กอ.รมน.งัดตัวเลขโต้ แจงคนพุทธไม่ย้ายหนี

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มก่อเหตุรุนแรงทิ้งใบปลิวขู่คนพุทธ

16 ก.ค.2555 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์กลุ่มผู้ไม่หวังดีได้ปล่อยใบปลิวขับไล่ราษฎรไทยพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่กลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบนิยมใช้ คือ การข่มขู่และสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธและเชื้อสายจีนกับประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม เพื่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทั้งยังข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว โดยอาศัยเงื่อนไขทางอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาและเชื้อชาติ

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า เพื่อหยุดยั้งเงื่อนไขการสร้างความแตกแยกดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงขอความร่วมมือและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนได้ทราบว่า จากการตรวจสอบข้อมูลราษฎรไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำเดือน มิ.ย.2555 พบว่า มีราษฎรไทยพุทธใน จ.ยะลา 103,774 คน แต่ข้อมูลที่ปรากฏในแผ่นปลิว ระบุว่ามีจำนวน 19,000 คน ในจ.ปัตตานีมี 95,020 คน ในแผ่นปลิวระบุจำนวน 17,902 คน และใน จ.นราธิวาส 73,753 คน ในแผ่นปลิว ระบุจำนวน 13,905 คน จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าไม่มีการย้ายถิ่นฐานหรืออพยพออกจาก พื้นที่ของราษฎรไทยพุทธเป็นจำนวนมากดังที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการป้องกันประชาชนพี่น้องพุทธและอิสลามในพื้นที่ รวมทั้งสาธารณชนทั่วไป ไม่หลงเชื่อการโฆษราชวนเชื่อ การยั่วยุข่มขู่ ของขบวนการในการสร้างความแตกแยก ขอให้มีความสามัคคี ยึดมั่นในความเป็นพี่น้องกัน ความผูกพัน และความสงบสุขนับตั้งแต่อดีตและมีความหวงแหนในแผ่นดินถิ่นเกิด เป็นต้น กอ.รมน.ภาค 4 สน. ประสงค์ให้พี่น้องประชาชนที่พบเห็นผู้กระทำผิด บุคคล/กลุ่มบุคคลต้องสงสัย หรือมีพฤติกรรมในการสนับสนุนการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ โดยแจ้งที่สายด่วนความมั่นคง หมายเลข 1341 และ 1881 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พ.อ.ปราโมทย์ ยังชี้แจงอีกว่า สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มขบวนการยังคงใช้เงื่อนไขทางอัตลักษณ์ในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อให้ประชาชนเกิดความแตกแยก และผลักดันให้เป็นเงื่อนไขสู่เวทีโลก แต่แท้จริงแล้วปัจจุบันประชาคมโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN), องค์การความร่วมมืออิสลม (OIC) ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มขบวนการทั้งยังไม่สนับสนุนให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน และประกาศว่าสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไม่ใช่เงื่อนไขทางศาสนา

ปัจจุบันในหลายประเทศที่เป็นสังคมมุสลิมเช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน แม้แต่โลกอาหรับเองเช่น ตุรกี, ซาอุดิอาระเบีย, อียิปต์ ล้วนต่างมีการพัฒนาถึงความสัมพันธ์กับประชาชาติอื่นๆ โดยมุ่งสู่ความเจริญและความสุขของประชาชนเป็นส่วนรวม ทุกชาติ ทุกภาษา และศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเฉพาะประชาคมอาเซียน ที่มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย ประชาชนในภูมิภาคนี้มีโอกาสที่ได้เรียนรู้ เสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และโลกทัศน์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะมีโอกาสที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสื่อกลางติดต่อสัมพันธ์กับประเทศมุสลิม

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า ดินแดน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสงขลา ตั้งแต่ในอดีตนับเป็นเวลาหลายร้อยปีมีประชาชนที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู, พุทธ และอิสลาม ติดต่อค้าขายและเป็นญาติมิตร พี่น้องกันอย่างสงบสุข ดังเช่นหลักฐานที่สำคัญคือพระพุทธรูปปางไสยาตร์ สร้างขึ้นสมัยศรีวิชัย พ.ศ.1300 ภายในวัดถ้ำคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ) ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งปัจจุบัน หลายพื้นที่พี่น้องประชาชนทั้งสองศาสนาก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์