"สนธิ ลิ้มทองกุล" เผยเงื่อนไขจะชุมนุมอีกเมื่อมีการสั่นคลอนสถาบัน-ทำให้ทักษิณพ้นผิด

ส่วนกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังไม่เห็นเนื้อหาสาระจึงต้องยกประโยชน์ให้จำเลย ส่วนข้อเสนอแก้ ม.112 ของนิติราษฎร์นั้นไม่เห็นด้วย เห็นด้วยเฉพาะข้อเสนอเปลี่ยนกระบวนการฟ้องให้รอบคอบกว่านี้และให้เป็นธรรม พร้อมแนะ "เฉลิม-เพรียวพันธุ์" ปัดฝุ่นคดีลอบยิงสนธิ

เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.) มติชนออนไลน์ รายงานว่า แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงชัย นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง แถลงท่าทีพันธมิตรฯ ภายหลังการประชุม เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2555 โดยนายสนธิ กล่าวว่า พันธมิตรฯ เราจะออกมานำประชาชนรวมตัวชุมนุม ในเงื่อนไข 2 เรื่อง ประกอบด้วย หนึ่ง มีกระบวนการหรือการดำเนินการที่กระทำโดยรัฐบาล หรือรัฐสภา ที่จะทำให้เป็นการทำลายหรือการสั่นคลอนสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ มาตรา 112 หรือการลดพระราชอำนาจ อันนี้ชัดเจน ถ้าหากเกิดเหตุการณ์นี้จะออกมาทันที สอง เมื่อใดที่มีการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยกโทษความผิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวก เพื่อให้พ้นความผิด เราก็จะออกมาชุมนุมเช่นกัน

ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ เราถือว่า ยังไม่เห็นเนื้อหาสาระ ยังไม่ทราบ จึงต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลยเสียก่อน แต่ว่า ถ้าเมื่อใดก็ตาม การร่าง รัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาเข้าข่าย 2 ประการ ที่ตั้งเป็นเงื่อนไข เราก็จะออกมาชุมนุม

"ส่วนเหตุที่เรามาชุมนุมและเราไม่ถอยกรณี พ.ร.บ.ปรองดอง เพราะเป็นการเอา ร่าง พ.ร.บ.เข้าไปตัดสินใจในสภา แล้วใช้การยกมือของเสียงข้างมาก โดยไม่ฟังเสียงประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งพ.ร.บ.ปรองดองนี้ หากก่อนจะทำ มีการฟังเสียงประชาชนทั่วประเทศอยู่ก่อน แล้วเอาผลจากประชาชนทั่วประเทศออกมา ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เราพิจารณาอย่างหนัก ว่าเราควรชุมนุมหรือไม่ แต่เป็นเพราะมีเพียงเสียงข้างมากในสภา แล้วจะใช้วิธีพวกมากลากไป พันธมิตรฯ พูดมานานแล้วว่า เราไม่ยอมเด็ดขาด และผลของการออกมาของ พันธมิตรฯ ก็พิสูจน์ชัดว่า ประชาชนจำนวนมาก ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล" นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวด้วยว่า ส่วนจะมีการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ของสภา หรือไม่นั้น เป็นหน้าที่สภา ต้องตกลงใจเองว่าจะฟังคำสั่งศาล หรือฝืนคำสั่งศาล เพราะถือว่าพันธมิตรฯ ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว เพราะศาลได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ออกมาแล้ว หากว่า ไม่ทำตาม ก็เป็นเรื่องที่ศาลต้องเดินหน้าต่อไป

"พันธมิตรฯ จะไม่ยุ่ง ถ้าจะไปผ่านวาระ 3 เป็นเรื่องของ สภา พรรคเพื่อไทย ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเผชิญหน้ากันเอง  แต่ถ้าจะสอดแทรก พ.ร.บ.ปรองดองเมื่อไหร เราจะออกมาชุมนุมทันที ไม่แน่ใจว่าจะมีการสอดแทรกหรือไม่ เพราะไม่มีอะไร ที่เชื่อใจรัฐบาลชุดนี้ได้และในแถลงการณ์ถ้าเอา พ.ร.บ.ปรองดองเข้ามา นอกจากจะประท้วง พ.ร.บ.ปรองดองแล้ว เราจะยกระดับ ไล่รัฐบาลด้วยและคราวนี้ยืดเยื้อเลย"

มีผู้สื่อข่าวถามนายสนธิว่า ประเมินสถานการณ์หรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะถอยหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่เคยเชื่อใจอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเป็นการพูดจาที่ไม่เคยอยู่กับร่องกับรอย เนื่องจาก รัฐบาล ไม่เคยมีสิทธิในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างต้องฟังมาจากเมืองนอกทั้งสิ้น และไม่ทราบว่าคนเมืองนอกจะเอายังไง และคนเมืองไทยอยากจะเอาใจคนเมืองนอก เลยแข่งกันเสนอเพราะอยากได้รางวัล อยากได้ตำแหน่ง อยากได้หน้า นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐบาลเพื่อไทย

"อย่าได้ประมาทจุดยืนพันธมิตรฯ 2 เรื่องนี้ เรื่อง 112  กับเรื่อง ออกกฎหมายเพื่อล้างโทษ ส่วนเรื่องอื่นจะโยกย้ายข้าราชการอย่างไร ตั้งงบประมาณอย่างไร เป็นเรื่องนักการเมือง ต้องแก้กันเอง แต่ 2 เรื่องนี้ เราตีเส้นไว้แล้ว ถ้าล้ำเส้นเมื่อไหร่ เราพร้อมจะออกมาทุกเมื่อ เชื่อว่า ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ พร้อมออกมายืนหลังเส้นนี้ แล้วยัน ไม่ให้ใครมาล้ำเส้นเส้นนี้ อยากเตือนไว้อย่าล้ำเส้น" นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวว่า ถ้ามีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ อย่างที่เกิดขึ้น พันธมิตรฯ จะออกมาต่อสู้แน่นอน

เมื่อถามว่ามองอย่างไร กับเหตุผลของคณะนิติราษฎร์ ที่ชี้ว่ามาตราดังกล่าวมีปัญหา นายสนธิ กล่าวว่า "ผมคิดว่า คณะนิติราษฎร์ ไม่ได้ใช้หลักการเหตุผลที่แท้จริง เหตุผลที่แท้จริงปัญหาก็คือว่า  การดำเนินคดีกับผู้ที่โดนมาตรา 112 นั้น ควรจะมีระบบระเบียบที่รอบคอบมากกว่านี้ ถ้าคณะนิติราษฎร์ บอกว่า การดำเนินคดีจะต้องรอบคอบมากกว่านี้  อันนี้ฟังได้ แต่ถ้าหากจะมาบอกว่ามาตรา 112 นั้น ไม่ถูกต้อง และถ้าบอกว่า พระมหากษัตริย์ ควรจะถูกใครก็ได้วิพากษ์วิจาณ์เหมือนประชาชนทั่วไป อันนี้ ไม่ใช่ แต่ถ้าบอกว่า ใครก็ตาม โดนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วจู่ๆ ถูกตำรวจเล่นงานแล้วส่งฟ้องทันที ถ้าจะแก้ไขตรงนี้ อันนี้ผมเห็นด้วย เปลี่ยนกระบวนการให้รอบคอบกว่านี้และให้เป็นธรรม นั่นละครับ"

พล.ต.จำลอง กล่าวถึงการเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า คำว่าวิพากษ์วิจารณ์ยังเบาไป เพราะที่แล้วๆ มา จนกระทั่งบัดนี้มีการใส่ร้ายป้ายสี สาดเสียเทเสีย ถ้าขืนเรายอมให้ปล่อยไปจะกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง เราจึงยอมไม่ได้ นอกจากนั้น ปี 2545-2552 เป็นเวลา 7 ปี คดีมาตรา 112  มีเพิ่ม ร้อยกว่าคดี เพราะรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้เพิกเฉย ไม่หาทางหยุดยั้งการหมิ่นเหม่ การใส่ร้ายป้ายสี ถ้ายอมให้กฎหมายนี้ผ่านยิ่งไปกันใหญ่ จากร้อยกว่าคดี จะเพิ่มขึ้นเป็นพันๆ เป็นหมื่น แล้วประเทศชาติ จะอยู่ได้อย่างไร  

พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ที่ประชุมซึ่งมีแกนนำรุ่น 1-2 ประชุมแล้ว เห็นว่า ควรให้ นายประพันธ์ คูณมี และ นายปานเทพ พัวพงศ์พัน มาเป็นแกนนำรุ่น 2 ด้วย

นอกจากนี้นายสนธิยังฝากไปถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ และ รักษาการ ผบช.น. โดยขอให้ช่วยรื้อฟื้นคดี ที่โดนยิง 200 นัด ขึ้นมาหน่อย หรือว่าจะรอให้ผมโดนอีก 200 นัด สมัยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ยอมทำ สมัยพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ยอมทำ ถ้าจะรักษากฎหมาย ให้มันมีมาตรฐานหน่อยได้ไหม อย่ามาอวดเก่งกับประชาชนที่ไม่มีอาวุธ หลักฐานมีอยู่แล้วว่าผมโดนยิง 200 นัด ถ้าจริงใจ จริงจัง เต็มใจ ก็รื้อคดีนี้ขึ้นมาเลยทันทีเลย แล้วหาออกมาให้ได้ ว่าใครลอบยิงผม ไม่ยากครับ เพราะผลการสอบสวน มันอยู่ในระดับหนึ่งที่สามารถจะชี้ตัวคนได้แล้ว สำนวนการสอบสวนของเก่าก็มี รื้อคดีสักหน่อยสิครับ อย่านั่งเฉย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์