต่คุณคือนักวิชาการทางศาสนา จะไปติดกับดักทางควาคิดแต่อนุบาลหนึ่งแบบนั้นทำไม? ผมเสียดายดีกรี และเสียดายต้นทุนตรงนั้น มันไหลย้อนกลับไปหาอนุบาลหนึ่งทางศาสนา เพราะนิยามเบื้องต้นในโครงสร้างทางศาสนา(อนุบาลนู๋ยังตกเลย)ที่นิยามพุทธแค่"อภิปรัชญา" ตามพุทธทาส และท่านว.ฯพวกนี้ยังไม่ถึง แค่อาร์ซ๊ต้น ๆ แต่ตั้งตนเป็นศาสดาใหม่ให้พุทธ???

อ้อครับ

อ้อครับ "อิสระภาพทางจิตวิญญาน" ของรอบวัฎสงสาร ในการสะสมบารมีกรรมบารมีธรรมคนเราต่างกัน มีเงื่อนไขอบุายธรรมต่างๆ ในการลอกการละลายสิ่งที่พอกหนานั้น มันจึงต้องใช้หลายๆอุบายธรรมในการลอกในการปลอกเปลือก กิเลสที่พอกหนานั้น ด้วย"อุบายธรรม" (ที่พวกคุณนิยามมันว่ายากล่อมประสาทนั้้นล่ะ)

แต่จริงๆมันไม่ใช่ เรื่องไร้สาระ(ตามการนิยามยากล่อมประสาท เพราะมันมีรากฐานเชิงจิตวิญญานอัตลักษณ์ที่สะสมมายาวนาน) มันมีที่มาที่ไปมากกว่านั้นเชิงอุบายธรรม เพราะ ปัญหาความต่างตามหลักดอกบัวสี่เหล่า มันจึง ไม่มีพุทธมามกะ หรือพุทธบริษัททุกคนทุกเหล่า คือบัวพ้นน้ำหมด ? (แ่ถ้าพ้นหมดผมไม่เถียงข้อเสนอคุณ)แต่เงื่อนไขคือบัวใต้น้ำทั้งหมดนั้น ล้วนต้องใช้อุบายธรรม(ศรัทธา,ความเชื่อ,พิธีกรรม) หรือพิมพ์เขียวสำเร็จรูปทางศษสนหรือหน้าที่ของการมีศษสนา? เพื่อป้องกันการลองผิดลองถูกที่อ้างเสรีภาพทางจิตวิญญาน แบบเด็กแว้นที่ยังต้องลอกผิดลองถูกอีก หรืออิสระจนไร้สาระหาตัวเองไม่เจอ ที่กี่กัปฯ กี่กัลฯในการลอกผิดลองถุกที่อ้าเสรรีภาพแบบเด้กแว้น กว่าจะได้คำตอบสำเร็จรูปแบบนี้(สัจจะธรรม)

นั้นคือเสรีภาพในเนื้อหาที่สุรพศกล่าวถึง? มันแค่ความดื้อด้านของเด็กแว้นแค่นั้น? ในการอ้างเสรีภาพแล้วไปลองผิดลองถุกอีกี่กัปฯกี่กัลฯ เพื่อจะเจอคำตอบเดียวกันในวันนี้นั้นคือ"สัจจะธรรม" ที่จริงเหนือกาลเวลา(อกาลิโก) การเข้าใจหรือวิธีการทำความเข้าใจในกลอุบายหรืออุบายธรรมแบบนี้ จึงไม่ใช่ยากล่อมประสาทแน่อนอ แต่การไปดูถูกสัจจะธรรมว่าคือ"ยกกล่อมประสาท" ซึ่งมันยังไกลมาก ยังอนุบาลมากทางการตีความและความเข้าใจต่อพุทธศาสนา ผมจึงจัดหนักให้???

เดี๊ยนก็อาศัย'ศาสนายากล่อมประ

เดี๊ยนก็อาศัย'ศาสนายากล่อมประสาท'หากินอยู่หลายปีคร้า พออาศัยผ้าเหลืองเรียนหนังสือจบก็สึกออกมาเป็นอาจารย์ใช้วิชาศาสนายากล่อมประสาทนี่ละคร้าหากินต่อ

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]ในการทำความเข้าใจ ผมขอยกข้อความมาทบทวนกันนะครับ ไล่ไปตั้งแต่คำแรกๆคำต้นๆก่อน เพราะยิ่งอ่านไป ข้อมูลมันจะยิ่งมากขึ้นๆ และถ้าไปยกข้ามไปข้ามมาลึกเกินไป มันจะยิ่งเข้าใจยากขึ้นสับสนมากขึ้น

{ เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ "ไม่ละเมิดผู้อื่น", "กฎหมาย", และ"ศีลธรรมอันดีของสังคม"}

{การมีมาตรา112ทำให้เสรีภาพของคนเราถูกจำกัดซึ่งขัดแย้งต่อระบอบประชาธิปไตย}

"ไม่ละเมิดผู้อื่น" นี่ขอข้ามไปก่อน ความหมายอาจจะกว้างเกินไป เลือกเอาที่พอจะเห็นชัดๆเป็นรูปธรรม คือ ตรงที่ว่า"กฏหมาย"ก่อนก็แล้วกัน

ในเมื่อคุณสมบัติของเสรีภาพข้อหนึ่ง คือการไม่ไปละเมิด"กฏหมาย"

"มาตรา 112 " ก็เป็นกฏหมาย

ผมว่าคำอธิบาย มันวกวนและขัดแย้งกันอยู่นะครับ

ผมขอหารือ ตัดคำว่า"กฏหมาย"ออกไปดีไหมครับ ไม่งั้นไปต่อไม่ได้นะครับ.[/quote]

รายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญมันอยู่ที่มาตรา 112 นี่แหล่ะครับที่มันถูกมองว่ามีความเข้มงวดกวดขันมากเป็นพิเศษจนบั่นทอนเสรีภาพแม้แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น/การวิพากย์วิจารณ์ซึ่งต่างจากกฎหมายมาตราอื่น อยากให้คุณไปดูคดีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายมาตรานี้นะครับเพื่อประกอบการทำความเข้าใจในประเด็นเสรีภาพ

คุณ inner เอาใหม่

คุณ inner

เอาใหม่ เอาช้าๆนะครับ อย่าเพิ่งข้ามขั้นตอน

ตามที่คุณว่านั้น เสรีภาพ ต้อง ไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม

ส่วนคำว่ากฏหมายนั้น คุณยังไม่ได้บอกว่าคืออะไร และก็ยังไม่มีใครถาม

ดังนั้นเสรีภาพจึงขึ้นอยู่กับ ผู้อื่น, กฏหมาย, และศีลธรรมอันดีของสังคม

แล้วเราจะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่า กฏหมายขัดต่อเสรีภาพ ในเมื่อเสรีภาพต่างหากที่ ต้องไม่ละเมิดกฏหมาย

หรือ คุณกำลังจะพูดว่า

เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ

ตกลง ถ้าพูดแบบนี้ ผมว่าน่าจะมีปัญหาในการพยายามทำความเข้าใจคำว่าเสรีภาพอยู่มากเลยนะครับ

คือไม่ทราบว่าจะเอาอะไรตั้งต้นก่อนกันแน่ แล้วมันจะไปต่อได้ยังไง คุณไม่รู้สึกว่ามันค่อนข้างสับสน และวกวนไปมาอยู่หรอกหรือ ประเด็นตรงนี้ ก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่นๆน่ะ ขอเอาตรงนี้ก่อน

สรุปว่า

เสรีภาพต้องไม่ละเมิดกฏหมาย หรือกฏหมายต้องไม่ละเมิดเสรีภาพกันแน่

รักเสื้อเหลือง wrote:คุณ

[quote=รักเสื้อเหลือง]คุณ inner

เอาใหม่ เอาช้าๆนะครับ อย่าเพิ่งข้ามขั้นตอน

ตามที่คุณว่านั้น เสรีภาพ ต้อง ไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม

ส่วนคำว่ากฏหมายนั้น คุณยังไม่ได้บอกว่าคืออะไร และก็ยังไม่มีใครถาม

ดังนั้นเสรีภาพจึงขึ้นอยู่กับ ผู้อื่น, กฏหมาย, และศีลธรรมอันดีของสังคม

แล้วเราจะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่า กฏหมายขัดต่อเสรีภาพ ในเมื่อเสรีภาพต่างหากที่ ต้องไม่ละเมิดกฏหมาย

หรือ คุณกำลังจะพูดว่า

เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ

ตกลง ถ้าพูดแบบนี้ ผมว่าน่าจะมีปัญหาในการพยายามทำความเข้าใจคำว่าเสรีภาพอยู่มากเลยนะครับ

คือไม่ทราบว่าจะเอาอะไรตั้งต้นก่อนกันแน่ แล้วมันจะไปต่อได้ยังไง คุณไม่รู้สึกว่ามันค่อนข้างสับสน และวกวนไปมาอยู่หรอกหรือ ประเด็นตรงนี้ ก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่นๆน่ะ ขอเอาตรงนี้ก่อน

สรุปว่า

เสรีภาพต้องไม่ละเมิดกฏหมาย หรือกฏหมายต้องไม่ละเมิดเสรีภาพกันแน่[/quote]

เห็นปัญหาของ "ความพยายามแสดงความฉลาด" นี้แล้วต้องเรียกว่า "อาการหนัก"
คุณคิดกลับหัวกลับหางผิดเพี้ยนไปหมดแล้วครับ

มันไม่ใช่เสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายนั้นจะเป็น "กฎหมายอะไรก็ได้" มันต้องเป็นกฎหมายประชาธิปไตยครับ ไม่ใช่กฎหมายเผด็จการ

ในสังคมประชาธิปไตยนั้น กฎหมายที่ยุติธรรมต้องสร้างขึ้นบน "หลักความยุติธรรม" (the principles of justice) คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค

กฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักดังกล่าวนี้คือกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมและขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย

ม.112 ขัดต่อหลักความยุติธรรมดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่กฎหมายที่ยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย

ถ้าถามว่า ทำไม ม.112 ถึงออกมาบังคับใช้ได้ในสังคมที่เรียกว่าปกครองด้วยระบอบประชาะปไตยล่ะ?

ตอบว่าก็มันประชาธิปไตยแค่ชื่อไง 112 เป็นกฎหมายเผด็จการออกโดยคำสั่งของคณะรปห.หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ฉะนั้น กฎหมายที่ขัดต่อกหลักความยุติธรรมพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องแก้ไขหรือยกเลิกครับ

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=รักเสื้อเหลือง]คุณ inner

เอาใหม่ เอาช้าๆนะครับ อย่าเพิ่งข้ามขั้นตอน

ตามที่คุณว่านั้น เสรีภาพ ต้อง ไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม

ส่วนคำว่ากฏหมายนั้น คุณยังไม่ได้บอกว่าคืออะไร และก็ยังไม่มีใครถาม

ดังนั้นเสรีภาพจึงขึ้นอยู่กับ ผู้อื่น, กฏหมาย, และศีลธรรมอันดีของสังคม

แล้วเราจะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่า กฏหมายขัดต่อเสรีภาพ ในเมื่อเสรีภาพต่างหากที่ ต้องไม่ละเมิดกฏหมาย

หรือ คุณกำลังจะพูดว่า

เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ

ตกลง ถ้าพูดแบบนี้ ผมว่าน่าจะมีปัญหาในการพยายามทำความเข้าใจคำว่าเสรีภาพอยู่มากเลยนะครับ

คือไม่ทราบว่าจะเอาอะไรตั้งต้นก่อนกันแน่ แล้วมันจะไปต่อได้ยังไง คุณไม่รู้สึกว่ามันค่อนข้างสับสน และวกวนไปมาอยู่หรอกหรือ ประเด็นตรงนี้ ก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่นๆน่ะ ขอเอาตรงนี้ก่อน

สรุปว่า

เสรีภาพต้องไม่ละเมิดกฏหมาย หรือกฏหมายต้องไม่ละเมิดเสรีภาพกันแน่[/quote]

เห็นปัญหาของ "ความพยายามแสดงความฉลาด" นี้แล้วต้องเรียกว่า "อาการหนัก"
คุณคิดกลับหัวกลับหางผิดเพี้ยนไปหมดแล้วครับ

มันไม่ใช่เสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายนั้นจะเป็น "กฎหมายอะไรก็ได้" มันต้องเป็นกฎหมายประชาธิปไตยครับ ไม่ใช่กฎหมายเผด็จการ

ในสังคมประชาธิปไตยนั้น กฎหมายที่ยุติธรรมต้องสร้างขึ้นบน "หลักความยุติธรรม" (the principles of justice) คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค

กฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักดังกล่าวนี้คือกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมและขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย

ม.112 ขัดต่อหลักความยุติธรรมดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่กฎหมายที่ยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย

ถ้าถามว่า ทำไม ม.112 ถึงออกมาบังคับใช้ได้ในสังคมที่เรียกว่าปกครองด้วยระบอบประชาะปไตยล่ะ?

ตอบว่าก็มันประชาธิปไตยแค่ชื่อไง 112 เป็นกฎหมายเผด็จการออกโดยคำสั่งของคณะรปห.หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ฉะนั้น กฎหมายที่ขัดต่อกหลักความยุติธรรมพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องแก้ไขหรือยกเลิกครับ[/quote]

ผมต้องเรียนตามจริงเลยว่า

ผมไม่ได้แสดงอาการ "ความพยายามแสดงความฉลาด" แต่ประการใด ซึ่งในทางกลับกัน ผมก็สามารถพูดได้ว่าเห็นปัญหาของ "ความพยายามแสดงความโง่"ของคุณมากกว่า คุณคงถูกโทสะครอบงำจนนึกพาลไปเอง ผมคงต้องถามว่า การถามแบบตรงไปตรงมานี่ มันเป็นการพยายามแสดงความฉลาดไปได้อย่างไร ผมถามในกรอบของคำตอบที่ตอบมา ซึ่งตรงกันข้าม คุณไม่ได้ตอบคำถามให้ตรงกับคำถามใดๆเลย กรุณาตั้งใจอ่านคำถามให้ดี จะดีกว่า เพื่อจะได้ตอบให้ตรงคำถาม เอาใหม่นะครับ

คือผมก็ไล่ไปตามที่คุณอธิบายมา เพื่อจะให้เข้าใจว่า เสรีภาพคืออะไร มีขอบเขตที่ชัดเจนหรือไม่อย่างไร
เบื้องต้นนี่ก็ คือ ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม แต่แล้วกลับมีคำขยายที่ดูเหมือนไปขัดแย้งกับนิยามข้างต้นนั้น นั่นคือ มีกฏหมายบางอย่างที่กลับไปขัดเสรีภาพได้ ซึ่งในเมื่อ เสรีภาพขึ้นต่อกฏหมายต่แรกแล้ว แล้วทำไมกฏหมายจึงจะไปขัดเสรีภาพได้อีกเล่า คุณอาจจะต้องเปลี่ยนนิยาม หรือคำอธิบายเสรีภาพใหม่ให้รัดกุมขึ้นมากกว่า จะมาด่าว่าผม พยายามแสดงความฉลาดเพียงเพราะเห็นจุดที่ขัดแย้งกันในคำอธิบายนั้น

หรือคุณจะยืนยันว่า "เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย(ตามคำอธิบายแรก) และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ( ตามคำอธิบายเพิ่ม)"

อย่าทุรนทุรายร้อนตัวเกินกว่าเหตุ แค่ถามมาตอบไปธรรมดาๆเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่อารมณ์มันจะทำให้ไม่ได้ประโยชน์อะไร
เพราะที่คุณมาอธิบายเพิ่มนี่ก็ยังคงอยู่ในกรอบของประโยคนี้อยู่ จริงหรือไม่ครับ

ครับเพื่อให้สะเด็ดน้ำ

ครับเพื่อให้สะเด็ดน้ำ กรณีที่สุรพศ อ้างอิงเรื่องเสรีภาพ(ปชต.) และ"อิสระภาพทางจิตวิญญาน"(คำนี้ผมประดิษฐ์ใครเอาไปใช้ต้องให้ถูกต้องตามเนื้อหาอักขระฯ) โดยความหมายจริงๆคือขอบเขต(อย่างที่คุณ"รักเสื้อเหลิอง"พยายามนำเสนอแต่เข้าประเด็นไม่ถูกไม่ชัดก็เลยดูงงๆว่าพูดถึงอะไร)

ประเด็นที่ผมอยากเพิ่มเติมหรือขยายจากคุณ"รักเสื้อเหลือง"พยายามอธิบายก็คือเสรีภาพ ทั้งทางปชต.และทางจิตวิญญาน(ศาสนา) ล้ัวนมีขอบเขตมีกลไกในการควบคุม มีเป้าหมายและเนื้อหาของคำว่าหน้าที่ความรับผิดชอบ เช่นปชต.ก็คือกฏหมายกติกาแบบปชต. ที่มากำกับเสรีภาพที่ไปเบียดเบียนคนอื่นหรือไม่อย่างไร? พุทธศาสนาเช่นกัน ก็มี"ศิล" หรือกฏอย่างอ่อนในการควบคุมเรื่องนี้ อย่างมีที่มาที่ไป?

นั้นคือความหมายของคำว่าสิทธิ,เสรีภาพ ต้องมีการกำกับด้วยบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ต่อเนื้อการเคารพในสิทธิผู้อื่นต่อวิธีคิดวิธีปฎิบัติตามความเชื่อนั้นๆ? แต่ส่งผลในทางเบียดเบียนผู้อื่นตามจริตนั้น นั้นคือทั้งทางศาสนา และปชต. จึงมีเงื่อนไขในการกำกับ สิทธิเสรีภาพ ด้วยกฏหมาย(ปชต),ศิล(ศาสนา)

ดังนั้นสิ่งที่คุณ"รักเสื้อเหลือง"พยายามอธิบายจึงมีเนื้อหาที่ คุณสุรพศต้องทำความเข้าใจ ว่าปชต.ก็มีขอบเขต "อิสระภาพทา่งจิตวิญญาน" ก็มีเนื้อหา ทางศิล หรือศิลธรรม ในการกำหนดขอบเขตนั้นๆด้วยประชามติ หรือกฏทางสังคม นั้นคือที่มาที่คุณไปกล่าวหาว่าคือ"ยากล่อมประสาท" ในภาพเหมาๆคลุมๆมาในการกล่าวหาหรือเนื้อหากระทู้นี้ ที่ผมตอนแรก ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ จะไม่ลงมาให้ความเห็น เพราะโดยพื้นฐานการนำเสนอของคุณสุรพศ ในเนื้อหาส่วนใหญ่ เจตนาดี แต่ด้วยงื่อนไำขในภาระกิจส่วนตัว จะเรื่องการเมืองหรืออะไรก็ตาม?

แต่ผมไม่เห็นด้วยที่พยายามเอาพระศาสนาผมไป คลุกรวมกับจริตส่วนตัวแบบนั้น หรือมีการชี้นำแบบผิดๆบนต้นทุนทางสังคมที่มีต้นทุนสูงต่อการชี้นำแบบผิดๆนั้น และด้วยหน้าที่ของผมในการปกป้องพุทธศาสนา จึงต้องเสียเวลามาเสวนาตรงนี้

หวังว่าคุณสุรพศคงเข้่าใจ และทบทวนหลายๆเรื่องที่กำลังทำอยู่ แม้เจตนาแบบไหน? แต่บางเรื่องมันเบียดเบียน เนื้อหาข้อเท็จจริงในอีกแง่มุมของพุทธศาสนาที่ถูกมองข้ามหรือบิดเบือนไป นั้นคือเงื่อนไขที่ผมต้องตามมาชี้แจง???

สมุมติว่าเสรีภาพเป็นดาวดวงหนึ

สมุมติว่าเสรีภาพเป็นดาวดวงหนึ่ง
นาย ก. อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์มองเห็นดาวเสรีภาพเป็นแบบหนึ่ง
นาย ข. อาศัยอยู่บนดาวลูกไก่ มองเห็นดาวเสรีภาพ เป็นอีกแบบหนึ่ง
วันดี คืนดี นาย ก. กับ นาย ข. นั่งทางในมาปะทะดวงจิตกัน
เถียงกันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนเรื่องรูปร่างหน้าตาและสีสันของดาวเสรีภาพ
ทั้งๆที่มันเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่นาย ก. กับนาย ข. เห็นไม่เหมือนกัน

ไอ้ผมก็เบื่อดาวที่เรียกว่าพระจันทร์
หันแต่กระต่ายมาให้ดู ไม่รู้ซ่อนอะไรไว้อีกด้าน
เป็นหมู เป็นหมา เป็นแมว เป็นเสือ หรือว่าเป็นหมีควาย

ซ้ำอีกที inner " เสรีภาพคือ

ซ้ำอีกที

inner

" เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้อื่น กฎหมาย และศีลธรรมอันดีของสังคม "

สุรพศ

"กฎหมายที่ยุติธรรมต้องสร้างขึ้นบน "หลักความยุติธรรม" (the principles of justice) คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค"

จากคำพูดของคุณเอง ดูเหมือนว่า เราจะนิยามกฏหมายไม่ได้ จนกว่าเราจะนิยามเสรีภาพได้ก่อน และเราจะนิยามเสรีภาพไม่ได้ จนกว่าเราจะนิยามกฏหมายได้ก่อน

ซึ่งผมจึงได้บอกว่า ให้เราตัดคำว่ากฏหมายออกไปก่อน ดีไหม. เพื่อให้นิยามเสรีภาพได้ ไม่งั้นมันจะวกไปวนมาอยู่อย่างนี้แหละ.

เพราะเดาเอาว่าคุณอยากจะบอกว่ากฏหมายต้องขึ้นอยู่กับหรือต้องสอดคล้องกับเสรีภาพ มากกว่าจะไปให้เสรีภาพขึ้นอยู่กับกฏหมาย

และผมยังไม่ได้นิยามหรืออธิบายอะไรนะครับ แค่พยายามทำความเข้าใจที่คุณพูดๆมามากกว่า

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]สมุมติว่าเสรีภาพเป็นดาวดวงหนึ่ง
นาย ก. อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์มองเห็นดาวเสรีภาพเป็นแบบหนึ่ง
นาย ข. อาศัยอยู่บนดาวลูกไก่ มองเห็นดาวเสรีภาพ เป็นอีกแบบหนึ่ง
วันดี คืนดี นาย ก. กับ นาย ข. นั่งทางในมาปะทะดวงจิตกัน
เถียงกันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนเรื่องรูปร่างหน้าตาและสีสันของดาวเสรีภาพ
ทั้งๆที่มันเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่นาย ก. กับนาย ข. เห็นไม่เหมือนกัน

ไอ้ผมก็เบื่อดาวที่เรียกว่าพระจันทร์
หันแต่กระต่ายมาให้ดู ไม่รู้ซ่อนอะไรไว้อีกด้าน
เป็นหมู เป็นหมา เป็นแมว เป็นเสือ หรือว่าเป็นหมีควาย[/quote]

คุณน้ำลัด พูดได้ ตรงประเด็น

ตกลง เสรีภาพ คืออะไรแน่

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]
คุณน้ำลัด พูดได้ ตรงประเด็น
ตกลง เสรีภาพ คืออะไรแน่[/quote]

ก่อนอื่น...ต้องถามก่อนว่า มีใครเป็นเจ้าของนิยามของคำว่าเสรีภาพหรือเปล่า?
ถ้านิยามของคำว่าเสรีภาพมีเจ้าของแล้ว เขานิยามกันไว้ว่าอย่างไร?

คนทั่วไปมีสิทธิเป็นเจ้าของนิยามคำว่าเสรีภาพได้หรือไม่
ถ้าทุกคนสามารถสร้างนิยามกันเองได้ สร้างขอบเขตของคำว่าเสรีภาพไกันเองได้
นิยามและขอบเขตของเสรีภาพในความหมายของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไปสินะ

เสรีภาพมันจึงไม่น่าจะมีรูปทรงรูปร่างสีสันที่แน่นอน
แต่มันจะถูกปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามสังคมของผู้คนที่เป็นอยู่ในแต่ละสังคม
นิยามและขอบเขตของมันจึงแตกต่างกันได้อย่างมากมายเกินจินตนาการ

คนขี้กลัวอาจจะนิยามเสรีภาพของตนเองไว้แค่เท่าลูกปิงปอง
บางคนอาจจะนิยามเสรีภาพของตนเองไว้เท่าลูกโลก
คนเสียสติอาจนิยามเสรีภาพของตนเองไว้แบบไม่มีพรมแดนไม่มีที่สิ้นสุด

ตกลงจนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเสรีภาพมันคืออะไร?

สงสัยดูเรื่องของนักการเมืองมา

สงสัยดูเรื่องของนักการเมืองมากไป
คือกำลังรู้สึกว่าตัวเองก็เริ่มจะแถแบบนักการเมือง
แค่คำว่า "เสรีภาพ" ก็ชักจะคุยกันไม่จบเสียแล้ว
ต้องขยายเวลาออกไปแล้วละครับ
...เอ้อแล้วจะลงมติรับร่างกันเมื่อไหร่ดี

สรุป คุณน้ำลัดตอบว่า "ไม่รู้

สรุป คุณน้ำลัดตอบว่า "ไม่รู้ "

แต่...หรือ ตอบว่า

"เสรีภาพมันจึงไม่น่าจะมีรูปทรงรูปร่างสีสันที่แน่นอน
แต่มันจะถูกปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามสังคมของผู้คนที่เป็นอยู่ในแต่ละสังคม
นิยามและขอบเขตของมันจึงแตกต่างกันได้อย่างมากมายเกินจินตนาการ"

ซึ่ง ผมว่า ดูๆแล้ว มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก มั๊งครับ อิ อิ

ส่วนที่ถามว่า มีใครเป็นเจ้าของนิยามนี้หรือไม่นั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ในที่นี้ สมมติให้ เรามีอิสระที่จะนิยามมัน ยังไงก็ได้ มันคือเสรีภาพของคุณ และเสรีภาพของคนอื่นๆเช่นกัน แล้วเรามาดูกันว่า มันจะตรงกันไหม ถ้ามันไม่ตรงกัน เราก็ค่อยตัดส่วนที่ไม่ตรงกัน หรือส่วนที่ไม่น่าจะใช่ออกไป

อย่างน้อยๆตอนนี้เราได้นิยามบางส่วนมาแล้ว คือ

"เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิด กฎหมาย ซึ่งกฏหมายนั้นต้องไม่ละเมิด เสรีภาพ (ตัดสิทธิ และเสมอภาคออกชั่วคราว เพื่อเน้นส่วนที่น่าจะมีปัญหา)"

ฟังแล้วรู้เรื่องดีไม๊ครับ

รักเสื้อเหลือง][quote=สุรพศ

[quote=รักเสื้อเหลือง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=รักเสื้อเหลือง]คุณ inner

เอาใหม่ เอาช้าๆนะครับ อย่าเพิ่งข้ามขั้นตอน

ตามที่คุณว่านั้น เสรีภาพ ต้อง ไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม

ส่วนคำว่ากฏหมายนั้น คุณยังไม่ได้บอกว่าคืออะไร และก็ยังไม่มีใครถาม

ดังนั้นเสรีภาพจึงขึ้นอยู่กับ ผู้อื่น, กฏหมาย, และศีลธรรมอันดีของสังคม

แล้วเราจะสามารถกล่าวได้อย่างไรว่า กฏหมายขัดต่อเสรีภาพ ในเมื่อเสรีภาพต่างหากที่ ต้องไม่ละเมิดกฏหมาย

หรือ คุณกำลังจะพูดว่า

เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ

ตกลง ถ้าพูดแบบนี้ ผมว่าน่าจะมีปัญหาในการพยายามทำความเข้าใจคำว่าเสรีภาพอยู่มากเลยนะครับ

คือไม่ทราบว่าจะเอาอะไรตั้งต้นก่อนกันแน่ แล้วมันจะไปต่อได้ยังไง คุณไม่รู้สึกว่ามันค่อนข้างสับสน และวกวนไปมาอยู่หรอกหรือ ประเด็นตรงนี้ ก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่นๆน่ะ ขอเอาตรงนี้ก่อน

สรุปว่า

เสรีภาพต้องไม่ละเมิดกฏหมาย หรือกฏหมายต้องไม่ละเมิดเสรีภาพกันแน่[/quote]

เห็นปัญหาของ "ความพยายามแสดงความฉลาด" นี้แล้วต้องเรียกว่า "อาการหนัก"
คุณคิดกลับหัวกลับหางผิดเพี้ยนไปหมดแล้วครับ

มันไม่ใช่เสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายนั้นจะเป็น "กฎหมายอะไรก็ได้" มันต้องเป็นกฎหมายประชาธิปไตยครับ ไม่ใช่กฎหมายเผด็จการ

ในสังคมประชาธิปไตยนั้น กฎหมายที่ยุติธรรมต้องสร้างขึ้นบน "หลักความยุติธรรม" (the principles of justice) คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค

กฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักดังกล่าวนี้คือกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมและขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย

ม.112 ขัดต่อหลักความยุติธรรมดังกล่าวนี้ จึงไม่ใช่กฎหมายที่ยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย

ถ้าถามว่า ทำไม ม.112 ถึงออกมาบังคับใช้ได้ในสังคมที่เรียกว่าปกครองด้วยระบอบประชาะปไตยล่ะ?

ตอบว่าก็มันประชาธิปไตยแค่ชื่อไง 112 เป็นกฎหมายเผด็จการออกโดยคำสั่งของคณะรปห.หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ฉะนั้น กฎหมายที่ขัดต่อกหลักความยุติธรรมพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องแก้ไขหรือยกเลิกครับ[/quote]

ที่คุณว่า
หรือคุณจะยืนยันว่า "เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฏหมาย(ตามคำอธิบายแรก) และกฏหมายต้องไม่ขัดต่อเสรีภาพ( ตามคำอธิบายเพิ่ม)"

ผมคิดว่า คุณคงต้องแยกระหว่างความเห็นของคุณ inner กับความเห็นของผม อย่าสับสนกัน

ผมคิดว่าคำอธิบายของผมชัดเจนแล้ว อีกอย่างบทความนี้ก็ชัดอยู่แล้วว่าผมกำลังพูดถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตแสวงหาสัจจะซึ่งพุทธะได้ใช้เสรีภาพเช่นนี้มาก่อน หากปราศจากการใช้เสรีภาพเช่นนี้ก็ไม่อาจค้นพบสัจจะได้

(ผมยังแปลกใจว่าทำไมในบทความชิ้นก่อนของผมคุณโต้แย้งว่า "ไม่ใช่เสรีภาพ" แล้วก็อธิบายข้างๆคูๆไปแบบ "พยายามแสดงความฉลาด" เหมือนที่อธิบายว่าหลักกาลามสูตรไม่ใช่เรื่องให้เสรีภาพในการแสวงหาความจริง พอมาเจอที่คุณพยายามนิยามเสรีภาพในท้ายบทความนี้ ผมถึงบอกว่า "อาการหนัก" หมายถึงคุณมีปัญหาในเรื่องวิธีคิดแน่ๆ)

คุณรักเสื้อเหลืองครับ

คุณรักเสื้อเหลืองครับ ประโยคที่คุณบอกว่า ...คือ ผมก็ไล่ไปตามที่คุณอธิบายมา เพื่อจะให้เข้าใจว่า เสรีภาพคืออะไร มีขอบเขตที่ชัดเจนหรือไม่อย่างไร เบื้องต้นนี่ก็ คือ ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น ไม่ละเมิดกฏหมาย ไม่ละเมิดศีลธรรมอันดีของสังคม แต่แล้วกลับมีคำขยายที่ดูเหมือนไปขัดแย้งกับนิยามข้างต้นนั้น นั่นคือ มีกฏหมายบางอย่างที่กลับไปขัดเสรีภาพได้ ซึ่งในเมื่อ เสรีภาพขึ้นต่อกฏหมายต่แรกแล้ว แล้วทำไมกฏหมายจึงจะไปขัดเสรีภาพได้อีกเล่า.." บ่งชี้ว่า คุณกำลังเข้าใจเสรีภาพในความหมายของผมแล้วละครับ..

เสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย คือ เสรีภาพในการแสดงออก แม้แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ภายในกรอบกฎหมายที่พึงมีพึงเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่ข้อความในกฎหมายมาตรา 112 กลับขัดแย้งกับเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย ประเด็นก็คือ ในเมื่อเสรีภาพขึ้นต่อกฏหมายแต่แรกแล้ว แล้วทำไม จึงต้องมีกฏหมายที่ขัดแย้งต่อเสรีภาพได้อีกเล่า...(ปรับปรุงจากประโยคคำพูดของคุณนั่นแหล่ะครับ) ปัญหาจึงอยู่ที่กฎหมายมาตรานี้ของเรามันไปขัดแย้งกับเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย กล่าวให้ชัดก็คือ ในสังคมของเรา มีข้อความในกฎหมาย(บางมาตรา)ขัดแย้งกันเองปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา ครับท่าน...

คุณ

คุณ inner

ผมไม่ได้ถามถึงเสรีภาพในสังคมของเรานะครับ

ผมถามถึงเสรีภาพเฉยๆ

คุณบอกว่า เสรีภาพต้องไม่ขัดกับ กฏหมาย ถูกต้องไม๊ครับ

และสุรพสบอก กฏหมายต้องไม่ขัดกับเสรีภาพ

อะไรก่อนอะไรหลังครับ

หรือ เอาแบบที่ผม รวมให้

"เสรีภาพคือ การที่คนเราสามารถที่จะกระทำการต่างๆได้อย่างเต็มที่ตราบเท่าที่ไม่ละเมิด กฎหมาย ซึ่งกฏหมาย(ในที่นี้)นั้นต้องไม่ไปละเมิด เสรีภาพ"

รักเสื้อเหลือง wrote:งั้น

[quote=รักเสื้อเหลือง]งั้น คุณสุรพศ
เสรีภาพคือ อะไร[/quote]

ย้อนกลับไปอ่านความเห็นนี้ครับ

Submitted by สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) on Sun, 2012-05-20 00:09.

(แล้วกรุณาไปหาความรู้เพิ่มเติมใน On Liberty ของ John Stuart Mill,หรืองานของนักปรัชญาอื่นๆ เช่นรุสโซ,ซาร์ตร์,ค้านท์,รอลส์ ฯลฯ)

ผมไม่ได้ไปอ่านอะไรที่คุณบอก

ผมไม่ได้ไปอ่านอะไรที่คุณบอก ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปยุ่งยาก เพราะเจ้าตัวก็อยู่ให้ถามอยู่แล้ว

แต่ เอาล่ะ เท่าที่เคยอ่านมา คุณบอกว่า เสรีภาพ คือ วิถีและเป้าหมายของชีวิต อะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังแล้วโรแมนติกดี แต่ไม่รู้เรื่อง

ผมว่า คุณพูดใหม่ให้มันชัดๆดีกว่า มันจะเป็นอะไรนักหนา

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]สมุมติว่าเสรีภาพเป็นดาวดวงหนึ่ง
นาย ก. อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์มองเห็นดาวเสรีภาพเป็นแบบหนึ่ง
นาย ข. อาศัยอยู่บนดาวลูกไก่ มองเห็นดาวเสรีภาพ เป็นอีกแบบหนึ่ง
วันดี คืนดี นาย ก. กับ นาย ข. นั่งทางในมาปะทะดวงจิตกัน
เถียงกันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนเรื่องรูปร่างหน้าตาและสีสันของดาวเสรีภาพ
ทั้งๆที่มันเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่นาย ก. กับนาย ข. เห็นไม่เหมือนกัน

ไอ้ผมก็เบื่อดาวที่เรียกว่าพระจันทร์
หันแต่กระต่ายมาให้ดู ไม่รู้ซ่อนอะไรไว้อีกด้าน
เป็นหมู เป็นหมา เป็นแมว เป็นเสือ หรือว่าเป็นหมีควาย[/quote]

ตอบ . คุณน้ำลัดครับ กฏระเบียบกติกา ของสังคมไหนก็คือของสังคมนั้นครับ อย่าไปโยงไกลหรือยกโลกพระจันทร์ ดาวดวงหนึ่งดวงไหน? ให้งงตึ๊บเล่นๆ มันไม่ได้มายาสัมพัทธ ขนาดนั้น? มันเห็นจะจะในนี้ สัมผัสจริงรับรู้ได้ เช่นคุณไปตีหัวใคร หรือไปยืนเยี่ยวยืนขี้รดหัวใครก็ได้เรื่องทันทีจะจะเห็นๆว่าเสรีภาพมีขอบเขตแบบไหน? ไม่มีมายาสัมพัทธอะไรเลย? ไม่เสียค่าปรับก็คุกเห็นๆหรือเบาสุดก็สีแดงๆในหัว

อย่าไปโยงไกลขนาดนั้นเลย แม้เงื่อนไขในกฏ หรือเนื้อหาบางกฎหมาย ข้อไหนที่มันยังไม่เป็นที่ยอมรับมันขัดหลักนิติธรรมสากล หรือขัดต่อหลักการพื้นฐานของปชต. เช่นม.112 ที่ยึดโยงอำนาจนอกปชต.ให้ใหญ่กว่าสิทธิขั้นพื้นฐานที่ยึดโยงหลักปชต. มันก็แค่ปรับปรุงหรือแยกเป็นเรื่องๆเพราะบางกฏมันต้องให้สังคมหรือลงตัวกับรูปแบบการปกครองนั้นและคนในสังคมนั้นอัตลักษณ์แบบนั้น แม้แต่ม.112แต่ก่อนเรายอมรับได้แต่วันนี้คือเงื่อนไขใหม่เพราะพัฒนาการสังคมเปลี่ยนไป ก็แค่ปรับแก้ว่ากันเป็นเรื่องๆ

นิยามสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่เรืองที่เป็นมายาสัมพัทธระดับนั้นเลย อยู่สังคมไหน? หรือดาวดวงไหน? มันก็มีรัสมีเส้นรอบวงหรือเส้นรอบกฏ เฉพาะตัว หรือเฉพาะสังคมนั้น"อัตลักษณ์"นั้นๆ

กฎของโลกพระจันทร หรือดาวอังคาร ก็ต้องสอดคล้องตัวตนของคนหรือมนุษย์หรือ"อัตลักษณ์"นั้น

เอาง่ายๆเช่นกฎการนั่งขี้ ถ้าไปปล่อยหน้าห้าง?หรือไปปล่อยขี้ลงหัวใคร โดยอ้างเสรีภาพไร้ขอบเขต(ไม่เห็นจะสับสนตรงไหนเลยจะจะเลยพิสูจน์ง่ายๆเห็นๆ) วัดผลจะจะเลยครับมันไม่ต้องรอมายาสัมพัทธ ในการการพิสูจน์เลย แบบตัวอย่างคุณ น้ำลัดเลย จะจะเห็น ก็ลองดูสิ? คุณน้ำลัด และคุณสุรพศ เรื่องนี้พิสูจน์ง่ายๆจะจะเห็นๆเลยไม่ได้มายาสัมพัทธ์อะไรให้โยงไกลไปถึงโลกพระจัทร์ดาวอังคารเลย เอาแค่การนั่งขี้ ง่ายๆนี่ล่ะ จะจะเห็นเห็นเลย???

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=รักเสื้อเหลือง]งั้น คุณสุรพศ
เสรีภาพคือ อะไร[/quote]

ย้อนกลับไปอ่านความเห็นนี้ครับ

Submitted by สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) on Sun, 2012-05-20 00:09.

(แล้วกรุณาไปหาความรู้เพิ่มเติมใน On Liberty ของ John Stuart Mill,หรืองานของนักปรัชญาอื่นๆ เช่นรุสโซ,ซาร์ตร์,ค้านท์,รอลส์ ฯลฯ)[/quote]

เห็นคำตอบแบบนี้ ผมว่า หลายๆคนคงอดอมยิ้มไม่ได้

ทำไมเวลาเราแทงหวยถึงไม่เคยถูกแบบนี้

มุกนี้ ผมก็กะจะเขียนดักคอไปแล้ว ว่า อย่าตอบแบบให้ไปอ่าน อันโน้นอันนี้หรือ บทความก่อนๆนะ มันโดนใครๆดักคอแบบนี้กันจนเฝือแล้ว คราวที่แล้ว ผมก็เห็น red or yellow ดักคอกานดาไปทีแล้ว
และสาบานได้ ผมนึกแล้วว่าสุรพสจะต้องตอบแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะแสดงว่า ผมรู้ เอ่อ ขอโทษจำเป็นต้องใช้คำนี้ เพราะแสดงว่า ผมรู้สัน....... คนแบบนี้ดี ผมเอง ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เวลาคิดอะไรแบบนี้ แต่มันเรื่องจริง ผมภาวนาให้ผมคิดผิด เพราะผมไม่ชอบเลย ที่มันทำให้รู้สึกเหมือนว่าผมรู้ทัน และพาลเลยไปเป็นว่า ผมรู้ว่า สุรพส เป็นคนแบบไหน
เฮ้อ......

เอาล่ะ เราไม่ได้จะมาทำสงคราม แต่มาลองหาความหมายของคำบางคำที่เราอาจจะหลงลืมไป โดยคิดว่าเรารู้แล้วว่า มันคืออะไร แต่เอาเข้าจริงๆ เราอาจจะยังไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันรู้ เพราะมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]ผมไม่ได้ไปอ่านอะไรที่คุณบอก ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปยุ่งยาก เพราะเจ้าตัวก็อยู่ให้ถามอยู่แล้ว

แต่ เอาล่ะ เท่าที่เคยอ่านมา คุณบอกว่า เสรีภาพ คือ วิถีและเป้าหมายของชีวิต อะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังแล้วโรแมนติกดี แต่ไม่รู้เรื่อง

ผมว่า คุณพูดใหม่ให้มันชัดๆดีกว่า มันจะเป็นอะไรนักหนา[/quote]

ฮา โทดทีขำจริงๆ ผมใช้คำง่ายๆ หรือคำพิ้นฐานมากๆ หรือ "คำพิ้นๆ" ที่ใช้กันในทางจริยศาสตร์ (ethics or moral philosophy) คุณยังไม่ get อีก

ปล.ที่บอกให้คุณย้อนไปอ่าน ผมหมายถึง "คอมเมนท์" ท้ายบทความนี้แหละที่ผมตอบคำถามคุณไปแล้ว ไล่ขึ้นไปดูสิ ผมขึ้เกียจพิมพ์ซ้ำซาก แค่นั้นเอง

อย่าพยายามฉลาดจนเกินไปครับ มันยิ่งน่าอายไปเรื่อย!

สุรพศ มุกนั้จ่ะ

สุรพศ
มุกนั้จ่ะ เขาเรียกมุกจนตรอก
โทดทีโทรศัพท์มันห่วย พิมถ์ยาก

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]สุรพศ
มุกนั้จ่ะ เขาเรียกมุกจนตรอก
โทดทีโทรศัพท์มันห่วย พิมถ์ยาก[/quote]

นี่ไงครับ "คอมเมนท์ข้างบน" ที่ผมบอกให้คุณย้อนไปอ่าน มันไม่ใช่มุกอะไรทั้งสิ้น คุณเซ่อเอง

Submitted by สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) on Sun, 2012-05-20 00:09.
ที่จริงผมเขียนไว้ในบทความก่อน
ที่จริงผมเขียนไว้ในบทความก่อนๆ แล้วครับ (คนถามก็เคยอ่านมาแล้ว) ว่า พุทธะคือผู้ใช้เสรีภาพอย่างถึงที่สุดในการแสวงหาสัจจะ และอิสรภาพทางจิตวิญญาณ เป็นการใช้เสรีภาพในฐานะปัจเจกบุคคลในการเลือกทางเดินชีวิตตามที่ตนเชื่อ

ซึ่งเสรีภาพที่ว่านี้มีสองลักษณะคือ "เสรีภาพเชิงลบ" (negative) ได้แก่ เสรีภาพจากการถูกพันธนาการ (เช่นจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาของตระกูล อิทธิพลของพ่อ ลูกเมีย ครูอาจารย์ ลัทธิความเชื่อต่างๆ) และ "เสรีภาพเชิงบวก" (positive) ได้แก่ ความเป็นตัวของตัวเองที่จะริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง

จะว่าไปคนเราก็อยากมีเสรีภาพกันทั้งนั้นแหละครับ แต่น้อยคนที่จะกล้าใช้เสรีภาพ หรือกล้าปลดปล่อยตนเองจากพันธการและริเริ่มกระทำสิ่งที่แตกต่าง เพราะมันหมายถึงคุณต้องเสียสละ สูญเสีย เจ็บปวด เผชิญความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ยากลำบาก เสี่ยง โดดเดี่ยว ดังที่สิทธัตถะลองผิดลองถูกและยากลำบากอยู่นาน

เสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่จะแสวงหาความหมายของชีวิตตามอุดมคติของตน หรือความเป็นตัวเองดังกล่าว ไม่ใช่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยรับรองหรือครับ ไม่ใช่เพราะเห็นคุณค่าในเสรีภาพของปัจเจกบุคคลหรือครับประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น

เสรีภาพในทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น ฯลฯ ล้วนแต่โยงไปถึงเสรีภาพระดับรากฐานที่สุดคือเสรีภาพที่คนแต่ละคนจะเลือกวิถีชีวิตของตนเอง

ฉะนั้น ผมไม่เห็นว่าเสรีภาพแบบพุทธศาสนาจะขัดแย้งกับเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตยตรงไหน และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรอ้างเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแบบพุทธมาสนับสนุนประชาธิปไตย

ส่วนอิสรภาพทางจิตวิญญาณหรือการบรรลุนิพพานนั้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าใช้เสรีภาพในความหมายแรกเท่านั้นแหละครับ คุณไม่กล้าใช้เสรีภาพเลือกใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณแสวงหาสัจจะลองผิดลองถูกแบบพุทธะทำก็ไม่มีทางที่คุณจะพบอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้

เป็นเรื่องประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อที่ใครก็ตามแสวงตนว่ารู้พุทธศาสนาดี แต่ทำเป็นเหมือน "แสลงหู" หรือแทบจะ "ดิ้นพล่าน" เมื่อได้ยินคำว่า "เสรีภาพ" แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับการถูกพันธนาการ กดขี่ด้วยระบบอำนาจศักดิ์สิทธิ์เลย

นี่ไม่เรียกว่า "เมายากล่อมประสาทขั้นโคม่า" จะเรียกว่าอะไรดี!

แม้สุรพศจะพูดอะไรๆผิดๆเยอะแยะ

แม้สุรพศจะพูดอะไรๆผิดๆเยอะแยะ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่

าถูกต้อง ก็คือ ที่บอกว่าการศึกษาในระชพุทธของไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ข้อพิสูฯก็คือ รัวสุรพศนี่ไง. อิ อิ

คุณเซ่อมากที่คิดว่าผมไม่ได้ไป

คุณเซ่อมากที่คิดว่าผมไม่ได้ไปอ่าน ไอ้รอนเที่ยงคืนเก้านาทีอะไรของคุณนี่น่ะ. ผมต้องการให้คุณ พึดให้ชัดๆมาดว่าไอ้น้ำท่วมุ่งอัจั้น. เฮ้อ.....

เฮ้อ

เฮ้อ ลำบากนัด็อย่าเพิ่งคุยกันเลย
คุณจะพูดอะไรก็รรามสบาย

รักเสื้อเหลือง wrote:เฮ้อ

[quote=รักเสื้อเหลือง]เฮ้อ ลำบากนัด็อย่าเพิ่งคุยกันเลย
คุณจะพูดอะไรก็รรามสบาย[/quote]

ขาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจ บ้านผมเรียกว่า "ปีก" แปลว่า "โง่ดักกาน"

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]หยุดไร้สาระแล้วตอบแชกระชับๆ เสรีภาพ คืฉะไร[/quote]

ถ้าที่ตอบตามความหมายพื้นๆ แบบ negative และ positive ไปแล้วยังไม่ get ก็ป่วยการที่จะพูดในความหมายที่ซับซ้อนกว่านี้

ไว้ให้คุณแสดงออกให้เห็นว่า ตัวคุณเองมีเสรีภาพจากความปึกก่อนค่อนสนทนากันใหม่

ราตรีสวัสดิ์

แปลกดีนะครับกับคำว่าเสรีภาพ ค

แปลกดีนะครับกับคำว่าเสรีภาพ
คุณรักเสื้อเหลืองก็พยายามคาดคั้นให้คนอื่นอธิบายให้ได้
เชื่อไหมครับคำว่าเสรีภาพนี้ดูเหมือนทุกคนคงเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร
แต่มันยากที่จะอธิบายความหมายออกมาให้ชัดเจน
คำศัพท์หลายๆคำในชีวิตประจำวันก็เป็นเช่นนี้
โดยเฉพาะภาษาไทยท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคจะมีศัพท์บางคำ
ที่ไม่สามารถแปลความหมายออกมาเป็นภาษาไทยภาคกลางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่อ่านไปอ่านมารู้สึกเหม็นขี้มาก...คุณอะตอมมาขี้กองทิ้งไว้นี่เอง

ผมเข้าใจว่า "เสรีภาพ" มันมักจะอยู่คู่กับคำว่า "สิทธิ"
แต่ละสังคมย่อมมีสิทธิเสรีภาพแตกต่างกันไป
ในเมื่อสังคมประกอบไปด้วยคนหลายคน
เสรีภาพมันเป็นความต้องการของคน
ความต้องการของคนแต่ละคนมันไม่มีที่สิ้นสุด
ส่วนสิทธินั้นเป็นเหมือนทรัพยากรอย่างหนึ่งในสังคม
อะไรที่เรียกว่าทรัพยากรมันก็จะติดตามมาด้วยคำว่า "มีอย่างจำกัด"
สิทธิในแต่ละสังคมจึงต้องได้รับการแบ่งสรรปันส่วนกันไป
จะแบ่งกันด้วยกฎหมาย แบ่งกันด้วยศีลธรรมทางศาสนา
หรือจะแบ่งกันตามความอำเภอใจของหัวหน้าเผ่าก็แล้วแต่
คือมันก็ต้องพยายามแบ่งกันจนได้นั่นแหละ
จะแบ่งแล้วเขียนกำกับเป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นกฏหมาย หรือเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นพระไตรปิฎก เป็นอะไรก็แล้วแต่

ถ้าสิทธิเสรีภาพมันมองเห็นได้เป็นลูกปิงปอง
แต่ละสังคมมันก็จะมองเห็นจำนวนลูกปิงปองแตกต่างกันไป
เมืองไทยอาจจะมีอยู่หนึ้งร้อยลูก เมืองจีนอาจมีแปดสิบลูก
พวกฝรั่งมันอาจมีถึงร้อยห้าสิบลูก เพราะสังคมมันแตกต่างกันไป
สิ่งที่หลายคนเรียกร้องนั้น ส่วนใหญ่ก็อยากมีสัก ร้อยยี่สิบลูก
หรือมีร้อยห้าสิบลูกแบบฝรั่งไปเลยเป็นไง

แต่ที่แท้สิทธิเสรีภาพมันไม่ได้มองเห็นเหมือนลูกปิงปอง
มันจึงเป็นการยากที่จะสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจและยอมปฏิบัติตรงกันได้
เรื่องของเรื่องมันก็เป็นเช่นนี้ การทะเลาะเบาะแว้งมันจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ

จริงๆแล้วทุกสังคมมีเสรีภาพ แต่เป็นเสรีภาพที่จะเลือกใช้สิทธิที่ตนเองมีอยู่อย่างจำกัด
แต่ละสังคมมีสิทธิมากน้อยแตกต่างกันไป เสรีภาพมันก็จะเกาะเกี่ยวกันไปกับสิทธิเหล่านั้น

ไปละ...เหม็นขี้คุณอะตอมมัน

555คุณ"น้ำลัด"

555คุณ"น้ำลัด" คือผมเริ่มเห็นคุณรักเสื้อเหลืองกับสุรพศ มีวิวาทะกันเล็กน้อยที่เป็นธรรมชาติของเวทีแบบนี้(ไม่เว้นแม้ผมเพราะมันเป็นที่ส่วนตัวกึ่งสาธารณะเหมือนตอนเราเข้าห้องสุขาเลยมันปล่อยเต็มที่เลย หลุดพ้นเลย) นี่ไงครับคุณสุรพศนิยามอิสรภาพในยามปลดทุกข์ในห้องสุขา555

อย่าถือสาน่ะครับผมมีมุกทุกเม็ด แบบนี้ตลอดๆ สไตล์ผม เพื่อเน้นความฮา หลายคนถ้าเริ่มจับทางได้จะรู้ดี? แต่ถ้าใครมาใหม่รับไม่ได้ ทนกลิ่นขี้แบบน้ำลัดไม่ได้(ที่ยกมาเพราะมันชัดเจนมากเห็นภาพเลย) ก็สุดแล้วแต่ใครน่ะครับคลิกผ่านไปเลย???

พอดีสุรพสเริ่มมีประเด็น เลยขอยกโคว๊ตข้อความมาขยายความตามนี้

"ฉะนั้น ผมไม่เห็นว่าเสรีภาพแบบพุทธศาสนาจะขัดแย้งกับเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตยตรงไหน และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรอ้างเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแบบพุทธมาสนับสนุนประชาธิปไตย

ส่วนอิสรภาพทางจิตวิญญาณหรือการบรรลุนิพพานนั้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อคุณกล้าใช้เสรีภาพในความหมายแรกเท่านั้นแหละครับ คุณไม่กล้าใช้เสรีภาพเลือกใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณแสวงหาสัจจะลองผิดลองถูกแบบพุทธะทำก็ไม่มีทางที่คุณจะพบอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้

เป็นเรื่องประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อที่ใครก็ตามแสวงตนว่ารู้พุทธศาสนาดี แต่ทำเป็นเหมือน "แสลงหู" หรือแทบจะ "ดิ้นพล่าน" เมื่อได้ยินคำว่า "เสรีภาพ" แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับการถูกพันธนาการ กดขี่ด้วยระบบอำนาจศักดิ์สิทธิ์เลย

นี่ไม่เรียกว่า "เมายากล่อมประสาทขั้นโคม่า" จะเรียกว่าอะไรดี!"???

ครับคุณสุรพศ เสรีภาพทางจิตวิญญาน หรือจิตพุทธะระดับ"อริยะ" หรือการหลุดพ้น ทั้งหมดทั้งหลายล้วนประกอบจาก วัตรปฎิบัติ ที่มีเนื้อหามีกรอบ มีแบบแผนในการควบคุม เสรีภาพในทางดิบหรือสัญชาตณานที่มนุษย์ ยัีงตอบสนองการกระตุ้นผ่านผัสสะอายตนะ จนถึงสารเคมี,โฮโมน, จนสร้างพลังทางกิเลส แบบมนุษย์กำลังถามหารเส้นสุดขอบฟ้า(นิยามอิสรภาพ,เสรีภาพของคุณในนั้นหรือไม่)นั้นคือผมกำลังจะหมายความว่าแนวทางเข้าหาจิตพุทธะระดับอริยะบางทีมันตรงข้ามกับนิยามเสรีภาพหรืออิสระภาพที่คุณกล่าวถึงเลยในวัตรปฎิบัติ นั้นคือการลดละ,สมถะ

เพราะอิสระภาพทางจิตวิญญานระดับ"อริยะ" บา่งทีตรงข้ามกันเลยกับนิยามคุณ ที่นิยาม เสรีภาพทางสัญชาตญานในการปลดปล่อยพลังนั้นเพื่อกระตุ้นต่อมกิเลสมนุษย์ให้ตจามหาเส้นสุดขอบฟ้าไม่สิ้นสุด นั้นคือนิยามที่ทำให้คุณน้ำลัดไปไกลถึงดาวอังคาร หรือต่างดาวไปเลย? เพราะพื้นฐานของนิยามเสรีภาพทางสัญชาตญาน ที่ตอบสนองกิเลสมนุษย์ที่กำลังตามหาเส้นสุดขอบฟ้า ทางคอมมอนเช้นท์(นิยามเดียวกับคุณสุรพศ)

แต่เป้าหมายเพื่อความหลุดพ้น(อริยะ) มันคือ"อนัตตา" นั้นคือเห็นแล้วรู้แล้วมันสิ้นสุดตรงไหน? แต่ก่อนจะเห็นจะรู็ มันยิ่งมีกรอบของศิลในวัตรปฎิบัติเพื่อความหลุดพ้นของปัจเจกเช่นวัตรปฎิบัติทางสมถะ ในการลดละ(ที่ตรงข้ามการการร้องหาแสวงหาของนิยามเสรีภาพคุณ)เพื่อหลุดพ้น มันจึงตรงกันข้ามกับนิยามที่คุณหมายถึงไปในทางการแสวงหาเรียกร้อง หรือให้กิเลสมนุษย์กำลังถามหาอิสระภาพเหมือนตามหาเส้นสุดขอบฟ้า

นั้นคือ"อิสรภาพทางจิตวิญญญาน" บางทีเนื้อหา และวิธีการในวัตรปฎิบัติมันตรงกันข้ามกับนิยามที่คุณพูดถึงเลย(ข้างบนของคุณเกือบทั้งหมดเลย)เพราะวัตรปฎิบัติ เพื่อการหลุดพ้น กับอิสรภาพเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางปชต. ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ตามหลักปฎิจสมุปฯ, อตัมสกสูตร,อิทัปปัจจายตา, มันต้องประกอบเหตุก่อนที่จะถึงผลลัพธ์แบบนี้แบบนั้น

อิสรภาพ หรือเสรีภาพที่คุณพูดถึง ทั้งทางจิตวิญญญา่น และปชต. มันก็มีที่มาที่ไปมันเริ่มต้นจากกรอบมีพิมพ์เขียวมีที่มาที่ไป(ไม่ใช่การประกอบเหตุนั้นเป็นเรื่อง"ยากล่อมประสาท" ตามข้่อกล่าวหาคุณทั้งหมดแน่นอน ถ้าแนวทางนั้นคือวิชาไม่ใช่มิจฉาฯ)

เพราะก่อนคุณจะนิยามคำว่าหลุดพ้นมันต้องเข้าใจหรือมีกรอบหรือเส้นแบ่งอะไรก่อน? เพื่อใช้เป็นสิ่งเทียบเคียงว่าเราหลุดมาจากอะไร???ให้เรานิยามมันได้ว่าเราหลุดออกมาแล้วน่ะ ว่าเราหลุดออกมาจากความเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? เมือ่ไหร่? ตอนไหน? ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ถ้าที่มาในการประกอบเหตุเพื่อเป้าหมายนั้นคือ"วิชา" ไม่ใช่"มิจฉาฯ" มันก็ ไม่ใช่"ยากล่อมประสาท"ตามนิยามข้อกล่าวหาที่ไม่แยกแยะของคุณแน่นอนเพราะปริมณฑลยากล่อมประสาทคุณ มันก้าวล่วงไปถึงอุบายธรรมในเนื้อหาที่มาที่ไปในกลอุบายธรรมทางศาสนา มันมีเนื้อหามีความหมาย เช่นสีสันพิธีกรรมต่างๆเกิดเป็นความสวยงามน่าเลื่อมไสในการเข้าหาพุทธะ แล้วก้าวต่อไปคือ"จิตพุทธะ"มันคือ"อุบายธรรม"ไม่ใช่"ยากล่อมประสาท"???

มันไม่ได้ไร้สาระทั้งหมด หรือเป็นยากล่อมประสาททั้งหมด แต่อุบายธรรมนั้นแค่หลอกล่อกิเลศมนุษย์ให้เข้าหาจิตพุทธะที่เข้าถึงเข้าหาจิตพื้นฐานของจริตเดิมที่ยังมีกิเลสที่พอกหนาอยู่? กลวิธีในการเข้าหาตรงนั้นหลอกล่อกิเลสแบบนั้น คืออุบายธรรมไม่ใช่ยากล่อมประสาทตามนิยาม หรือข้อกล่าวหาคุณทั้งหมด ครับ ถ้าแยกแยะ วิชาออกจากมิจฉาฯได้???

ปล. อ้อน้ำลัด

ปล. อ้อน้ำลัด อย่าฮาจนขี้แตกขี้แตนไปก่อนล่ะ? เดี๋ยวจะไม่เหลือเอาไว้ไปพิสูจน์ทฤษฎี"กฎการนั่งขี้เพื่อทำการทดลองหาเสรีภาพ ว่ามันไร้ขอบเขตหรือไม่? อย่างไร? เดี๋ยวมันจะไม่เก็?ต เพราะฮาจนขี้แตกขี้แตนหมดไปก่อน555

เมื่อวานนี้ มีปัญหา

เมื่อวานนี้ มีปัญหา เรื่องอุปกรณ์สื่อสาร นิดหน่อย ทำให้การสื่อสาร ทำได้จำกัด ความเข้าใจก็ต้องคลาดเคลื่อนเป็นธรรมดา

คุณน้ำลัดครับ

ผมไม่ได้จะคาดคั้น อะไรนักหนา เพียงแค่ ต้องการให้แต่ละคนใช้เสรีภาพของตน ในการนิยาม เสรีภาพ ว่ามันคืออะไร ตามความคิด ความเข้าใจของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้อง ได้คำตอบที่มัน เป็นข้อยุติอะไรทั้งสิ้น

แต่มันมาเละเทะปนตลก ก็ตอนที่สุรพส ฟิวขาด น๊อตหลุดไปเองนี่แหละ

คิดดูก็แล้วกัน สุรพศแกเสนอ และสนับสนุนให้ทุกคนใช้เสรีภาพ พอผมใช้เสรีภาพไปในการตั้งคำถาม แกกลับ หงุดหงิดฉุนเฉียว แล้วกลับไปตอบ ในกรอบเดิมๆ (คุก?) นิสัยเดิมของแก คือไปอ้างอิงบิ๊กเนมมาข่มขวัญ (อีกแล้ว)กึ่งยกตัว และเสริมความมั่นใจตัวเอง ที่คิดอะไรเองไม่เป็น ต้องไปตามตำรา (ฝรั่ง)เท่านั้น ก็ผมถามแค่ว่าเสรีภาพตามความคิดของเราเอง จะต้องไปค้นคว้าอ้างอิงอะไรนักหนา แต่ก็ไม่ได้ห้ามอ้างตำรานะครับ ที่จริงมันก็ยิ่งดี (ถ้าเอาเนื้อหามา เผยแผ่กันดู ไม่ใช่ยกแค่ชื่อมาอ้างให้ดูขลัง) เพียงแต่มันไม่ได้สะท้อนความมีเสรีภาพอะไรที่แกพยายามพร่ำสอนเลย

วิธีคิดและท่าทีก็ไม่น่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่นใช้วิธี ทับถม ด่าว่า กล่าวหาคนอื่น หาว่า พยายามทำตัวฉลาดเกินไป แทนที่จะเข้าเนื้อหา

ผมว่าผมไม่ได้พยายามทำตัวฉลาดนะ ที่จริงกลับกัน ก็เห็นๆอยู่ ผมแสดงความโง่ความไม่รู้ออกไปด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้น จะต้องมาถามทำไมว่าเสรีภาพคืออะไร แต่ก็เป็นไปได้ที่คนจะคิดว่าผมพยายามทำตัวให้ดูฉลาด ซึ่งมันเป็นสิทธิของเขาที่จะคิดที่จะรู้สึก ผมคงไปห้ามไม่ได้ และมันก็ไม่เกี่ยวกับผม สมมติว่ามันจริง ถามว่า แล้วมันเป็นอย่างไรหรือ คุณไม่อยากให้คนฉลาดหรอกหรือ คุณอยากให้เขาโง่ คุณจ้องจะทับถมเขา จ้องจะปรักปรำ จ้องจะดูถูก แทนที่จะตอบให้ตรงประเด็น ตอบให้เขาหายสงสัย หายเซ่อ เวลาที่เขาถามอะไรที่บางทีอาจจะไม่ถูกใจคุณ คุณก็น่าจะอธิบาย ชี้แจง ถ้าคุณแน่ใจว่า ความคิดของคุณดีจริงถูกต้องจริง จะต้องไปเลี้ยวลดคดเคี้ยว โยกโย้ อ้างนู่นอ้างนี่ ทำให้มันสับสน ทำไม นอกจากคุณไม่สนใจจะค้นหาความจริง สนใจเพียงจะเอาชนะคะคาน เพียงแค่นั้น มันจึงสะท้อนให้ใครๆรู้ได้ว่า ความจริงที่คุณเสนอนั้น มันไม่จริง มันกลวง คุณจึงหวาดกลัว คุณจึงหงุดหงิด คุณจึงกอรปด้วยโทสะ แทนที่จะมีความกรุณา มีความกระตือรือร้นที่จะอธิบาย ผมว่า ที่เขากลัวที่จะอธิบาย ก็เพราะเขาไม่รู้ แต่ไปแสดงตัวว่ารู้ ซะมากกว่า ซึ่งต่างกับคนอื่นๆ คุณ และผม และ หลายๆคน ที่กล้าที่จะตอบ ตามความคิดของตน และไม่กลัวว่า จะเป็นการโชว์โง่ และไม่กลัวแม้แต่จะดูเหมือน "พยายามแสดงความฉลาด" ให้คนที่จิตใจคับแคบได้ค่อนขอดเล่น

คราวนี้

คราวนี้ ตามคำเรียกร้อง

สุรพสอยากให้ชี้ว่าจุดอ่อนของเสรีภาพของสุรพสคืออะไร

ผมจะบอกให้ ก็คือ....

ก็คือ มันไม่จริง ไงครับ

เสรีภาพไม่ใช่หนทางในการเข้าถึงสัจจะ

เราสามารถเข้าถึงสัจจะ หรืออิสระภาพทางวิญญาน ได้เพียงทางเดียว คือ มรรคแปด

ส่วนเสรีภาพ นั้น เป็นสิ่งที่มีไว้ใช้ค้นหาหนทางนั้น ซึ่ง เป็นสิ่งที่พระศาสดาทรงใช้

หลังจากพระศาสดาทรงค้นพบหนทางแล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เสรีภาพ เช่นเดียวกับพระศาสดาอีก เราทำตามหนทางที่ พระสาสดาบอก ก็มีค่าเท่ากัน แถมมีประสิทธิภาพมากกว่าอีก ไม่ต้องลองผิดลองถูก ถึงที่หมายได้เร็วกว่าด้วย (สำหรับคนที่มีธุลีในดวงตาเล็กน้อย )

ถ้าจะพูดให้เจาะจง ก็พอจะพูดได้ว่าเสรีภาพ เป็นสิ่งที่ทำให้คนเป็นศาสดาได้ แต่ไม่ใช่แน่ๆเลย ก็คือ

เสรีภาพ ไม่ใช่หนทางเพียงหนทางเดียวในการบรรลุซึ่ง อิสระภาพทางจิตวิญญาน

ย้ำ

เสรีภาพไม่ใช่แม้แต่หนทาง ไม่ใช่วิถี ไม่ใช่มรรค

แต่เสรีภาพมีไว้ค้นหาหนทาง

หากมีคนค้นพบแล้ว และบอกทางนั้นแก่เรา เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เสรีภาพ.

ข้างบนนั่นพูดเอาตามสุรพสอย่าง

ข้างบนนั่นพูดเอาตามสุรพสอย่างที่สุดแล้วนะ

ที่จริงไม่อยากจะใช้คำว่าเสรีภาพอะไรเลยด้วยซ้ำ

นอกจากเสรีภาพแล้ว พระพุทธองค์ทรงใช้ความเพียร ทรงสั่งสมบารมี ทรงใช้ปัญญา ทรงใช้ความอดทนอย่างมากมายมหาศาล จะไปยกเครดิตให้แต่เสรีภาพ มันจะไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ แต่เพื่อให้อยู่ในกรอบ ก็เลยต้องตามน้ำ

ขอยกตัวอย่างประกอบ ผมจำได้ว่า

ขอยกตัวอย่างประกอบ

ผมจำได้ว่ามีพระอะไรก็ไม่รู้ ถูกพ่อแม่บังคับให้บวช ก็ยอมบวชโดยไม่เต็มใจ กะว่า บวชแล้วเดี๋ยวค่อยสึกออกไปแต่งงาน แต่ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็สอนจนบรรลุธรรม ได้เป็นพระอรหันต์

กรณีนี้ เสรีภาพ อยู่ตรงไหน

รักเสื้อเหลือง

[quote=รักเสื้อเหลือง]ขอยกตัวอย่างประกอบ

ผมจำได้ว่ามีพระอะไรก็ไม่รู้ ถูกพ่อแม่บังคับให้บวช ก็ยอมบวชโดยไม่เต็มใจ กะว่า บวชแล้วเดี๋ยวค่อยสึกออกไปแต่งงาน แต่ในที่สุด พระพุทธเจ้าก็สอนจนบรรลุธรรม ได้เป็นพระอรหันต์

กรณีนี้ เสรีภาพ อยู่ตรงไหน[/quote]

เจอแล้ว...เสรีภาพตัวเป็นๆ...ยืนชูคบเพลิงอยู่ที่นิวยอร์ค

พระพุทธเจ้าจะปฏิเสธหรือเปล่าเ

พระพุทธเจ้าจะปฏิเสธหรือเปล่าเราไม่รู้ รู้แต่คนสมัยนี้ บางทีแม้แต่เราเองก็ด้วย ที่ปฏิเสธธรรม ทั้ง ๆ ที่มันก็แสดงไตรลักษณ์ให้เราดูชัด ๆ แต่ก็ปฏิเสธมันไปด้วยโทสะ