สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 9-15 ก.ย. 2555

แรงงานนอกระบบยื่นข้อเสนอ ขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการรับสิทธิต่างๆ กทม.ขานรับเร่งพัฒนารับประชาคมอาเซียน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ย.ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาแรงงานนอกระบบกรุงเทพมหานคร พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายส่งเสริมและพัฒนาแรงงานนอกระบบ กรุงเทพมหานคร” โดย กทม. ร่วมกับศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ ศูนย์วิชาการแรงงานนอกระบบ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ จัดขึ้นเพื่อการพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบ โดยมี กลุ่มอาชีพแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย ตัดเย็บเสื้อผ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ประมาณ 200 คน เข้าร่วมงาน
 
นางทยา กล่าวว่า ผู้ใช้แรงงานนอกระบบถือว่าเป็นแรงงานหลักของประเทศ ซึ่งในปี 54 มีผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.3 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานนอกระบบ 24.6 ล้านคน หรือ 62.2 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ซึ่งประเทศจะพัฒนาไปไม่ได้หากผู้ที่ทำงานนอกระบบไม่มีสวัสดิการและคุณภาพ ชีวิตที่ดี โดยเฉพาะการจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่ต้องมีการพัฒนาศักยภาพของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ ความรู้ หรือทักษะการทำงานที่ต้องมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดย กทม. ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานนอกระบบได้ดำเนินการในหลาย ๆ ส่วนเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ได้ร่วมกับสำนักพัฒนาสังคม สำนักอนามัย เรื่องการดูแลสุขภาวะ การให้ความรู้ในเรื่องของสุขภาพ และการส่งเสริมอาชีพแรงงานนอกระบบในหลายอาชีพให้มีความก้าวหน้าทางอาชีพที่ ดีขึ้น การสร้างสวัสดิการต่าง ๆ ทำบัตรประจำตัวของแต่ละอาชีพ รวมถึงการอบรมภาษาอังกฤษให้กลับกลุ่มรถแท็กซี่ โดยจะตั้งใจดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ตามนโยบายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ที่ว่า “ทั้งชีวิตเราดูแล”
 
ทั้งนี้ในที่ประชุมฯ ได้มีเครือข่ายแรงงานนอกระบบ นำโดย นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์แรงงานนอกระบบ พร้อมผู้แทน ได้ยื่นข้อเสนอต่อ กทม. เพื่อขอให้สนับสนุนการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. สนับสนุนการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการ โดยการออกบัตรประจำตัวผู้ประกอบอาชีพเพื่อรับรองสถานภาพว่าเป็นผู้ที่ได้รับ การรับรองจาก กทม. เพื่อเอื้ออำนวยในการประกอบอาชีพทั้งในด้านสถานที่ การลดหย่อนการบังคับใช้กฎหมายระเบียบของ กทม. การเข้าถึงสิทธิและบริการของ กทม. และบริการภาครัฐ การเข้าถึงแหล่งทุน ฯลฯ 2. สนับสนุนและส่งเสริมการบริการด้านสุขภาพ ความปลอดภัยและชีวอนามัยในการทำงาน 3. เร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น กทม. และ 4. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดอาชีพเพื่อการเข้าถึงงานและมี รายได้สม่ำเสมอ โดยพิจารณาตามบริบทของอาชีพ.

(เดลินิวส์, 11-9-2555)

 

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ตยังต้องการแรงงานกว่าพันอัตรา

ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต จัดวันนัดพบแรงงานย่อย ครั้งที่ 5/2555 และโครงการรับงานสู่บ้านเพิ่มรายได้ในครัวเรือน รวมทั้งโครงการส่งเสริมการรับงานไปทำที่บ้าน ประจำปี 2555 โดยมี ตำแหน่งงานว่างรวม 342 ตำแหน่ง จำนวน 1,286 อัตรา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้ว่างงาน และผู้ต้องการเปลี่ยนงาน รวมถึงผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ระดับหนึ่ง

นายพ่วง สองนาม นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดนัดพบแรงงานนั้นเป็นภารกิจของสำนักงานจัดหางานฯ ในการให้บริการนอกสถานที่ โดยเชิญผู้ประกอบการมาตั้งโต๊ะรับสมัครพนักงานโดยตรง และปีนี้ได้กำหนดจัดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายประจำปีงบประมาณ 2555 โดยมีตำแหน่งงานว่าง 342 ตำแหน่ง จำนวน 1,286 อัตรา นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำโครงการรับงานสู่บ้านเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และโครงการส่งเสริมการรับงานไปทำที่บ้าน ประจำปี 2555 เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีรายได้เพิ่ม โดยนำเอาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าไปจำหน่ายขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น นอกจากการทำงานในเวลาปกติ หรือผู้ที่ว่างงานหรือกลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุ จะได้มีการรายเสริม

ในการจัดนัดพบแรงงานจะมีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ โดยแต่ละครั้งจะจัดให้บริษัทที่มาตั้งโต๊ะสัมภาษณ์งานได้ไม่เกิน 40 บริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ประเภทกิจกรรมที่นายจ้างต้องการเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ โรงแรม/ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกค้าส่ง สปา/นวด ธุรกิจท่องเที่ยว โรงงาน และนวด ส่วนตำแหน่งที่ต้องการ ได้แก่ ผู้ให้บริการในโรงแรม พนักงานขาย ช่างทั่วไปและอื่นๆ โดยระดับการศึกษาที่ต้องการมากที่สุด จะเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, ระดับ ปวช.-ปวส. และระดับปริญญาตรีตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้มาสมัครงานและได้งานทำทันทีมีไม่ต่ำกว่า 50% ของตำแหน่งงานที่ว่าง

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12-9-2555)

 

ครูอัตราจ้างบุรีรัมย์บุกกรุง สมทบม็อบจี้ รบ.ต่อสัญญา-เพิ่มเงินเดือน 15,000 บาท

 (12 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา แกนนำครูอัตราจ้าง 7 อำเภอในเขตพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ประกอบด้วย อ.เมือง, บ้านกรวด, สตึก, พุทไธสง, คูเมือง, แคนดง และ อ.นาโพธิ์ กว่า 40 คน จากทั้งจังหวัดมีกว่า 100 คน พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีขาวกางเกงสีดำมารวมตัวกันที่บริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย ในเขตเทศบาลตำบลสตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ พร้อมถือป้ายข้อเรียกร้องต่างๆ ก่อนจะขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปสมทบกับครูอัตราจ้างจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องผ่าน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ กระทรวงศึกษาธิการ ถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล
      
ทั้งนี้ เพื่อให้พิจารณาต่อสัญญาจ้างให้ครูอัตราจ้างในโครงการ “ยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ (SP2)” และครูอัตราจ้างในโครงการ “ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์” ที่มีอยู่ทั้งประเทศกว่า 8,000 คน ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาจ้างภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีกโดยไม่มีกำหนด
      
พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายค่าครองชีพให้ครูอัตราจ้างตามวุฒิ การศึกษาระดับปริญญาตรี ตามนโยบายรัฐบาลเดือนละ 15,000 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว จากที่ผ่านมาได้รับเพียงเดือนละ 9,140 บาท พร้อมทั้งให้พิจารณาประเมินผลงานครูอัตราจ้างที่ทำงานครบ 3 ปีให้บรรจุเป็นพนักงานราชการ เพื่อให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการเหมือนข้าราชการทั่วไป
      
น.ส.เมธิญา ยามดี ประธานครูอัตราจ้างจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การที่ครูอัตราจ้างออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้เพื่อต้องการเรียกร้องให้ รัฐบาลพิจารณาต่อสัญญาจ้างออกไปอีกโดยไม่มีกำหนด เพราะถ้าหากไม่มีการต่อสัญญาหรือเลิกจ้างก็จะส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อน แก่ครูอัตราจ้างเป็นอย่างมาก ทั้งด้านสภาพจิตใจ ชีวิตความเป็นอยู่ ภาระครอบครัว อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเด็กนักเรียนด้วย
      
“หากการเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือตามที่เรียกร้อง กลุ่มครูอัตราจ้างทั้งประเทศก็จะรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมจน ถึงที่สุดต่อไป” น.ส.เมธิญากล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12-9-2555)

 

ครูอัตราจ้างโครงการ SP2 บุก ศธ.ยื่น 4 ข้อเสนอให้ สพฐ.เยียวยา

(12 ก.ย.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอมรรัตน์ ทองสาดี ประธานชมรมครูอัตราจ้างแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยครูอัตราจ้างในโครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 ทั่วประเทศ ประมาณ 100 คน เดินทางเพื่อยื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อขอให้ต่อสัญญาจ้างครูอัตราจ้างต่อไปโดยมีนายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) รับเรื่องแทน
      
โดยนายอมรรัตน์ กล่าวว่า ในโครงการ SP2 นั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ใช้งบประมาณในการจ้างครูอัตราจ้างตามโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ จำนวน 5,290 อัตราและโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์  จำนวน 3,323 อัตราซึ่งเป็นการจ้างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ปี 2552 และทำสัญญาจ้างปีต่อปี แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ สพฐ.ได้ทำหนังสือ ด่วนที่สุดที่ ศธ. 04010/ว 1156 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 และด่วนที่สุดที่ ศธ. 04006/ว1036 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ให้จ้างครูอัตราจ้างถึงสิ้นเดือนกันยายน 2555 เท่านั้น เนื่องจากในปีงบประมาณ 2556 สพฐ.ไม่มีงบประมาณเพื่อการจ้างครูอัตราจ้างแล้ว จากหนังสือดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการศึกษา ทั้งที่เกิดกับโรงเรียนและนักเรียน เช่น ขาดแคลนบุคลากรด้านการสอน ฯลฯ
       
ดังนั้น พวกตนจึงได้เดินทางเพื่อยื่นหนังสือและขอเรียกร้อง ดังนี้1.ขอให้ต่อสัญญาจ้างให้กับครูอัตราจ้างทั้ง 2 โครงการทุกปีโดยไม่ตัดโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบออกจาก สพฐ. โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในกลุ่มของลูกจ้างชั่วคราวและต่อสัญญาจ้างโครงการยก ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้กับบุคลากรเดิมโดย ไม่ต้องสอบคัดเลือกใหม่และโอนการดูแลมาอยู่ที่ สพฐ. พร้อมกันนี้ขอให้ทำตามสัญญาที่ นายไกร เคยให้ไว้กับกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 คือ ลูกจ้างทุกคนในโครงการจะได้ทำสัญญาจ้าง 3 ปีต่อครั้งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน 2.ขอให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาให้ครูอัตราจ้างทั้ง 2 โครงการอยู่ในหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดและให้ได้รับค่าครองชีพ 15,000 บาทตามนโยบายรัฐบาลและได้รับค่าครองชีพย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไปเหมือนลูกจ้างโครงการอื่นโดยไม่เลือกปฏิบัติ 3.ครูอัตราจ้างที่ทำงานครบ 3 ปีขอบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งพนักงานราชการ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่การงานและเป็นกำลังใจในการทำหน้าที่ และ4.เมื่อเป็นพนักงานราชการครบ 5 ปีขอบรรจุเข้ารับตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่การงานและเป็นขวัญกำลังใจและการปฏิบัติ หน้าที่
      
นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้เตรียมงบประมาณ 684 ล้านบาท เพื่อจ้างครูอัตราจ้างจากทั้ง 2 โครงการแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ทำหนังสือแจ้งไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ต่าง ๆ ส่ววนกรณีที่ขอให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาทตามนโยบายรัฐบาลนั้น ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหากครม.เห็นชอบก็สามารถเบิกจ่ายได้ทัน เพราะงบดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 สาระแล้ว
      
รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามสำหรับข้อเรียกร้องที่ให้ บรรจุครูอัตราจ้างทั้งหมด เข้าสู่ตำแหน่งพนักงานราชการนั้น คงต้องไปดูระเบียบของก.ค.ศ. ซึ่งทุกอย่างคงต้องเป็นไปตามระเบียบ ส่วนที่ขอให้คนอายุงาน 3 ปีขึ้นไป บรรจุเป็นพนักงานราชการ ตามว.12 นั้น สพฐ.จะทำหนังสือเสนอไปยัง ก.ค.ศ. พิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12-9-2555)

 

นายจ้างแจ้งยอดความต้องการแรงงานเดือน ส.ค. 1 แสนอัตรา เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน เปิดเผยรายงานสถานการณ์การว่างงาน การเลิกจ้าง และความต้องการแรงงานเดือน ส.ค. ระบุว่ามีนายจ้างแจ้งตำแหน่งงานว่างมายังกรมการจัดหางาน จำนวน 1 แสนอัตรา เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 พบว่าเพิ่มขึ้น 1.31 หมื่นอัตรา หรือเพิ่มขึ้น 15.11% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดอาชีพ ยกเว้นผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและประมง

รายงานระบุว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลมาจากในช่วงต้นปีนี้ สถานประกอบการจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากภัยพิบัติน้ำท่วมใน หลายจังหวัด จนต้องหยุดทำการผลิตสินค้า สามารถซ่อมแซมกิจการและกลับมาประกอบกิจการได้ตามปกติ ทำให้มีความต้องการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความต้องการแรงงานจำแนกตามประเภทอาชีพ พบว่าแรงงานมีความต้องการแรงงานมากที่สุด 3 อันดับแรก คือแรงงานอาชีพงานพื้นฐาน (แรงงานด้านการประกอบ แรงงานบรรจุภัณฑ์) จำนวน 3.5 หมื่นอัตรา 34.94% รองลงมา ได้แก่ พนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้าและตลาด จำนวน 1.6 หมื่นอัตรา คิดเป็น 16.56% และเสมียน เจ้าหน้าที่ 1.3 หมื่นอัตรา 13.09%

นอกจากนี้ ตัวเลขการให้บริการจัดหางาน ณ เดือน ก.ค. ที่ผ่านมามีผู้สมัครงาน จำนวน 9 หมื่นคน และมีการบรรจุงานได้จำนวน 4.6 หมื่นคน คิดเป็นอัตราการบรรจุงาน 51.00% ในจำนวนนี้เป็นการบรรจุงานให้ผู้ประกันตนกรณีว่างงานถึง 61.09%

(โพสต์ทูเดย์, 13-9-2555)

 

ศธ.ส่งเรื่องเข้า ครม. ปรับครูลูกจ้างอาชีวะเป็น พนง.ข้าราชการ

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุมัติให้ส่งเรื่องเปลี่ยนสถานภาพลูกจ้างชั่วคราว เป็นพนักงานราชการ สังกัด สอศ. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยเป็นกรอบอัตราพนักงานราชการทั่วไปสายผู้สอน 8,595 อัตรา และพนักงานราชการทั่วไปสายสนับสนุน 11,403 อัตรา รวม 19,998 อัตรา ซึ่งเป็นการขอเพิ่มเติมจากกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการรอบที่ 3 ปีงบประมาณ 2556-2559 ที่ได้ขออนุมัติไว้แล้ว 5,310 อัตรา

(อินโฟเควสท์, 14-9-2555)

 

พนักงานการบินไทยจี้  “สรจักร” ว่าที่ดีดีแก้สัญญาจ้างไม่เป็นธรรม เป็นงานแรก

เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น.พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กว่า 200 คน ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น(DK) ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น(D2) และฝ่ายบริการบนเครื่องบิน(DQ) (ลูกเรือ) สัญญาจ้างราย 2 ปี 4 ปี และ5 ปี รวมตัวกันที่บริเวณห้องโถงชั้นล่างของอาคาร 1 สำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ในวันนี้ (14 ก.ย.) ยกเลิกสัญญาจ้างพนักงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง 2 ปี 4 ปี และ 5 ปี โดยมิได้กำหนดเกษียณ ให้เป็นพนักงานเกษียณอายุที่ 60 ปี

นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การบินไทย กล่าวว่า พนักงานที่เป็นสัญญาจ้างแบบกำหนดระยะเวลาจ้าง มีจำนวน 2,500 คน แต่ลักษณะการทำงานของพนักงานเหล่านี้ไม่ใช่งานชั่วคราว ต้องอาศัยความชำนาญงานและสั่งสมประสบการณ์ การทำสัญญาจ้างแบบกำหนดระยะเวลาจ้างจึงไม่เป็นธรรม และขัดหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน พนักงานได้รับความเดือดร้อน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน จึงต้องการให้บอร์ดยกเลิกสัญญาและปรับให้อยู่ภายในระเบียบบริษัท เช่นเดียวกับพนักงานอื่นๆ

“พนักงานเหล่านี้เป็นพนักงานประจำ ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราว มีบัญชีโครงสร้างเงินเดือนเช่นเดียวกับพนักงานประจำที่ไม่กำหนดระยะเวลาการ จ้างอื่นๆ ซึ่งการเป็นพนักงานที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ทำให้พนักงานขาดความจงรักภักดีต่อองค์กร ขาดขวัญกำลังใจ เพราะไม่มีความมั่นคงในการทำงาน สหภาพฯจึงยื่นข้อเรียกร้องให้บริษัทฯยกเลิกระยะเวลาการจ้าง”นางแจ่มศรีกล่าว

ทั้งนี้ หากบอร์ดไม่มีมติตามที่ยื่นเรียกร้อง พนักงานจะไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการแรงงาน และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อไป

นางแจ่มศรีกล่าวว่า ในโอกาสที่นายนายสรจักร เกษมสุวรรณ ว่าที่กรรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือดีดี บริษัท การบินไทย จะเข้ามาร่วมประชุมบอร์ดด้วย จึงมีการชุมชุมของกลุ่มพนักงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากระบบสัญญาจ้างดัง กล่าวมาชุมนุมเรียกร้องให้ ว่าที่ดีดี ได้รับทราบและเร่งดำเนินงาแก้ปัญหาให้พนักงานที่ถือว่า เป็นพนักงานส่วนที่มีความสำคัญต่อการให้บริการ และการขับเคลื่อนองค์กรทางธุรกิจให้สามารถแข่งขันในธุรกิจการบิน และให้เป็นงานชิ้นแรกในตำแหน่งดีดีโดยกลุ่มพนักงานจะชุมนุมรอฟังผลการประชุม บอรด์อยู่ด้านล่างบริษัท

ทั้งนี้เดิมพนักงานทุกคนจะเป็นพนักงานประจำ แต่เมื่อปี 2546 ได้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาจ้างของพนักงานบางส่วนเป็นสัญญาราย 2 ปี และจะต่ออีก 4 ปี หรือ 5 ปี ไม่กำหนดอายุเกษียณทำให้พนักงานเกิดความไม่มั่นคงในอาชีพทั้งที่การบินไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ และยังขัดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84 อนุ 7 “ที่คุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์

และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” และพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง “ ที่ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-9-2555)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์