ทูตซาอุยังหวังไทยแก้ปมคดีเพชรซาอุ

ทูตซาอุฯแถลงอำลาตำแหน่ง แนะไทยตั้งกรรมการพิเศษรับผิดชอบคดีนักธุรกิจ-นักการทูต คาดหวังปัญหาที่ยืดเยื้อจะได้ข้อยุติ ความสัมพันธ์ 2 ชาติจะกลับมาเหมือนเดิม

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายนาบิล อัชรี่ หัวหน้าคณะทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย จัดงานเลี้ยงอำลาเนื่องในวาระพ้นจากตำแหน่ง ที่บริเวณบ้านพักซอยโสภณ ถนนบางนา-ตราด กรุงเทพฯ พร้อมให้สัมภาษณ์แสดงความเชื่อและความคาดหวังว่าประเทศไทยและซาอุดีอาระเบียจะสามารถแก้ไขคดีต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ให้ลุล่วงไป เพื่อให้สามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระดับปกติซึ่งกันและกันได้อีกครั้ง

ในถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่จัดเตรียมไว้เผยแพร่ นายนาบิลระบุว่า รู้สึกใจหายที่ต้องจากเมืองไทยไป นับตั้งแต่เดินทางมาถึงเมื่อต้นปี 2549 และยืนยันว่าจะเก็บความทรงจำที่ดีกับความผูกพันที่มีต่อประเทศที่สวยงาม และมิตรภาพอันดีของผู้คนที่นี่เอาไว้กับครอบครัวว่าครั้งหนึ่งเคยใช้เวลาที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกที่นับไม่ได้ ในประเทศที่สวยงามแห่งนี้ และแสดงความปรารถนาเอาไว้ด้วยว่าจะสามารถดำรง ตำแหน่งอยู่ได้นานขึ้น เพื่อทำงานฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และได้มีโอกาสร่วมเป็นพยานในวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯกลับเป็นปกติดังเดิม

นอกจากนั้น นายนาบิลยังใช้โอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในรัฐบาล 6 รัฐบาลที่ขึ้นมามีอำนาจในช่วง 6 ปีครึ่งที่อยู่ในตำแหน่ง ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน คาดหวังสิ่งที่ดีร่วมกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศดีขึ้น เสริมสร้างความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้น

"ผมขอใช้โอกาสนี้ อวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพดี มีความสุข สงบ สามัคคี และประสบความสำเร็จ และขอถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงพระราชวงศ์ทุกพระองค์ของไทย ขอจงทรงพระเจริญ" นายนาบิลระบุ

นอกจากถ้อยแถลงที่จัดเตรียมไว้แล้ว นายนาบิลยังเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามอย่างเป็นกันเองในหลายๆ ด้าน เมื่อถูกถามว่าคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคดีที่เกี่ยวพันกับประเทศซาอุฯไม่ประสบความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น นายนาบิลระบุว่า ในทรรศนะของตน สาเหตุหลักมี 2 ประการ ประการแรกคือ การที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยมาก และคดีต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ถือเป็นเรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองภายในของไทย ประการถัดมา นอกจากรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงบ่อยแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในคดีบ่อยๆ อีกด้วย ทำให้ผู้ที่เข้ามารับผิดชอบใหม่ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกเช่นเดียวกัน

"ผมคิดว่า ถ้าหากรัฐบาลจะแสดงความจริงจังกับเรื่องนี้ให้มากกว่าที่เป็นมา น่าจะจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อให้ทำหน้าที่ ในคดีที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดเป็นการเฉพาะเพื่อแก้ปัญหา ไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง" นายนาบิลกล่าว พร้อมแสดงความคาดหวังว่า อุปสรรคต่างๆ ที่ยืดเยื้อมานานบนความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าราชอาณาจักรซาอุฯ กับชาวซาอุฯทุกคนหวังที่จะได้เห็นปัญหานี้ยุติลงโดยเร็ว เพื่อให้สามารถหันกลับมาพัฒนาความสัมพันธ์อันเป็นมิตรซึ่งกันและกันต่อไป

"ซาอุฯ มีนโยบายมองตะวันออก เช่นเดียวกับประเทศอีกหลายประเทศ แต่เมื่อมองมาทางตะวันออก เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้กับประเทศไทย ที่เป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราต้องการให้เรื่องทั้งหมดจบลงโดยเร็ว" นายนาบิลกล่าว

ทั้งนี้ นายนาบิล อัชรี่ พร้อมครอบครัวเตรียมเดินทางออกจากประเทศไทยปลายเดือนนี้ เพื่อไปรับหน้าที่กงสุลใหญ่ประจำสถานกงสุลซาอุฯ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี โดยคาดว่าทางการซาอุฯจะมอบหมายให้บุคคลที่เหมาะสมเดินทางมารับตำแหน่งทดแทนในเร็ววันนี้

สำหรับปัญหาที่ทำให้ทางการซาอุฯตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 21 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ลักลอบนำอัญมณีล้ำค่าจำนวนมากที่ขโมยมาจากพระราชวังเจ้าชายซาอุฯกลับประเทศ จนกลายเป็นที่มาของคดีต่อเนื่องตามมาอีกหลายคดี รวมทั้งคดีลอบสังหารนักการทูตและนักธุรกิจซาอุฯที่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ในเวลานี้ 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์