สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ความจริงเพื่อความยุติธรรม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

 
เมื่อวันที่ ๑ กันยายน นี้ คณะกรรมการ ศปช. หรือที่มีชื่อเต็มว่า “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ได้เผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์การปราบปรามประชาชนในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๓ โดยใช้ชื่อว่า “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” เป็นหนังสือหนาถึง ๑๓๙๐ หน้าพร้อมด้วย ซีดี ประกอบ ซึ่งนับเป็นรายงานข้อเท็จจริงที่ละเอียดที่สุด และกระทำสำเร็จเป็นฉบับแรกสุด หลังจากการเกิดเหตุการณ์กว่า ๒ ปี ขณะที่คณะกรรมการหาข้อเท็จจริงชุดอื่น เช่น คอป. หรือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งหมดอายุการทำงานเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีรายงานลักษณะนี้ และรายงานฉบับของ กสม. หรือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังมีปัญหา เพราะคงจะไม่ผ่านที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการอย่างแน่นอน
 
ทั้งนี้ ศปช.ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ โดยกลุ่มนักกิจกรรมร่วมกับนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม มีเจ้าหน้าที่ทำงาน ๕-๖ คนในการลงพื้นที่เก็บข้อมูล และสัมภาษณ์พยาน ผู้ได้รับผลกระทบฯ ในคำนำของหนังสือความจริงเพื่อความยุติธรรม ได้อธิบายว่า รายงานฉบับนี้ “มีจุดเริ่มต้นจากคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถทำใจนิ่งเฉยกับความรุนแรงที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชน... คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้จึงได้แปรเปลี่ยนความเจ็บปวดต่อความอยุติธรรมให้เป็นความพยายามที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” และยังอธิบายด้วยว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่จะหาตัวผู้กระทำผิดนั้นไม่มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
 
ในรายงานฉบับนี้ได้สรุปตัวเลขที่น่าสนใจไว้ว่า ประชาชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมมีถึง ๙๔ คนในจำนวนนี้เป็นหญิง ๖ คน ทั้งหมดเสียชีวิตจากกระสุนปืน ๘๘ คน โดยถูกยิงที่ศีรษะ ๓๒ คน ในจำนวนนี้ มีอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพและพยาบาลเสียชีวิต ๖ คน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเสียชีวิต ๒ คน ส่วนตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บคือ ๑,๒๘๓ คน กองทัพเบิกกระสุนไป ๕๙๗,๕๐๐ นัด ส่งคืน ๔๗๙,๕๗๗ นัด เท่ากับฝ่ายกองทัพใช้กระสุนในการปราบปรามถึง ๑๑๗,๙๒๓ นัด
 
พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยมุ่งหวังว่าในอนาคต การรวบรวมข้อมูลนี้จะสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบและนำคนผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของคณะทำงานคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากภาครัฐ ไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารหรือเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล แต่ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางการเท่าที่มีการเผยแพร่และหามาได้ไว้ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานจำพวกคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก และส่วนใหญ่ถูกลบไปแล้ว
 
ในบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รายงานว่า กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ นปช.ได้จัดการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองตามครรลอง แต่สถานการณ์กลับพาไปสู่ความรุนแรง โดยความรุนแรงเริ่มต้นจากการประกาศใช้พระราชกำหนดสถาณการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน จากเหตุการณ์ล้อมสภาของกลุ่ม นปช. ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็เป็นการจัดการที่เกินกว่าเหตุ และการใช้กฎหมายนี้นำไปสู่การใช้กำลังของหน่วยทหารจนเกิดความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการประกาศ “ขอคืนพื้นที่” ในวันที่ ๑๐ เมษายน ซึ่งเกิดการปะทะกันในพื้นที่โดยรอบถนนราชดำเนิน และทำให้มีผู้เสียชีวิต ๒๔ ราย นอกจากนี้ ในรายงานยังกล่าวถึงเรื่อง “ชายชุดดำ” ซึ่งคนเสื้อแดงเห็นว่าเป็นฮีโร่มาช่วยในเวลาที่เพลี่ยงพล้ำ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น ยังไม่มีหน่วยงานใดให้ความชัดเจนได้ และเป็นปริศนาภายในกองทัพเอง ส่วนการเสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และทหารฝ่ายปราบปราม ๕ คน ก็เกิดขึ้นนอกบริเวณการชุมนุมของคนเสื้อแดง
 
ในรายงานได้เผยข้อเท็จจริงต่อไปว่า การปราบปรามครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำหนดเส้นตายให้ นปช.ยุติการชุมนุมอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม หลังจากนั้น ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม รัฐบาลก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฉบับที่สอง และดำเนินการให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ก็ได้เริ่มต้นสลายการชุมนุมโดยการกระชับวงล้อม การสังหารหมู่ครั้งใหม่ก็เริ่มต้นโดยการยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เสียชีวิตในวันเดียวกันนั้นเอง จากนั้น จึงได้มีการสังหารชีวิตประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมจนถึงการสลายการชุมนุมในเวลากลางวันของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ๕๖ คน จากนั้น ต่อมา ก็มีการสังหารประชาชนที่วัดปทุมวนารามอีก ๖ คน และมีผู้ถึงแก่กรรมเพราะติดในตึกเซ็นทรัลเวิร์ลอีก ๑ คน
 
ที่น่าสนใจคือ ในรายงานได้กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุม นำมาซึ่งการจับกุมประชาชนดำเนินคดีทั่วประเทศถึง ๑๘๕๗ คน ซึ่งบางคนไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วย และจากจำนวนทั้งหมดนี้ ต่อมาถูกดำเนินคดีถึง ๑,๗๖๓ คน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีคดีมากที่สุด รองลงมาคือภาคอีสาน โดยแยกลักษณะการฟ้องได้ ๒ ลักษณะ คือ คดีฝ่าฝืนพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน และคดีที่ฟ้องร่วมกับคดีอาญา มีบางคดีที่ถูกฟ้องร่วมกับคดียาเสพติด ในการดำเนินคดีมีการรวบรัด มีหลายคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีโดยลงโทษจำคุก ๑ ปี แล้วจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเพราะการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นผิดระเบียบ แต่มีถึง ๒๗ คดีที่ศาลตัดสินจำคุกมากกว่า ๑๐ ปี
 
มีตัวอย่างหลายคดีพบว่า พยานหลักฐานหลายชิ้นที่ถูกนำมาใช้เพื่ออ้างว่าผู้ต้องหาฝ่าฝืน พระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน คือ ตีนตบ ธง นปช. หมวก ผ้าพันคอ พลุ ตะไล เป็นต้น และล่าสุดในขณะนี้ ยังมีผู้ที่ติดคุกอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ได้รับการประกันตัวอีก ๒๒ คน ในรายงานระบุด้วยว่าการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินส่งผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินคดีคือมีการซ้อม มีการจูงใจให้รับสารภาพ และผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมากก็ไม่มีทนายความช่วยเหลือคดี
 
บทความของ ขวัญระวี วังอุดม ได้วิเคราะห์ว่า การสลายการชุมนุมทั้งหมดนี้เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ไม่สอดคล้องกับกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยและหลักสากล และกลายเป็นว่าประชาชนผู้เสียชีวิตโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาวุธอยู่ในมือเลย เท่ากับเป็นการใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมที่มีแต่สองมือเปล่า ยิ่งกว่านั้น การใช้พลซุ่มยิงหรือสไนเปอร์ยิงประชาชนก็ไม่ถูกต้องด้วยหลักการสลายการชุมนุม และยังรวมถึงการยิงผู้สื่อข่าว และอาสาสมัครกู้ชีพอย่างไม่มีการแยกแยะ ซึ่งที่มาอย่างหนึ่งของการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ก็คือ การใช้กฏหมายความมั่นคงมาจัดการกับการชุมนุมทางการเมือง จนทำให้กลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนขั้นรุนแรง
 
อีกกรณีหนึ่งที่กล่าวถึงในรายงานนี้ก็คือ การใช้การปฏิบัติการด้านข่าวสารที่สร้างความชอบธรรมแก่การปราบปรามของฝ่ายรัฐบาล เช่น การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการสร้างวาทกรรมด้านลบเกี่ยวกับผู้ชุมนุม การโจมตีว่า ผู้ชุมนุมเป็นสมุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้น่าสงสารไร้การศึกษาและถูกหลอกมา จนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของการก่อการร้าย และที่ร้ายแรงคือการโจมตีด้วยข้อหาว่าเป็น”แดงล้มเจ้า” และเพื่อให้สมเหตุผลก็ได้มีการอุปโลกน์ข้อมูลเรื่องผังล้มเจ้าออกมาด้วย และเมื่อปราบปรามแล้ว ก็ใช้การบิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ซึ่งต่อมาก็เป็นที่พิสูจน์ได้ว่า ผังล้มเจ้าเป็นเพียงเรื่องกำมะลอ แต่มีผลในการใส่ร้ายป้ายสีแล้วฆ่าคน
 
ข้อสรุปที่น่าสนใจ ก็คือ กรณีการสลายการชุมนุมประชาชนอันนำมาซึ่งการบาดเจ็บเสียชีวิต และการถูกจับกุมของประชาชนจำนวนมากเช่นนั้น ถูกอธิบายด้วยคำ ๓ คำ คือ “อำพราง อัปลักษณ์ และ อำมหิต” และเมื่อเวลาขณะนี้ ความยุติธรรมก็ยังไม่ได้กลับคืนมาสู่ประชาชน สุภาษิตกฎหมายได้กล่าวว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม” และที่น่าแปลกใจก็คือ ความยุติธรรมที่มาล่าช้ายังดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมาแล้ว ๑ ปีก็ตาม
 
 
 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์