เต้านมแห่งไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ กับอาการดัดจริตของสังคมไทย

กรณีนางสาวดวงใจ  จันทร์เสือน้อย หรือน้องปอนด์ ที่เปลื้องผ้าใช้เต้านมอันเต่งตึงละเลงสีวาดรูปในรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 2 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2555 เป็นที่ฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วบ้าน ทั่วเมือง  บรรดานักศีลธรรม ศิลเปรอะ หรือศิลปะ นักสิทธิสตรี ทั้งหลายต่างดาหน้าออกมาแสดงความคิดเห็นตำหนิติเตียนราวกับว่าการกระทำของเธอจะทำให้ประเทศชาติล่มจม โดยมองว่าเป็นการเลียนแบบตะวันตก พากันประณามน้องปอนด์สาดเสียเทเสีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสุกุมล  คุณปลื้ม ออกมาบอกว่าคนไทยรับไม่ได้ จะมีการเฝ้าระวัง กระตุกเตือนมิให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก ในขณะที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สั่งให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และบริษัทเวิร์คพอยต์เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ชำระค่าปรับเป็นเงิน 500,000 บาท

เรื่องการเปลือยกายในที่สาธารณะของหญิงไทยในวาระโอกาสต่าง ๆ กัน กลายเป็นข่าวใหญ่ของสื่อมวลชนอยู่เสมอ และทุกครั้งจะมีกระแสต่อต้าน ตำหนิ ติเตียน ประณาม หยามเหยียด ตามด้วยบทลงโทษตามกฎหมายอย่างรุนแรง โดยอ้างถึงประเพณีวัฒนธรรมไทย ไม่เหมือนตะวันตก สะท้อนถึงความคับแคบและการเลือกปฏิบัติที่มีต่อหญิงไทยด้วยความงี่เง่ามานานนับร้อยปีด้วยกัน

การเปลือยหน้าอกของหญิงสาวโดยความเป็นจริงแล้วไม่ได้เสียหายอะไรเลย เพราะเต้านมก็คือสรีระ และอวัยวะชิ้นส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หู ตา คอ จมูก สะดือ หรืออวัยวะเพศ แต่ละชิ้นส่วนมีหน้าที่ประกอบเข้ากันทางชีววิทยา เป็นเรือนร่างของมนุษย์เหมือนกันหมดทุกชาติ ทุกภาษา ดังนั้นการปกปิดหรือเปิดเผยอวัยวะในสรีระแต่ละส่วน จึงเป็นความจำเป็นที่มีเหตุผลแน่นอน กล่าวคือ การนุ่งห่มก็เพื่อช่วยปกป้องอันตรายจากแสงแดด ลม หรืออุณหภูมิจะเห็นได้ว่าในสมัยโบราณหญิงไทยเปลือยหน้าอกโชว์เต้านมกันทั่วไป ซึ่งเหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทยเรา หรือพวกหญิงสาวทั้งแก่ หรือไม่แก่ในประเทศตะวันตกมาเปลือยกายโชว์เต้านมตามชายหาดกันโดยไม่ต้องถูกตำหนิติเตียนเลย

ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยแทบไม่มีใครฉุกคิด หรือตั้งคำถามกันเลยก็คือ พวกผู้ชายแก้ผ้าเปลือยกาย หน้าอกกันอย่างสง่าผ่าเผยออกมาแสดงความสามารถในรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์กันหลายคน หลายครั้ง ไม่มีการเซ็นเซอร์ อวดโฉมด้านหน้า เห็นหัวนมกันชัดเจน ก็แล้วทำไมไม่มีการตำหนิติเตียน ไม่มีการประณามหยามเหยียดพวกผู้ชายเปลือยหน้าอกเหล่านี้ ? หรือแม้กระทั่งยังชื่นชมในความงดงามเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะเปลือยกายโชว์หน้าอกเหมือนกัน แต่กลับมีมุมมองแตกต่างกัน และยังมีกฎหมายลงโทษว่าเป็นการอนาจาร นี่ก็เป็นการเลือกปฏิบัติเช่นกัน ย่อมชัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลังความเสมอภาค เท่าเทียม ขัดกับหลักเสรีภาพของมนุษย์ซึ่งย่อมมีสิทธิ์จะปกปิด หรือเปิดเผยก็ได้

ถ้าใช้หลักเหตุผลดังกล่าว พวกนักศีลธรรม นักสิทธิสตรี ซื่อบื้อทั้งหลายก็ต้องออกมาโวยวายกันอีกว่า เพราะผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องของความเหมาะสม หรือเป็นเรื่องทางศีลธรรม ตัวอย่างเช่น หากผู้หญิงถูกข่มขืนก็เพราะว่าพวกผู้หญิงเหล่านั้นชอบแต่งตัววาบหวิว วับๆแวมๆ ความผิดเกิดจากฝ่ายหญิงมากกว่าฝ่ายชายที่ใช้ความหื่น หรือใช้กำลังข่มขืนผู้หญิง

ถ้าพิจารณาในเรื่องศีลธรรม หรือความเหมาะสม การเปลือยกาย หน้าอก ยังไม่มีศีลธรรมในศาสนาใดระบุว่า การเปลือยกาย หน้าอก มันผิดศีลธรรมอะไร เพราะไม่ได้สร้างความเดือดร้อน หรือไปเบียดเบียนใคร จึงไม่มีประเด็นทางศีลธรรมที่จะมาตำหนิ ติเตียน ผู้หญิงเปลือยกาย หน้าอก ปัญหาทางศีลธรรมเกิดขึ้นมาจากคนดู – คนเห็น ที่คิดไปทางอกุศล หรือมองแล้วเกิดอารมณ์ ตัณหา ตรงนี้ต่างหากเป็นปัญหาทางศีลธรรมของคนดี หรือคนเห็น ไม่ใช่ปัญหาทางศีลธรรมของคนเปลือยกาย

ส่วนเรื่องวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องทุเรศอีกเรื่องหนึ่งของคนไทย ในการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศที่ชัดเจนที่สุด ยกตัวอย่าง พวกผู้ชายนักธุรกิจ นักการเมืองที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวผูกเน็คไทใส่สูท เครื่องแต่งกายแบบนี้ “โคตรตะวันตก” มากที่สุด ไม่มีความเหมาะสมแม้แต่น้อย สิ้นเปลือง ล้างผลาญทรัพยากรมากที่สุด ราคาก็แพงบรรลัย และยังเป็นชุดที่น่าเกลียดที่สุด แต่ผู้ชายไทยกลับนิยมชมชอบ และใช้เป็นเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการของคณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร น่าแปลกไหม ? ไม่เห็นมีใครหน้าไหน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับวัฒนธรรมตะวันตก ที่จะดาหน้าออกมาวิจารณ์การแต่งกายใส่สูท เอาอย่างตะวันตก และแต่งกายด้วยชุดสูทราคาแพงแสนแพงมากยิ่งกว่าชาวตะวันตกเสียอีก ทำไม ?

การแต่งกายด้วยชุดสูท ใส่เน็คไทด์ รัดคอแน่นติ้ว ใส่เสื้อสูทหนาทับแขนยาวชั้นใน เหมาะสมกับประเทศหนาวจัด ส่วนประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน อากาศในบ้านเราอยู่ในสภาพตั้งแต่โคตรร้อนจนถึงร้อนฉิบหาย การแต่งกายด้วยชุดสูทจึงไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิง ไม่มีความเป็นไทย เป็นการแต่งกายที่ต้องล้างผลาญทรัพยากรของขาติ ต้องใช้ผ้าหลายชิ้นสวมทับกัน ต้องอยู่ในห้องแอร์ที่หนาวจัด การแต่งกายแบบโคตรตะวันตกของนักการเมือง พวกผู้ลากมากดีของคนไทย เหตุไฉนไม่ถูกตำหนิติเตียนกันเล่า ?  เหตุไฉนจึงพากันตำหนิติเตียนนางสาวดวงใจ จันทร์เสือน้อย ที่เปลือยกาย หน้าอกแบบวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมที่มีมาช้านาน และเหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศเขตร้อนกันด้วยเล่า ?

ในความเป็นจริง แฟชั่นการแต่งกายของสาวไทย ทั้งสาวใหญ่ หรือสาวเล็กในปัจจุบันแทบไม่แตกต่างไปจากการเปลือยหน้าอกกันแล้ว มีทั้งคอเว้าลึกเห็นร่องนมชัดเจน ใส่เกาอก กางเกงเอวต่ำ กางเกงขาสั้นถึงง่ามก้น สายเดี่ยว หรือที่ใส่จีสตริง (G-String) และซีทรู (See – Through) ในงานสังคมชั้นสูงที่มีให้เห็นกันอยู่เกลื่อนกลาด ประเจิดประเจ้อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะมาโวยวายกับการเปลือยหน้าอกออกทีวีกันไปทำไมกันเล่า ?

เนื้อแท้ของวัฒนธรรมให้ผู้หญิงสาวปกปิดเต้านม หรือปกปิดอวัยวะเพศ ในที่สาธารณะเป็นวัฒนธรรมของสังคมชายเป็นใหญ่ที่ต้องการครอบครองสรีระร่างกายของสตรี เพื่อความบันเทิงเริงรมณ์ทางเพศ ดังนั้นบริเวณเต้านม และอวัยวะเพศจึงต้องสงวนสิทธิการครอบครองสำหรับผู้ชายซึ่งเป็นสามี หรือมีไว้โชว์ให้กับพวกผู้ชายคนชั้นสูงเท่านั้น ในสังคมศักดินาโบราณผู้หญิงมีฐานเป็นเพียงนางสนม เอาไว้บำบัดความใคร่ของพระราชา และเหล่าขุนนาง ประเภท “เช้าเฝ้าสีซอ เย็นเข้าหอล่อกามา” วัฒนธรรมแบบนี้จึงออกกฎเกณฑ์ให้ผู้หญิงปกปิดเต้มนม อวัยวะเพศไม่ยอมให้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยเด็ดขาด

ในอีกด้านหนึ่งมักเป็นความดัดจริตของสังคมไทยที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ตกอยู่ในสภาพของการโฆษณาชวนเชื่อ และการหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกวันนี้เต้านม และอวัยวะเพศของหญิงสาวไทยถูกทำให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่า และรายได้เข้าประเทศมหาศาลทีเดียว หากคำนวณเป็นสัดส่วนน่าจะถึง 30 % ของรายได้ประชาชาติ (GDP) เสียด้วยซ้ำ เพราะอุตสาหกรรมโสเภณีแห่งชาติยังก่อให้เกิดการขยายตัวของการจ้างงานและการลงทุนในภาคบริการ (โรงแรม – ภัตราคาร – สถานบันเทิง –ซ่อง ฯลฯ) ภาคการผลิต (อาหาร – เครื่องดื่ม – ถุงยางอนามัย – ยางพารา) ภาคการท่องเที่ยว (พัทยา – พัฒน์พงศ์ – เพชรบุรีตัดใหม่ ฯลฯ) ทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่ของระบบเศรษฐกิจ ครึ่งหนึ่งขออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละปีย่อมมาจากเต้านม และอวัยวะเพศของสาวไทย

นอกจากจะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว โสเภณีไทยยังช่วยการกระจายรายได้สู่ชนบท ซึ่งแต่เดิมคนไทยจมปลักอยู่กับความยากจน ดักดาน ให้พอลืมตาอ้าปากได้บ้าง และน่าจะมีรายได้ดีกว่ากรรมกรโรงงานในภาคการผลิต ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีเต้านม และอวัยวะเพศของสาวไทยแล้วเมืองไทยคงล่มจมไปตั้งนานแล้ว

อีกประการหนึ่ง หากสาวลึกไปในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ซึ่งควรได้รับความภาคภูมิใจในเต้านม และอวัยวะเพศของสาวไทยที่มีส่วนต่อการกอบกู้เอกราช ต่อสู้กับอริราชศัตรู หลายครั้ง หลายหน ดังตัวอย่างเช่น การใช้หญิงไทยเป็นเครื่องบรรณาการ และใช้เป็นการผูกมิตรไมตรีกับข้าศึกผู้รุกราน การเสียสละของหญิงไทยนี่แหละทำให้ไทยมีนักรบผู้ยิ่งใหญ่ กอบกู้เอกราชให้กับชาติไทยเป็นผลสำเร็จ แต่คนไทยมักถูกสอนให้ต้องยกยอปอปั้นให้ผู้ชายเป็นผู้นำที่มีความกล้า มีความสามารถจนเกินความเป็นจริง โดยมองข้ามเต้านม และอวัยวะเพศอันทรงพลานุภาพที่มีคุณูปการใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

สังคมไทยยังมีอาการสะดีด สะดิ้ง เป็นที่น่าสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งเพราะน้องปอนด์ไม่ได้มีความผิดอะไรแม้แต่น้อย แม้งานศิลปะยังไม่เข้าขั้น แต่เธอใช้เต้านมให้กลายเป็นศิลปะของความกล้าหาญในการแสดงออกอย่างทรงพลังให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทย และยังได้กะเทาะกะโหลกหนาของผู้คนที่ถูกวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศต่อผู้หญิงไทยมาช้านานอีกด้วย

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เธอ และพวกเธออีกหลายคนที่จะต่อสู้ปลดปล่อยพันธนาการหญิงไทยด้วยความกล้าหาญ และมุ่งมั่น “เมื่อเธอกล้า เธอชนะแล้ว” เต้านมแห่งไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์