ศาลสั่งไต่สวนการตายคดีแรก "พัน คำกอง" เสียชีวิตจากทหาร

(เพิ่มเติม-แนบคำพิพากษาฉบับย่อ) ศาลอาญาอ่านคำสั่งไต่สวนระบุการตายของนายพัน คำกอง เป็นการเสียชีวิตขณะเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์การชุมนุม ตามคำสั่ง ศอฉ. ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิตเตรียมยื่นฟ้องอาญาต่อ

(17 ก.ย.55) เวลา 10.45 น. ศาลอาญา รัชดา อ่านคำสั่งไต่สวนการตายนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ที่ถูกยิงเสียชีวิตคืนวันที่ 14 ต่อ 15 พ.ค.53 บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภในเหตุการณ์ทหารยิงรถตู้ที่วิ่งเข้ามา โดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลจะอ่านคำสั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอ่านคำสั่งกว่า 1 ชม.ครึ่งระบุว่า ด้วยพยานหลักฐานทั้งหมดชี้ว่าผู้ตายถูกกระสุนปืนขนาด.223 (5.56 มม.) จากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ร่วมกันยิงไปยังรถตู้ที่วิ่งเข้ามายังพื้นที่หวงห้ามแล้วกระสุนไปโดนผู้ตายที่ออกมาดูเหตุการณ์ ทั้งนี้ ให้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป  (ดาวน์โหลดคำพิพากษาฉบับย่อได้ในไฟล์แนบ)

ศาลอ่านคำสั่งสรุปความได้ว่า จากการสืบพยาน ประจักษ์พยาน เจ้าหน้าที่ทหาร โดยรวม พฤติการณ์ต่างๆ ทำให้เชื่อว่าวันเกิดเหตุกลุ่มคนที่ร่วมกันระดมยิงอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามใส่รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุนั้นเป็นเจ้าพนักงานทหาร แม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าผู้ตายถูกลูกกระสุนปืนของผู้ใด แต่บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวเป็นพื้นที่ควบคุมของเจ้าพนักงานทหาร ที่ควบคุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งถนนของที่เกิดเหตุ

สภาพรถยนต์ตู้ก็ถูกยิงจากด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านขวาของตัวถังรถยนต์ ในช่วงเกิดเหตุไม่มีคนร้ายเข้าไปในที่เกิดเหตุในลักษณะเข้าไปยิงปะทะต่อสู้กับเจ้าพนักงานทหารตามที่วินิจฉัยข้างต้น คงมีเพียงเจ้าพนักงานทหารที่สามารถใช้อาวุธปืนยิงรถยนต์ตู้ เพราะฝ่าฝืนคำสั่งที่ประกาศเตือนไม่ให้แล่นเข้าไปในพื้นที่ควบคุม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับผู้ตายวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ บริเวณหน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียม ไอดีโอคอนโด

นอกจากนี้ยังปรากฎว่าลูกกระสุนปืนที่พบในศพผู้ตายกับในตับของนายสมร คนขับรถยนต์ตู้เป็นกระสุนขนาด .223 (5.56 มม.) เช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบวิถีกระสุนจากศพผู้ตายกับวิถีกระสุนของรถยนต์ตู้อยู่ในแนวเดียวกันกับตำแหน่งเจ้าพนักงานทหารที่ควบคุมพื้นที่ จึงเชื่อว่าการตายของผู้ตายเกิดจากถูกลูกกระสุนปืนจากการยิงของเจ้าพนักงานทหาร ยิงใส่รถยนต์ตู้ขณะที่แล่นเข้าไปในพื้นที่ควบคุมภายหลังเจ้าพนักงานทหารประกาศเตือนให้หยุดแล่น

ส่วนการตรวจอาวุธปืนเล็กกล แบบเอ็ม 16 ที่ส่งไปจาก ปพัน31 รอ. หรือ ร.1 พัน 3 รอ. เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงกระสุนปืนที่พบในศพของผู้ตายหรือไม่ แม้ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า ไม่มีอาวุธปืนกระบอกใดที่ใช้ยิงกระสุนทดสอบตรงกับอาวุธปืนที่ใช้ยิงลูกกระสุนที่พบในศพผู้ตายก็ตาม แต่เป็นการตรวจหลังเกิดเหตุเป็นเวลานาน ทั้งตามระเบียบราชการก่อนมีการเก็บรักษาอาวุธปืนที่ใช้ หลังการยิงทุกครั้ง ไม่ว่าหลังการฝึกยิงหรือยิงในราชการอื่นใดก็ต้องมีการทำความสะอาดอาวุธปืนดังกล่าวทุกครั้ง การทำความสะอาดแต่ละครั้งย่อมทำให้ร่องรอยพยานหลักฐานจากอาวุธปืนกระบอกนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงอะไหล่ในส่วนสำคัญของอาวุธปืนได้จนทำให้วัตถุพยานผิดข้อเท็จจริง ทั้งยังได้ความว่า กระสุนปืนขนาดดังกล่าวยังสามารถใช้กับอาวุธปืนแบบทาเวอร์ ทาร์ หรือเอชเค 33 ด้วย ลำพังผลการตรวจอาวุธปืน แบบเอ็ม 16 ดังกล่าวไม่ทำให้ผลการรับฟังข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป

จึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายชื่อ นายพัน คำกอง ตายที่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมชื่อ ไอดีโอคอนโด ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเกิดจากการถูกลูกกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามที่เจ้าพนักงานทหารร่วมกันยิงไปที่รถยนต์ตู้ หมายเลขทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสมร ไหม เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ ปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภรรยา ลูกสาว พี่และน้องของนายพัน รวมทั้ง นพ.เหวง โตจิราการ และธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. ได้เดินทางมารับฟังคำสั่งศาลด้วย โดยหลังนายพันเสียชีวิต นางหนูชิต คำกอง ภรรยาของนายพันได้กลับไปอยู่กับลูก 4 คนที่ภูมิลำเนาจังหวัดยโสธร ประกอบอาชีพทำนา ทั้งนี้ ได้รับเงินชดเชยจากทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 

นางหนูชิต ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำสั่งว่า ดีใจที่ผลการไต่สวนออกมาเช่นนี้ และหวังว่าคดีนี้ซึ่งเป็นคดีไต่สวนการตายคดีแรกจะเป็นมาตรฐานให้กับคดีอื่นๆ ด้วย

ด้านนายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต ระบุว่า การอ่านคำสั่งศาลนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อระบุว่าผู้ตายเป็นใคร ตายด้วยเหตุอะไร ใครเป็นผู้ทำให้ตาย โดยยังไม่ใช่การพิพากษาคดีหรือหาคนกระทำผิด หลังจากศาลอ่านคำสั่งแล้ว ก็จะส่งสำนวนให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนคดีอาญาทั่วไป ซึ่งในกรณีนี้อัยการน่าจะส่งให้ตำรวจรวบรวมยพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อหาผู้กระทำผิดต่อไป

 

 


ไต่สวนการตาย "มานะ อาจราญ" เจ้าหน้าที่เขาดิน ตร.ยันไม่รู้เรื่อง
วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 808  ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำที่ อช.8/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรการเสียชีวิตของนายมานะ อาจราญ ลูกจ้างของสวนสัตว์ดุสิตแผนกบำรุงรักษา ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 บริเวณสวนสัตว์ดุสิต แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กทม. ระหว่างสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ ถ.ราชดำเนิน โดยวันนี้เป็นนัดที่ 3 ของการไต่สวน

พ.ต.ท.สุรพล รื่นสุข รอง ผกก.ปป.สน.คันนายาว เบิกความว่า ในช่วงปี 53 ที่เกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งในกองกำกับการฝ่ายอำนวยการข่าว กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมีหน้าที่รวบรวมข่าวเกี่ยวกับผู้ชุมนุม นปช. จากตำรวจที่หาข่าวในพื้นที่ เพื่อรายงานต่อผู้บังคับบัญชาทุกวัน โดยรายงานวันที่ 10 เม.ย.53 มีแต่เหตุการณ์ที่แยกคอกวัวเท่านั้น ไม่มีรายงานเกี่ยวกับกรณีผู้ตายที่สวนสัตว์ดุสิตแต่อย่างใด

พ.ต.อ.ปรีดา สถาวร ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการข่าว กองบังคับการตำรวจนครบาล เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเป็นฝ่ายวางแผนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของ นปช. โดยหลังรัฐบาลในขณะนั้นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และตั้ง ศอฉ. ตำรวจปฏิบัติงานโดยขึ้นกับกองทัพภาคที่ 1 โดยมาจากทั้งนครบาลและภูธร

พ.ต.อ.ปรีดา เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ บริเวณรัฐสภา มีกำลังตำรวจ 4 กองร้อย พักที่สวนสัตว์และอาคารรัฐสภา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีกระบองและโล่ แต่ไม่มีอาวุธปืน  หลังเกิดการปะทะที่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและโดยรอบ ตำรวจได้รับมอบหมายให้ไปรักษาความปลอดภัยบริเวณแยกมิสกวัน มีการสั่งการทางวิทยุให้ชุดเคลื่อนที่เร็วของสถานีตำรวจต่างๆ เฝ้าระวังสถานการณ์ รวมถึงมีการตั้งจุดตรวจ 9 จุด บริเวณพื้นที่รอบนอกที่ปะทะแต่ไม่ครอบคลุมบริเวณสวนสัตว์

พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า ส่วนเหตุที่เกิดในสวนสัตว์ดุสิตนั้น พยานไม่ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว

AttachmentSize
คำสั่งฉบับย่อ ไต่สวนการตาย นายพัน คำกอง47 KB