ร้อง รมว.ยุติธรรม คุ้มครองญาติเหยื่อ "คดีฆ่าตัดตอน" หวั่นถูกแก้แค้น

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ร้อง "ประชา พรหมนอก" คุ้มครองโจทก์และผู้เกี่ยวข้องคดีฆ่าตัดตอน จ.กาฬสินธุ์ หวั่นถูกทำร้าย หลังการคุ้มครองพยานสิ้นสุดหลังจากศาลมีคำพิพากษา

(14 ส.ค.55) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) นำโดย สมชาย หอมลออ ประธาน ครส. ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความร่วมมือในการคุ้มครองบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ร่วมและผู้ได้รับผลกระทบจากคดีเยาวชนอายุ 17 ปี เสียชีวิตระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ควบคุมตัวในช่วงสงครามยาเสพติดเมื่อปี 2547 ซึ่งล่าสุด (30 ก.ค.) ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1-3 ยกฟ้องจำเลยที่ 4 จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 5 และจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 6 ทั้งนี้ ศาลได้ให้จำเลยทั้งหมดประกันตัว

ครส. ระบุว่า หลังศาลมีคำพิพากษา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ยุติการคุ้มครองพยานไป จึงเกรงว่า นางพิกุล พรหมจันทร์ ซึ่งเป็นอาของนายเกียรติศักดิ์ฯ ในฐานะโจทก์ร่วมในคดีและนางสา ถิตย์บุญครอง ย่าของนายเกียรติศักดิ์ฯ และเป็นพยานปากสำคัญในคดี อาจถูกข่มขู่ คุกคาม หรือปองร้ายได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ จากการติดตามคดีนี้มาตลอด ครส.พบว่า การดำเนินคดีนี้มีความยุ่งยาก และยืดเยื้อมากพอสมควร มีการปิดบังอำพรางคดี บิดเบือนคดี โดยการสร้างหลักฐานเท็จ มีการคุกคาม ข่มขู่พยาน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ได้รับผลกระทบโดยชัดแจ้ง

ทั้งนี้ ครส. ระบุด้วยว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนจากนานาประเทศ อันเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย หากเกิดอะไรขึ้นกับนางพิกุลฯ หรือ นางสาฯ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในประชาคมระหว่างประเทศได้

 

 

 


00000000000

ด่วนที่สุด
14 สิงหาคม 2555
เรื่อง ขอความร่วมมือในการคุ้มครองบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ร่วมและผู้ได้รับผลกระทบจากคดีอาญา
เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก
อ้างถึง คำพิพากษาศาลอาญา ในคดีดำที่ อ.3252/2552 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 กรณีการสังหารนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง เยาวชนอายุ 17 ปี

ตามที่ศาลอาญามีคำพิพากษา ในคดีดำที่ อ.3252/2552 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 กรณีการสังหารนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง เยาวชนอายุ 17 ปี ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 คือ ดต. อังคาร คำมูลนา จำเลยที่ 2 ดต. สุดธินัน โนนทิง จำเลยที่ 3 ดต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ จำเลยที่ 4 พ.ต.ท. สำเภา อินดี จำเลยที่ 5 พ.ต.อ. มนตรี ศรีบุญลือ จำเลยที่ 6 พ.ต.ท.สุมิตร นันสถิต ขณะเกิดเหตุเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 จำเลยทั้งหกเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้ ดต. อังคาร คำมูลนา ดต. สุดธินัน โนนทิง ดต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุเเห่งการตาย ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษเเล้วให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 5 พ.ต.อ มนตรี ศรีบุญลือ กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำการในตำเเหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ไม่ต้องรับโทษ ลงโทษจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 6 พ.ต.ท.สุมิตร นันสถิต กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต เเละให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 พ.ต.ท. สำเภา อินดี

สำหรับคดีดังกล่าวอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุเเห่งการตาย เเละเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำเเหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ไม่ต้องรับโทษ โดยจำเลยที่ 1-3 เเละ 6 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ ขณะนำตัวออกจาก สถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ด้วยการบีบรัดจนขาดอากาศหายใจ เสียชีวิต และได้ปิดบังเหตุเเห่งการตายโดยร่วมกันย้ายศพไปเเขวนคอไว้ที่กระท่อมบ้านบึงนา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด และ ได้ร่วมกันทำการข่มขู่พยาน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2547 ศาลได้ให้จำเลยทั้งหมดประกันตัวออกไปหลังมีคำพิพากษา

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่ได้ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดเล็งเห็นว่าคดีดังกล่าวนี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมมิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนต้องถึงแก่ความตาย อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานว่าการดำเนินคดีนี้มีความยุ่งยาก และยืดเยื้อมากพอสมควร มีการปิดบังอำพรางคดี บิดเบือนคดี โดยการสร้างหลักฐานเท็จ มีการคุกคาม ข่มขู่พยาน ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ได้รับผลกระทบโดยชัดแจ้ง ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ทำการตรวจสอบข้อร้องเรียนนี้ก่อนการฟ้องร้องคดี และได้ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และต้องรับผิดชอบกับการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์ฯ ครั้นเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ทำให้มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้อาจถูกข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกายจนอาจถึงแก่ชีวิต ด้วยเหตุอันเนื่องมาจากความแค้นเคือง

ก่อนหน้านี้ นางพิกุล พรหมจันทร์ ซึ่งเป็นอาของนายเกียรติศักดิ์ฯ ในฐานะโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้ถูกข่มขู่คุกคาม จนได้มีการร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อกรณีนี้ได้เข้าสู่การเป็นคดีพิเศษภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ให้ความคุ้มครองพยานด้วยดีมาจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษา กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ยุติการคุ้มครองพยานไป ทำให้ขาดหลักประกันในชีวิตและความปลอดภัยของนางพิกุล พรหมจันทร์ และญาติผู้เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น นางสา ถิตย์บุญครอง ผู้เป็นย่าของนายเกียรติศักดิ์ฯ และเป็นพยานปากสำคัญในคดีนี้ด้วย นับแต่นั้น เมื่อการคุ้มครองพยานสิ้นสุดลง จึงเป็นช่วงสุญญากาศซึ่งนางพิกุลฯ และนางสาฯ จะมีโอกาสถูกข่มขู่ คุกคาม หรือปองร้ายได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ท่านในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจได้สั่งการให้มีการคุ้มครองบุคคลในกรณีฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนจากนานาประเทศอันเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย นอกจากนี้นางพิกุลฯ ยังได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนดีเด่นประจำปี 2553 จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับนางพิกุลฯ หรือ นางสาฯ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในประชาคมระหว่างประเทศ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้สั่งการเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรม เกิดการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ พิทักษ์ความเที่ยงธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับระบบยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วน

ขอแสดงความนับถือ
นายสมชาย หอมลออ
ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์