สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23-29 ก.ย. 2555

เผดิมชัยสั่งจัดระบบแรงงานเก็บผลไม้ฟินแลนด์-สวีเดน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนและคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมแรงงาน ไทยที่ไปทำงานเก็บผลไม้ป่าตระกูลเบอร์รี่ที่ประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ซึ่งพัก อยู่ใน 5 แคมป์รวมประมาณ 5,000 คนโดยพบว่า แรงงานไทยมักจะพักอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่โดยเช่าบ้านหรืออาคารเรียน เก่า ซึ่งแรงงานที่เดินทางไปต้องมีสุขภาพแข็งแรงและเพราะต้องออกไปเก็บผลไม้ ตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวัน และทำงานภายใต้อุณหภูมิหนาวเย็นตลอดระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี ทั้งนี้ การออกไปเก็บผลเบอร์รี่ของแรงงานไทยนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งค่ารถ ค่าที่พัก ค่าอาหาร รวมทั้งหมด 160-180 โคลนหรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่คนละ 760-885 บาทต่อวัน

"คนไทยได้รับการยอมรับว่า มีความอดทนและสามารถเก็บผลเบอร์รี่ป่าได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับแรงงานชาติ อื่นๆ โดยผลเบอร์รี่ป่าเป็นพืชที่ขึ้นเอง แต่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างผลิตภัณฑ์ รายได้ ที่เป็นผลประโยชน์เข้าประเทศฟินแลนด์และสวีเดน อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแรงงานในการเก็บผลไม้ป่าตระกูลเบอร์รี่ที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาบริษัทรับซื้อให้ราคาต่ำ และปริมาณผลไม้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศและฤดูกาล"รมว.แรงงาน กล่าว

นายเผดิมชัย กล่าวต่อไปว่า เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น ทำให้แรงงานไทยมีรายได้แน่นอนจากการไปเก็บผลเบอร์รี่ ตนจึงเสนอให้มีการประกันความเสี่ยงในเรื่องราคา โดยให้บริษัทที่จัดหาแรงงานไทยเดินทางเข้าไปเก็บผลไม้ จะต้องทำสัญญาประกันรายได้ให้แก่แรงงานเป็นเงิน 100,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนที่ไปเก็บผลเบอร์รี่

รมว.แรงงานด้วยว่า ได้สั่งการให้นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.)และ ผอ.สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ (สรต.) สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานไปเจรจากับเอกอัครราชทูตฟินแลนด์และสวีเดนในการ จัดระบบการจ้างแรงงานเก็บผลไม้ป่าตระกูลเบอร์รี่โดยให้ไปโดยผ่านบริษัทจัดหา คนที่ทำสัญญาประกันรายได้เท่านั้นเพราะไม่อยากให้คนไทยที่ต้องการเข้าไปเก็บ ผลเบอรี่ป่าทั้งในสวีเดนและฟินแลนด์เดินทางเข้าไปโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว เนื่องจากจะไม่มีอะไรเป็นหลักค้ำประกันและดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม หากเกิดปัญหาขึ้น

(เนชั่นทันข่าว, 24-9-2555)

 

พนักงานมหา'ลัยได้เฮ รับเงิน 15,000 ย้อนหลัง

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ลงนามในหนังสือเวียนและแจ้งไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ เรื่องการของบจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อการเบิกจ่ายค่าครองชีพชั่วคราวของ พนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินตามนโยบายรัฐบาลที่ให้กับ ผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากที่ผ่านมาสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเป็นงบกลางให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยวงเงิน 305,150,678 บาท ให้กับมหาวิทยาลัยทั้ง 79 แห่ง จำนวน 13,709 คน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยที่ได้รับงบประมาณมีดังนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง วงเงิน 119,050,165.00 บาท จำนวน 4,584 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยส่วนราชการ 16 แห่ง และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 14 แห่ง ทั้งนี้ พนักงานมหาวิทยาลัยจะได้เงินย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2555 อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้ครั้งนี้จะเป็นเงินของพนักงานมหาวิทยาลัยที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน จ้างเท่านั้น ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยที่ใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยจ้าง ทางมหาวิทยาลัยต้องใช้เงินมหาวิทยาลัยเอง

(ไทยรัฐ, 24-9-2555)

 

ร้องอปท.อุดรฯปลด-ลดเงินพนง.

ชาวบ้านจากเทศบาลตำบลหนองขอนกว้าง อ.เมือง จ.อุดรธานี กว่า 100 คน นำโดยนายบรรจง เชื้อเพชร อดีตกำนัน ต.หนองขอนกว้าง ขอเข้าพบนายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผวจ.อุดรธานี เพื่อขับไล่ นายกริช ฤทธิลี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล(ทต.)หนองขอนกว้าง และยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้กับลูกจ้างรวม 4 คน ที่ถูกนายกริช ฤทธิลี นายกเทศมนตรี ทต.หนองขอนกว้าง กลั่นแกล้ง โดยมีนายจีระศักดิ์ คำรณฤทธิศร ปลัด จ.อุดรธานี มารับหนังสือ

นายบรรจง กล่าวว่า  ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากนโยบายผู้บริหาร ทต.หนองขอนกว้าง ได้มีคำสั่งเลิกจ้าง และเปลี่ยนพนักงานจ้างตามภารกิจ มาเป็นพนักงานจ้างทั่วไปแบบจ้างเหมา รวม 5 คน ประกอบด้วย นายปิยพงษ์ สุขใจ  คนขับรถ  นายสุวรรณ อินทะมุข คนงาน นายสมศรี สุทา คนงาน ยกเลิกการ่อสัญญาจ้าง และนายจักรพงษ์ เสวตวงษ์  ช่าง นายสุขสันต์ สุวรรณจักร คนขับรถ พนักงานจ้างตามภารกิจ มาเป็นพนักงานจ้างทั่วไป ทั้งที่แต่ละคนทำงานมานานกว่า 10 ปี ทำให้ค่าจ้างที่เคยได้ลดลง ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ

"เทศบาลฯให้เหตุผลว่าค่าใช้จ่ายเกิน 40% โดยมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ และสภาฯมีความเห็นว่าให้ปรับพนักงานจ้างตามภารกิจ มาเป็นพนักงานจ้าวทั่วไปทุกคน แต่ผู้บริหารไม่ได้ปฏิบัติตามความเห็นสภาฯ โดเลือกที่จะเลือกเลิกจ้าง และเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างเพียงบางคน จึงเกิดความไม่เห็นธรรมแก่พนักงาน 5 คน เพราะทุกคนไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง ญาติพี่น้องของผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงรวมตัวมาร้องเรียนต่อ ผวจ.อุดรธานี "นายบรรจง กล่าว

นายปิยพงษ์ สุขใจ  คนขับรถ ที่ถูกเลิกจ้าง กล่าวว่า ทำงานเป็นพนักงานขับรถมา 12 ปี ตามสัญญาจ้างล่าสุด 4 ปี ซึ่งมีสิทธิได้รับการต่อสัญญา เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง การถูกเลิกจ้างจึงไม่มีความเป็นธรรม โดยเชื่อว่าสาเหตุที่ถูกเลิกจ้าง เพราะฝ่ายบริหารเหลือเวลาอีก 1 ปี 3 เดือน ซึ่งประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย โดยมีผู้สมัครรายอื่น เริ่มออกรณรงค์หาเสียงแล้ว และเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงกลายเป็นเป้าหมายถูกเลิกจ้าง

ด้านนายกริช ฤทธิลี นายก ทต.หนองขอนกว้าง กล่าวว่า ข้อมูลผู้ไปร้องเรียนคาดเคลื่อนไปบ้าง ความจริงคือต้องทำตามนโยบายรัฐบาล วุฒิปริญญาตรีเริ่ม 15,000 บาท ต่ำลงมาเริ่ม 9,000 บาท หรือรายวัน 300 บาท โดยเทศบาลฯ เรามีลูกจ้างสัญญาจ้าง 4 ปี อยู่ราว 20 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กันมาเป็นสิบปีแล้ว จึงมีเงินเดือน 10,000 -12,000 บาท ขณะที่มีผู้จบปริญญาตรีมากเกินครึ่ง แต่งบประมาณมีจำกัด รัฐบาลไม่ได้อุดหนุนงบประมาณมาให้

นายก ทต.หนองขอนกว้าง กล่าวอีกว่า ลูกจ้างจบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 15,000 บาท ต่ำกว่าปริญญาตรี 9,000 บาท ทั้งหมดไม่ได้ถูกเลิกจ้าง แต่เป็นเรื่องของหมดสัญญา ก็จะไม่มีการต่อสัญญาอีก แต่จะจ้างต่อเป็นเดือดต่อเดือน เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่อยู่กันมานาน เรื่องนี้มีการประชุมชี้แจงเข้าใจกันแล้ว แต่เพราะการเมืองทำให้เรื่องไม่จบ และสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับ อปท.ทั่วประเทศ อาทิ เทศบาลบางแห่ง อ.เมืองอุดรธานี เลิกจ้างลูกจ้าพร้อมกันถึง 20 คน แต่หากรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณมา เราก็สามารถทำสัญญาได้ใหม่

(โพสต์ทูเดย์, 25-9-2555)

 

พยาบาลทั่วไทยกว่าหมื่นคนนัดหยุดงาน 16 ต.ค. ทวงสัญญาบรรจุข้าราชการ

นางศิริวันต์ ยิ้มเลี้ยง ประธานชมรมผู้บริหารทางการพยาบาลแห่งประเทศไทย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพิจิตร กล่าวว่า พยาบาลทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคน นัดหยุดงานพร้อมกันวันที่ 16 ต.ค.นี้เพื่อชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่นโยบายรัฐบาลไม่สร้างความมั่นคงในอาชีพ ที่รับปากหลายครั้งว่าจะบรรจุเป็นข้าราชการแต่ก็ไม่ดำเนินการ ขณะนี้ประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรอาชีพ แพทย์ และ พยาบาล เนื่องจากเป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนักและมีความรับผิดชอบในความเสี่ยงสูงที่ อาจต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหากมีการรักษาที่ผิดพลาด แม้จะขาดเจตนาก็ตามทำให้เยาวชนที่เรียนเก่งไม่สนใจที่จะสอบเข้าเรียนเป็น พยาบาลวิชาชีพ ปัจจุบันขาดแคลนพยาบาลมากถึง 3 หมื่นคน ส่งผลให้บุคลากรที่มีอยู่ทุกวันนี้ต้องเข้าเวรกันอย่างหนัก บางรายวันหนึ่งๆทำงานกัน 2 รอบ 16 ชั่วโมง ถ้าเป็นวันหยุดยาวจะถูกสั่งห้ามลากิจหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่พยาบาลป่วย เล็กน้อยก็ต้องลากสังขารมาทำงานล่วงเวลา ทำให้เกิดความเครียดส่งผลให้คุณภาพของงานออกมาไม่เต็มร้อย เพราะการทำงานที่หนักเกินไป

นางศิริวันต์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยหนึ่งคือเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการความมั่นคงของอาชีพพยาบาลไม่มี ให้เลย ทุกวันนี้มีถึง 17,000 คน จบปริญญาตรี ทำงานมานานถึง 4-5 ปี ก็เป็นได้แค่เพียงพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว ได้เงินเดือนแค่ 1 หมื่นหรือไม่เกิน 12,000 บาท ไม่มีวี่แววว่าจะได้บรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน หรือเป็นพนักงานเหมือนกับองค์กรอื่นๆ แถมเงินเดือนค่าจ้างที่ได้ก็ต้องไปเจียดมาจากเงินบำรุงรายหัวจากรัฐบาลที่ มอบให้โรงพยาบาลต่างๆ ทำให้ต้องไปตัดในส่วนของเงินที่จะนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วย  ดังนั้นที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่เปิดกว้างเสรีทางด้านตลาดแรงงาน คาดว่าจะมีพยาบาลของไทยที่มีใบประกอบวิชาชีพย้ายไปเป็นลูกจ้างพยาบาลใน ประเทศสิงคโปร์ที่ตอนนี้มีข้อเสนอมาแล้วว่าจะให้เงินเดือนๆละ 50,000 บาท  ถ้ามีประสบการณ์หรือมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ก็จะได้มากขึ้นกว่านี้ แถมยังมีข้อเสนอสวัสดิการต่างๆมากมาย  จึงน่าเป็นห่วงคุณภาพชีวิตของคนไทยหากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขมีหวังกระทบ กระเทือนด้านการให้บริการทางการแพทย์ทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน

(โพสต์ทูเดย์, 26-9-2555)

 

คปก.ดันกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านให้เป็นธรรม เสนอเร่งตั้งคณะกรรมการฯ ด้วยวิธีลงคะแนน 1 กลุ่มต่อองค์กร

ายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ลงนามในหนังสือบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเรื่อง การตรากฎหมายลำดับรองตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.2553 เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบังคับใช้และการออกกฎหมายลำดับรองเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ. และเพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับความเป็นธรรมและมีมาตรฐานชีวิตที่ดี ขึ้น

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น คือ ควรเร่งรัดให้กระทรวงแรงงานมีคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน ตามมาตรา 25 หากกระทรวงแรงงานยังไม่ดำเนินการตามนี้ จะทำให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องเสียสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำงาน ตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและค่าทำศพ

ส่วนวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้าน ในส่วนของกรรมการผู้แทนผู้รับงานไปทำที่บ้าน คปก.เห็นว่า ควรใช้วิธีลงคะแนนแบบ 1 กลุ่มต่อองค์กรผู้รับงานไปทำที่บ้านต่อ 1 เสียง โดยคำนึงถึงจำนวนสมาชิกของกลุ่ม หรือองค์กรในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และกระทรวงแรงงานควรกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อแสดงว่ากลุ่มหรือองค์กรดังกล่าวมี อยู่จริง มีการดำเนินงานมาไม่น้อยกว่า 1 ปีนับแต่วันขึ้นทะเบียนและควรมีหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียน เพื่อให้ได้ผู้แทนผู้รับงานไปทำที่บ้านอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานควรประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจแก่สังคม ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านถึงเจตนารมณ์และสาระสำคัญของกฎหมายฉบับ นี้ด้วย

นอกจากนี้ในการร่าง กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศและคำสั่งตามกฎหมาย ควรส่งเสริมให้องค์กรแรงงานและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม เพื่อให้กฎหมายลำดับรองสอดคล้องกับความเป็นจริง ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 87 เกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสำคัญกับพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้งจากทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพราะเป็นกลไกสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 37 ประกอบกับงานที่รับไปทำที่บ้านมิไดจำกัดอยู่ในรูปแบบของสถานประกอบการเท่า นั้น จึงควรพัฒนากลไกอาสาสมัครแรงงานตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยอาสาสมัครแรง งาน พ.ศ.2547 หรือประสานงานกับกลไกอื่นในภูมิภาคหรือชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนสหภาพแรงงานในการให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับพนักงานตรวจแรง งานด้วย

(คปก., 27-9-2555)

 

"เผดิมชัย" ปิ๊งไอเดียสร้างแฟลตให้แรงงานไทยในมาเก๊าเช่าถูก หลังพบปัญหาค่าเช่าที่พักแพงหูฉี่ 

(27 ก.ย.) ที่เดอะเวเนเชี่ยน เขตปกครองพิเศษมาเก๊า นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าหารือกับ นางรามิเรซ รองประธานฝ่ายบริหารงานบุคคลกลุ่มโรงแรมในเครือเวเนเชี่ยน ว่า ในภาพรวมผู้บริหารเวนเชี่ยนแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลมาเก๊าจะอนุญาตให้มีการจ้าง แรงงานผ่านในเครือเวเนเชี่ยนเพิ่มขึ้นอีก 4,000-6,000 คน ในจำนวนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะให้โควต้าแรงงานไทยเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าจะได้มากกว่าที่เคยได้รับ ทั้งนี้ทางเวเนเชี่ยนได้ประสานให้กรมการจัดหางานเตรียมบุคคลากรที่มีความ เชี่ยวชาญภาษาจีนกลาง กวางตุ้ง และภาษาอังกฤษ เพื่อเข้าทำงานในโรงแรมและรีสอทร์ทขนาดใหญ่ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ยังมีข่าวดีว่าผู้บริหารของโรงแรมในเครือของเอ็มจีเอ็มมีความต้อง การแรงงานไทยเข้าทำงานในด้านโรงแรม 120 อัตรา แต่ยังไม่ได้แจ้งรายละเอียดเรื่องตำแหน่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานต้องไปคัดเลือกคนเพื่อป้อนตลาด ทั้งนี้เบื้องต้นจะพิจารณารายชื่อผู้สมัครที่ขึ้นบัญชีไว้กับกรมการจัดหางาน

นายเผดิมชัย กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่มาเก๊า หากเป็นไปได้จะประสานให้นายจ้างมาเก๊ามารับสมัครเองโดยตรง รวมถึงกรมการจัดหางานจะเป็นผู้จัดส่งแรงงานไปเองเพื่อไม่ให้มีการเรียกเก็บ ค่าหัวคิว และถ้าตลาดที่นี่ยังบูมต่อเนื่องจะหารือกับสำนักงบประมาณ สำนักงานข้าราชการพลเรือน เพื่อเปิดอัตรากำลังอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงานที่มาเก๊าอย่างเป็นทางการ รวมทั้งจะให้สำนักงานประกันสังคมไปพิจารณาโครงการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับ แรงงานไทยในมาเก๊า โดยจะเป็นการลงทุนซื้ออาหารที่พักขนาด 4,000-5,000 คน ให้แรงงานเช่าพักอาศัยในอัตราที่เป็นธรรม เนื่องจากแรงงานที่มาทำงานที่นี่มีปัญหาในเรื่องที่อยู่อาศัยมีราคาสูงมาก ทั้งนี้อาคารดังกล่าวจะถือเป็นทรัพย์สินของรับบาลไทย นอกจากนี้กระทรวงแรงงานจะเดินทางไปเปิดตลาดแรงงานในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิ เรตส์ กาตาร์ และอินเดีย ต่อไป.

(เดลินิวส์, 27-9-2555)

 

เด็กแว้นส้มหล่น!งานมาเกย กลุ่มยานยนต์เห็นฝีมือเตรียมปั้นเป็นช่างใหญ่

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์มีความสนใจที่จะร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเด็กแว้นมาพัฒนาฝีมือ เพื่อเข้าสู่แรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ และแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากกลุ่มเด็กแว้นส่วนใหญ่ มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับการตกแต่งยานยนต์ จึงใช้เวลาในการพัฒนาให้เป็นช่างเร็วกว่าบุคคลทั่วไป

“เด็กกลุ่มนี้ยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมาก โดยเฉพาะเรื่องการตกแต่งยานยนต์ แต่ส่วนใหญ่ไปใช้ในทางที่ผิด สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ภาคเอกชนจึงมีแนวคิดที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนให้เด็กแว้นให้มีงานทำและสร้าง ประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม โดยงานที่เหมาะกับเด็กแว้นหากสามารถพัฒนาฝีมือได้ เช่น เป็นช่างในธุรกิจการตกแต่งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือบริษัทที่มีการแข่งรถประเภทต่างๆที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

นายศุภรัตน์กล่าวว่า สำหรับแรงงานในส่วนของค่ายรถยนต์ในปัจจุบันมีประมาณ 100,000 คน และมีความต้องการเพิ่มอีก 10,000-20,000 คน รองรับการผลิตในอนาคต หลังจากที่ค่ายรถยนต์หลายค่ายได้ขยายกำลังการผลิต เพราะในปีนี้มั่นใจว่าจะผลิตรถยนต์ได้ 2.3 ล้านคัน และจะเพิ่มเป็น 2.5 ล้านคันในปี 2556

นายนคร ศิลปอาชา รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานก็มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้กลุ่มเด็กแว้นเข้าอบรมพัฒนาฝีมือ แรงงาน เพราะมั่นใจว่าเด็กกลุ่มนี้มีศักยภาพและสามารถเป็นช่าง ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนได้ เพราะต้องการให้ผู้ปกครองและสังคมให้โอกาสเด็กกลุ่มนี้ได้มีโอกาสได้เข้าไป เรียนหนังสือและทำงานเพื่อสร้างชีวิตที่ดีในอนาคต “ในปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีแรงงานอยู่ 700,000 คน จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาแรงงานให้มีขีดความสามารถตรงความ ต้องการของโรงงาน ดังนั้นกระทรวงฯมีนโยบายที่จะทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรม ประเภทรองรับการขยายตัวในอนาคต”.

(ไทยรัฐ, 28-9-2555)

 

สพฐ.ขาดครู 200,000 อัตราขออนุมัติเพิ่ม 23,123 อัตรา

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับเพิ่มกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเพิ่มเติมใน ปีงบประมาณ 2556-2559 ซึ่งได้มีการเสนอให้ปรับเพิ่มอัตรากำลังอีกจำนวน 2,940 อัตรา โดยเพิ่มไปในกรอบอัตราพนักงานราชการกลุ่มงานบริหารทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน จากกรอบอัตรากำลังที่กำหนดไว้เดิม 20,183 อัตรา ทำให้มีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการกลุ่มดังกล่าวรวม 23,123 อัตรา ซึ่งจำแนกเป็นอัตรากำลังที่ทดแทนลูกจ้างประจำที่มีลักษณะไม่ใช่งานจ้าง เหมาบริการ 425 อัตรา และทดแทนลูกจ้างชั่วคราว 22,698 อัตรา

สำหรับกรณีที่จะมีข้าราชการครูในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. จะเกษียณอายุราชการปรกติและเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือระหว่างปี 2555-2565 เป็นจำนวนมากนั้น เป็นเรื่องของนโยบายว่าจะมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของ สพฐ. ได้ประเมินว่าจะมีข้าราชการครูในสังกัด สพฐ. หายไปประมาณ 200,000 กว่าคน จากจำนวนทั้งหมดในปัจจุบันประมาณ 430,000 กว่าคน

“เรื่องนี้ถือเป็นวิกฤตการณ์ในอนาคตที่จะต้องมีนโยบายออกมาว่าจะบริหาร จัดการอย่างไร และคิดว่าคงไม่สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบปรกติอย่างที่เคยทำ อย่างการที่ สพฐ. ใช้วิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการครูเข้ามาทดแทนต้องใช้ระยะเวลา นานกว่าที่ข้าราชการครูจะสั่งสมประสบการณ์จนมีคุณภาพในการจัดการเรียนการส อน”

(โลกวันนี้, 28-9-2555)

 

สิ่งทอภูธร จ่อลอยแพแรงงาน เหตุค่าแรง 300

นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยหลังร่วมเปิดงาน “เสื้อผ้าส่งออกแฟร์ 2012” ว่า อุตสาหกรรมฯ อาจต้องลดขนาดการผลิตของโรงงานในต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาค อีสานมีการจ้างแรงงาน 90,000-100,000 คน และมีผู้เกี่ยวเนื่องกับแรงาน เช่นครอบครัวอีก 400,000 คน หากคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการไตรภาคี ที่ให้ขึ้นค่าแรงงานวันละ 300 บาททุกจังหวัด เพราะอุตสาหกรรมไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทันทีได้จำเป็น ต้องลดต้นทุนการผลิต หรือย้ายฐานการผลิตมาในกรุงเทพซึ่งมีต้นทุนค่าแรงงานเท่ากับที่ต่างจังหวัด แต่แรงงานในกรุงเทพมีความเชี่ยวชาญกว่าและใกล้แหล่งส่งออกสินค้า หากเป็นเช่นนี้ จะทำให้โครงสร้างการจ้างงานของไทยผิดพลาดเพราะจากเดิมจะให้ต้องการให้ภาค อุตสาหกรรมกระจายตัวไปยังภูมิภาค แต่ทันทีที่ค่าจ้างแรงงานมีอัตราเท่ากันจะทำให้ทิศทางการจ้างงานภาค อุตสาหกรรมจะกลับมากระจุกตัวในกรุงเทพ

“ถ้าค่าแรงงานขึ้น 40% จะทำให้โรงงานในต่างจังหวัดของเราไม่สามารถตอบโจทย์การผลิตที่ต้องการลดต้น ทุนเพราะไม่มีความแตกต่างกับค่าจ้างในกรุงเทพ ทำให้หลายโรงงานต้องลดกำลังการผลิต และอาจปิดตัวในที่สุด ซึ่งผลกระทบแรกที่จะได้รับคือแรงงานเกือบ 1 แสนคนในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบทันที รวมถึงครอบครัวแรงงานกว่า 4 แสนคนด้วย จึงอยากให้ครม.อย่าเพิ่มเห็นชอบการปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาทใน 70 จังหวัดทั่วประเทศ”นายสุกิจ กล่าว

ทั้งนี้ ภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ต่างแสดงความเห็นตรงกันให้รัฐบาลใช้วิธีทยอยขึ้นค่าแรงงานอัตรา 13-14% จากฐานปัจจุบัน และกำหนดให้ค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นภายใน 2-3 ปีเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้และสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรม เดียวกันนี้ทั้งที่อินโดนีเซีย และเวียดนาม

นายสุกิจ กล่าวว่า สมาคมฯได้มีการหารือภายในเพื่อการปรับตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิต ขณะนี้ เบื้องต้น แจ้งให้สมาชิกคงราคาขายสำหรับปีหน้าให้เท่ากับปีนี้ไว้ก่อนเพื่อดึงลูกค้า ไว้ จากนั้นให้ใช้วิธีการลดต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาสัดส่วนกำไรที่สามารถให้ ธุรกิจอยู่ได้ไว้ก่อน รวมถึงอธิบายให้ลูกค้าปลายทางเข้าใจความจำเป็นการปรับขึ้นค่าแรงงานในประเทศ ไทยว่าเป็นเหตุผลทางการเมืองซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวรับมือให้ได้และหลีก เลี่ยงการขอปรับขึ้นราคาให้ได้มากที่สุด

สาเหตุที่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เนื่องจากขณะนี้ ลูกค้าในต่างประเทศซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต้องการหาแหล่งนำ เข้าสินค้าใหม่ที่มีต้นทุนการผลิตแข่งขันได้ หากไทยปรับราคาขายในช่วงนี้ คำสั่งซื้อจะไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านและโอกาสที่จะกลับมาที่ไทยอีกจะน้อย มาก นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญการสร้างแต้มต่อทางการค้าผ่านการเจรจาข้อตกลงการ ค้าเสรีต่างๆ โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-ยุโรป และการเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ทีพีพี ที่จะทำให้สินค้าไทยเข้าตลาดสหรัฐโดยมีแต้มต่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าอัตรา เฉลี่ย 10-30% เช่นเดียวกับตลาดยุโรปหากการเจรจาเป็นผลสำเร็จก็จะทำให้ไทยไม่ต้องเสียภาษี นำเข้า 12%

 “หากปล่อยให้สานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป การเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากไทยจะไม่มีอะไรน่าดึงดูดเพราะปีนี้ต่อเนื่องถึง ปีหน้าสิ่งที่อุตสาหกรรมส่งออกต้องเผชิญคือ เงินบาทแข็งค่าจากมาตรการคิวอี 3 ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น และสภาพตลาดอ่อนตัวจากภาวะเศรษฐกิจทำให้ปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 10% มูลค่า 2,900-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 2556 คาดว่าการส่งออกจะไม่ขยายตัว ซึ่งจะทำได้ก็ต้องอาศัยความพยายามอย่างสูงและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน” นายสุกิจ กล่าว

การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มไทย ปี 2554 มูลค่ารวม3,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2.16% ตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ สหรัฐ มูลค่า 1,142 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหภาพยุโรป (27) มูลค่า 998.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น มูลค่า 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียน (9) มูลค่า 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

(กรุงเทพธุรกิจ, 29-9-2555)

 

ลูกจ้าง ทน.สงขลานับร้อยประท้วงถูกเลิกจ้างหน้าจวนผู้ว่าฯ

วันนี้ (29 ก.ย.) ลูกจ้างคนงานของเทศบาลนครสงขลากว่า 200 คน รวมตัวชุมนุมประท้วงที่ตำหนักเขาน้อย จวนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หลังจากที่ทางเทศบาลนครสงขลาเลิกจ้าง และให้เข้าไปทำงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจนมาศ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ทางเทศบาลนครสงขลาจ้างเหมาให้เข้าดำเนินการงานสวนสาธารณะ และงานสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะรับผิดชอบงานแทนเทศบาลนครสงขลา

โดยลูกจ้างคนงานกลัวว่าจะเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ทั้งในเรื่องของรายได้ ค่ารักษาพยาบาล สิทธิตามหลักประกันสังคม รวมทั้งจะมีการทดลองงาน 3 เดือน หากไม่ผ่านก็จะมีหลักประกัน โดยต้องการให้ทางเทศบาลนครสงขลามีการจ้างทั่วไป และจ้างเหมาคนงานแบบเดิม ถึงแม้จะได้รับเงินค่าจ้าง 6,500 บาทต่อเดือนก็ตาม และหากให้ทำงานกับบริษัทใหม่จะต้องมีการแก้ไขสัญญาจ้างให้ลูกจ้างมีสิทธิ ประโยชน์ และสวัสดิการแบบเดียวกับที่ทางเทศบาลนครสงขลา

เบื้องต้น นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้มาพบกับตัวแทนลูกจ้างคนงาน เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน และประสานผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางออกร่วมกัน และล่าสุด ทางเทศบาลนครสงขลาได้เรียกตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจนมาศ กรุ๊ป มาทำการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างใหม่ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับของทางเทศบาล เนื่องจากพบว่า สัญญาเดิมเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ทำกับแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทย สร้างความพอใจให้แก่ลูกจ้างในระดับหนึ่ง และสลายตัวไปอย่างสงบ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 29-9-2555)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์