อนามัยโลก-ยูนิเซฟ ชมไทยมีมติ ค.ร.ม.คุมการตลาดและโฆษณานมทารกและเด็กเล็ก

10 ส.ค. 55 - องค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟกล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการทำการตลาดและการโฆษณานมสำหรับทารกและเด็กเล็กในสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขว่า “เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดของเด็กทุกคนในประเทศไทย”
 
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติขอความร่วมมือสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกแห่งให้ปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการทำการตลาดและการโฆษณานมสำหรับทารกและเด็กเล็กตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ
 
ทั้งนี้มติ ค.ร.ม. กล่าวว่าสถานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกแห่งไม่ควร:
 
• ไม่ควรส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีกิจกรรมด้านการขายและการตลาดทุกด้านที่ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนนมแม่และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ขวดนม จุกนม ไม่ควรแสดงผลิตภัณฑ์และสื่อที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ยกเว้นสื่อที่ได้รับอนุญาต
 
• ไม่ควรมีการสาธิต หรืออนุญาตให้มีการสาธิตการใช้นมดัดแปลงสำหรับทารกและอาหารทารก โดยบริษัทฯ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย
 
• ไม่ควรรับบริจาค หรือรับการสนับสนุนใด ๆ ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็กเล็ก รวมทั้งการใช้เครื่องมือสิ่งของอื่น ๆ ที่ใส่ชื่อ เครื่องหมายบริษัทฯ หรือสื่อใด ๆ ที่เกี่ยวข้องที่สื่อความหมายถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้
 
นอกจากนี้มติค.ร.ม. ยังขอให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข “ปกป้อง ส่งเสริม สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่” และไม่ควรเป็นตัวแทนของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอาหารทดแทนนมแม่และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
 
การโฆษณาและการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนนมแม่ในสถานบริการสุขภาพต่างๆ นับเป็นการละเมิดหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก (International Code of Breast-milk substitutes) ซึ่งเป็นมติในการประชุมสมัชชาสุขภาพโลกในปี 2524 เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับทารกและความเสี่ยงต่างๆ ของการให้นมทารกอย่างไม่ถูกวิธี ตลอดจนการใช้อาหารแทนนมแม่อย่างไม่จำเป็นและไม่เหมาะสม
 
การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การใช้อาหารทดแทนนมแม่อาจทำให้เกิดการตายในเด็กแรกเกิดมากขึ้น การเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการแย่ลง รวมทั้งทำให้การพัฒนาทางสมองและการเรียนรู้ต่ำลงด้วย นอกจากนั้นการเลี้ยงทารกด้วยนมผสมยังขัดขวางสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก ทั้งยังจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภัยเรื้อรังในภายหลัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งบางชนิดและโรคอ้วน นอกจากนั้นนมผงสำหรับเลี้ยงทารกไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อและมีสิ่งปนเปื้อนได้ง่าย นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา มีการเรียกคืนนมผงสำหรับเลี้ยงทารกมากกว่า 70 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ในประเทศอุตสาหกรรม
 
แถลงการณ์ร่วมกันระหว่างผู้แทนองค์การยูนิเซฟและผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย นายพิชญะ ราชภัณฑารีและ ดร. มัวรีน เบอร์มิงแฮม กล่าวว่า “กลยุทธ์การตลาดและการโฆษณานมผงสำหรับเลี้ยงทารกและอาหารทดแทนนมแม่ชนิดอื่นๆ อย่างไร้จรรยาบรรณในสถานบริการสุขภาพเป็นสิ่งบ่อนทำลายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ซึ่งจะช่วยหยุดการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นก้าวสำคัญของการเสริมสร้างการเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกคนในประเทศไทย”
 
สมัชชาสุขภาพโลกแนะนำว่าเด็กควรได้รับนมแม่ในช่วงหกเดือนแรกของชีวิตเพื่อประกันสุขภาพและพัฒนาการที่ดีที่สุด ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขไม่นานนี้ระบุว่ามีแม่เพียงร้อยละ 15 ในประเทศไทยเท่านั้นที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก ในขณะที่การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีครั้งใหญ่เมื่อปี 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่ามีเด็กประมาณร้อยละ 15 ในประเทศไทยที่ไม่เคยทานนมแม่เลย
 
“การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวถือเป็นมาตรฐานที่สำคัญที่สุดในการประกันสุขภาพและพัฒนาการสูงสุดของเด็กๆ” นาย ราชภัณฑารีกล่าว “แม่ทุกคนควรได้รับกำลังใจและการสนับสนุนให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”
 
“ที่ผ่านมามีการละเมิดหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่อย่างแพร่หลายในประเทศไทย และก็คงยังจะมีอยู่ต่อไป” ดร. เบอร์มิงแฮมกล่าว “ประเทศไทยควรมีกฎหมายเพื่อรับรองว่าแม่จะไม่ได้รับข้อมูลที่ผิดๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่ หรือรับรองว่าแม่จะทราบถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเลี้ยงลูกด้วยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว”
 
ดร. เบอร์มิงแฮมยังกล่าวต่อไปว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมการตลาดของผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกโรงพยาบาลหรือสถานบริการสุขภาพต่างๆ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์