สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 14-20 ต.ค. 2555

เผย 20 อาชีพขาดแคลนหนัก “พนักงานขาย-พนักงานธุรการ” ติดท็อป 5

15 ต.ค. 55 - กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยข้อมูลตำแหน่งงานที่ขาดแคลนแรงงานสูงสุด 20 อันดับแรก นับจากเดือน ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.แรงงานทั่วไป 2.แรงงานด้านการผลิต 3.พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า 4.พนักงานขายสินค้าประจำร้าน พนักงานขายของหน้าร้าน 5.เสมียนพนักงานทั่วไป พนักงานธุรการ

6.พนักงานขับรถยนต์ 7.เจ้าหน้าที่คลังสินค้า 8.พนักงานบัญชี 9.พนักงานบริการลูกค้า 10.เจ้าหน้าที่เก็บเงิน แคชเชียร์ 11.พนักงานดูแลความปลอดภัย หรือยาม 12.ช่างไฟฟ้าทั่วไป 13.บริกร พนักงานเสิร์ฟ 14.นักการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาด และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย 15.แรงงานด้านการประกอบ

16.พนักงานขับรถบรรทุกและรถตู้ขนาดใหญ่ 17.แม่บ้านประจำสำนักงาน 18.ช่างเย็บผลิตภัณฑ์สิ่งทอสิ่งถักและเครื่องแต่งกาย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม 19.แรงงานบรรจุ และ 20.ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้า

(โพสต์ทูเดย์, 15-10-2555)

ลูกจ้างศอ.บต.นับร้อยบุกร้องถูกลอยแพ

ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถ.สุขยางค์ อ.เมืองฯ จ.ยะลา ลูกจ้างตามโครงการสร้างงานของศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอ มี อ.นาทวี สะบ้าย้อย เทพา และ อ.จะนะ จ.สงขลา) ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามตัวเชื่อมระหว่างประชาชนผู้มาติดต่อกับหน่วยงานราชการ 5 หน่วยงาน คือ โรงพยาบาล สถานีตำรวจภูธร สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ และศาลจังหวัดในท้องที่ จำนวน 148 คน มารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือขอความยุติธรรมกรณีถูกศูนย์อำนวยการบริหาร จัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้เลิกจ้าง โดยส่งข้อความผ่าน SMS ว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนด

นางวีรนุช อินไชย ลูกจ้างตามโครงการสร้างงานของศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำ อ.ธารโต จ.ยะลา ตัวแทนลูกจ้างทั้งหมดได้ยื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์ฯ โดยมีนายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. และนายสมเกียรติ อ้นทอง ผอ.สำนักนโยบายและแผน ศอ.บต. เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าวไว้

นายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. รับจะนำหนังสือไปยื่นต่อ พ.ต.อ.ทวีให้พิจารณาโดยเร็ว เพราะเข้าใจถึงความเดือดร้อนจำเป็นของลูกจ้างดังกล่าว ขณะที่นางวีรนุชกล่าวว่า ไม่มีลูกจ้างผู้ใดทราบมาก่อนล่วงหน้าว่าจะถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน มาทราบภายหลังจากได้รับ SMS ในวันที่ 30 ก.ย.55 ว่าให้ยุติปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีกำหนด ทำให้เดือดร้อน และหน่วยงานที่ไปประจำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องมีล่ามประจำเพื่ออำนวยความ สะดวกผู้มาขอรับริการ จึงจำเป็นต้องร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว.

(ไทยโพสต์, 15-10-2555)

แนะผลิตบิณทิตสังคม-วิทย์สัดส่วน 50/50 แก้ป.ตรีตกงาน

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ. วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาบัณฑิตปริญญาตรีตกงานกว่า 1 แสนคนต่อปีว่า ระบบอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันใช้เวลาเรียน 4 ปี ทั้งนี้ ช่วงที่เรียนชั้นปีที่ 1-2 มหาวิทยาลัยต่างๆจะต้องจัดการศึกษาโดยเน้นพัฒนาความรู้ความสามารถของนัก ศึกษาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น ความรู้และทักษะอาชีพในสาขาวิชาที่เรียน ทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน หลังจากนั้นเมื่อเรียนชั้นปีที่ 3 จะต้องสำรวจว่าถึงความต้องการของนักศึกษาแต่ละคนแต่ละสาขาภายในมหาวิทยาลัย ว่า เมื่อเรียนจบแล้วต้องการจะไปประกอบอาชีพอะไรบ้าง

รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า เมื่อได้ข้อมูลข้างต้นแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ประสานไปยังสถานประกอบการด้าน ต่างๆเพื่อหาข้อมูลว่าสถานประกอบการต้องการบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะอาชีพ อย่างไรบ้างแล้วเติมเต็มความรู้ในการประกอบอาชีพดังกล่าวให้แก่นักศึกษา เมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่ 4 เพื่อจะได้มีความรู้ความสามารถรอบด้านและสอดคล้องกับความต้องการของสถาน ประกอบการ เพื่อที่เมื่อเรียนจบแล้ว จะสามารถทำงานได้ทันที สถานประกอบการไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกงานให้เพิ่มเติม

"ผมคิดว่าการอบรมความรู้เพิ่มเติมให้แก่นักศึกษาเมื่อเรียนชั้นปีที่ 4 เช่น ทักษะด้านอาชีพ ทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการเพื่อช่วยให้นัก ศึกษามีโอกาสได้งานทำสูงขึ้น ไม่ตกงาน นอกจากนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ควรขยายการดำเนินโครงการสหกิจศึกษาให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้นโดยใช้มาตรการจูงใจสถานประกอบการให้เข้าร่วมโครงการด้วยการลด หย่อนภาษี เพื่อให้การผลิตบัณฑิตปริญญาตรีเป็นไปอย่างสอดคล้องกับความต้องการของสถาน ประกอบการในด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถออกมาเป็นผู้ประกอบการได้" รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวด้วยว่า ส่วนระยะยาวนั้นรัฐบาล ศธ.และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ควรร่วมมือกับภาคธุรกิจ สถานประกอบการต่างๆปรับแผนการผลิตบัณฑิตจากปัจจุบันสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาย ศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์อยู่ที่ 70% และสายวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 30% เปลี่ยนเป็นผลิตบัณฑิตสายศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สายวิทยาศาสตร์ให้อยู่ที่สายละ 50% โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพและภาษาต่างประเทศและภาษาอาเซียนให้แก่ บัณฑิตปริญญาตรีและแรงงานไทยในทุกสาขาด้วยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน(เออีซี)ที่จะเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2558

(เนชั่นทันข่าว, 16-10-2555)

ม็อบพยาบาลลูกจ้างบุกทำเนียบฯทวงสัญญาบรรจุพยาบาล

16 ต.ค. 55 - เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข นำโดยนายสราวุฒิ ที่ดี ประธานเครือข่ายฯเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐบาล ในการบรรจุแต่งตั้งพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวให้ เป็นข้าราชการ เพราะปฏิบัติงานรับผิดชอบภาระงานเหมือนข้าราชการทุกอย่าง แต่สวัสดิการความมั่นคงไม่เท่าข้าราชการ อีกทั้งรัฐบาลไม่เปิดกรอบบรรจุเพิ่มทำให้ขาดแคลนพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ นอกจากนี้ยังทำให้โรงพยาบาลต้องเบียดเงินบำรุงมาจ่ายค่าตอบแทน แทนที่จะได้ใช้พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนในระดับรากหญ้าได้รับบริการ ที่ดีขึ้น โดยที่ผ่านมาเคยยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว และได้มีการแถลงข่าวว่าจะบรรจุผู้ที่เริ่มปฏิบัติงานปี 2549 และปี 2549-2550 ในปีงบประมาณ 2555 จำนวน 3,667 อัตรา ทั้งนี้ สิ้นปีงบประมาณแล้วแต่กลับไม่มีการดำเนินการ ดังนั้น ทางเครือข่ายฯจึงต้องการทวงสัญญาจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม น.พ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ขึ้นเวทีรับเรื่องจากเครือข่ายชี้แจงและยืนยันว่าจะเร่งรัดการบรรจุ บุคลากร โดยยอมรับว่า บุคลากรทางการแพทย์ยังขาดแคลนอยู่ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยจะมีความชัดเจนเบื้องต้นในเดือน พ.ย.นี้ ส่วนระยะยาวจะหารือกับสำนักการพยาบาล และ กพ. ถึงการบรรจุอัตรากำลัง สำหรับค่าสวัสดิการที่เรียกว่า พีฟอร์พี หรือค่ากิจกรรมที่คิดเป็นค่าตอบแทนรายเดือนนั้นจะได้เร่งรัดการจ่ายต่อไป

(ครอบครัวข่าว, 16-10-2555)

จับหนุ่มระยองตุ๋นแรงงานไทยทำงานต่างประเทศ

17 ต.ค.55 - พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ สว.กก.1 บก.ป.นำกำลังจับกุม นายสุก ตันเสน อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/12 หมู่ 1 ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 335/2551 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ข้อหา จัดหางานให้คนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และหรือหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และฉ้อโกง จับกุมได้ที่ ลานจอดรถอาคาร สิงสหัส อพาร์ทเม้นท์ ซอยอ่อนนุช 43 แขวงและเขตสวนหลวง กทม.
      
สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาได้หลอกลวงแรงงานว่าสามารถหางานทำในประเทศต่างๆ ได้ จนมีผู้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่ภายหลังกลับไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีคดีมาอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าว จึงวางแผนเข้าจับกุมตัวไว้ได้ นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่ายังมีหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ 356/2551 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ในข้อหาเดียวกัน จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 17-10-2555)

คนไทย 218 คนติดค้างสนามบินอินชอนเกาหลีใต้

นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย  เปิดเผยว่า ขณะนี้เฟตต้ารับทราบเรื่องเข้ามาว่า มีคนไทยกว่า 200  คน ที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเกาหลีผ่านบริษัทนำเที่ยวหลายๆ แห่งรวมกัน ประสบปัญหาติดอยู่ที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ เนื่องจากทางสนามบินอินชอน ระงับไม่ให้สายการบินพีซี แอร์ ที่กลุ่มคนไทยจะโดยสารกลับมา ออกจากสนามบิน เนื่องจากสายการบินพีซี แอร์ ค้างชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าภาษีสนามบิน และค่าธรรมเนียมการลงจอดที่สนามบิน หากยังไม่ชำระก็จะไม่ปล่อยให้ออกจากสนามบิน จึงอยากวอนให้หน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปช่วยเหลือคนไทยทั้งหมดด้วย

ด้านนายปีเตอร์ ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน พี.ซี.แอร์ กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เป็นเหตุที่เกิดกับเที่ยวบิน จีที221 อินชอน –กรุงเทพฯ ซึ่งออกจากสนามบินอินชอนไม่ได้ตามกำหนดการ ตั้งแต่วันที่ 16 คต.ค. ทำให้มีผู้โดยสารติดค้างที่สนามบิน 218 คน โดยสายการบินยืนยันว่าจะรับผิดชอบหาเที่ยวบินทดแทนให้ เพื่อให้ผู้โดยสารที่ติดค้างกลับมาถึงเมืองไทยได้หมดภายในเย็นวันนี้ และจะให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ –อินชอน ต่อไป ส่วนค่าเสียหายจากเหตุการณ์นี้ที่สายการบินต้องรับผิดชอบ คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ได้แก่ ค่าชดเชยตั๋วเครื่องบินสายการบินอื่ให้ผู้โดยสาร รายละ 18,000 บาท และการชำระเงินค้างให้กับสนามบินอินชอนอีก 5 ล้านบาท ทั้งค่าเชื้อเพลิง ภาษีสนามบิน และค่าบริการจัดการภาคพื้นดิน ที่ขาดชำระมา 3 เดือน ทั้งนี้ยืนยันว่า สายการบิน ไม่มีเจตนาค้างชำระค่าบริการ แต่ปัญหาเกิดจากบริษัทตัวแทนการบิน

ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นายชุมพล ศิลปะอาชา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้สถานทูตไทยประจำประเทศเกาหลีใต้ ช่วยดูแลนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างอยู่ในสนามบิน  เบื้องต้นพบว่า นอกจากกลุ่มคนไทย 218 คนที่ติดอยู่ ยังมีอีก 3 กลุ่มที่จะเดินทางกลับวันที่ 17-19 ต.ค.นี้ อีกกว่า 900 คน หากสายการบินยังแก้ปัญหาไม่ได้ กระทรวงได้เตรียมไว้ 2 แนวทางคือ อาจจะจัดเครื่องบินทหารไปรับ หรือใช้เงินกองทุนของกระทรวงท่องเที่ยวที่มีอยู่ ช่วยเหลือให้ผู้โดยสารหาตั๋วเครื่องบินสายการบินอื่นกลับมาให้ได้ก่อน แล้วจึงให้ผู้โดยสารทำเรื่องร้องเรียนต่อไป

(กรุงเทพธุรกิจ, 17-10-2555)

มะกันรวบ 32 คนไทยปลอมกรีนการ์ด

วันนี้ (18 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่าหนังสือพิมพ์ปาล์ม บีช โพสต์ ประจำวันที่ 15 ต.ค.รายงานข่าวว่า เจ้าของร้านอาหารไทยและเพื่อน 4 คน  รวมทั้งพนักงานร้านอาหาร คนไทยอีก 28 คน ถูกจับข้อหาจ้างวานทำกรีนการ์ด (บัตรเขียว-ใบอนุญาตสำหรับผู้อพยพถาวรในสหรัฐอเมริกา)ปลอม

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเมืองเวโร บีช รัฐฟลอริด้า แจ้งว่าเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าจับนางทิพย์ฝัน (ไม่ทราบนามสกุล) เจ้าของร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ตั้งอยู่บนถนนโฟร์ตี้ อเวนิว พร้อมเพื่อนอีก 3 คน ในข้อหาได้จ่ายสินบนให้แก่สายลับซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้า เมือง และศุลกากร ของกลางเงินสด 3.13 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 9.39 ล้านบาท เพื่อแลกกับการทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่คนงาน 28 คนจากประเทศไทย

จากบันทึกเอกสารของศาลแจ้งว่า ร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ถูกปิดเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องมาจากการสืบสวนทางลับของสายสืบในช่วง  11 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายลับได้แสดงตนเป็นบุคคลผู้สามารถจะทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่ พนักงานได้ ในราคา 2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน โดยให้จ่ายเงินล่วงหน้าคนละ 1 หมื่นดอลลาร์ ส่วนที่เหลือจะจ่ายในวันรับกรีนการ์ดปลอม

ทั้งนี้เอกสารของศาลระบุว่านางทิพย์ฝัน(Tipfun) เจ้าของร้าน เป็นผู้ริเริ่มขบวนการนี้ โดยศาลกล่าวว่า นางทิพย์ฝัน ได้กระทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2554 ถึง ต.ค.2555 นอกจากนางทิพย์ฝันแล้ว ยังมีผู้ร่วมขบวนการชื่อนายสถาพร พนมวัน ณ อยุธยา เจ้าของร้านไก่ทอดที่เมืองกิ๊ฟฟอร์ด นายฉัตรชัย  นครไพร เจ้าของห้องอาหารไทยที่เมืองเมลเบิร์น พร้อมทั้งน้องสะใภ้ของฉัตรชัย  คือนางบัวติ่ง น่วมปะโทน โดยเอกสารของศาลไม่ได้ระบุชื่อร้านอาหารทั้ง 2 แห่งไว้ในบันทึก

เอกสารของศาลเปิดเผยต่อไปว่า นางทิพย์ฝันผู้จ้างวานทำกรีนการ์ดปลอมนี้ ได้มอบเงินให้แก่สายลับ  และได้เป็นผู้ประสานงานให้สายลับพบกับพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอมที่ บ้านของเธอ หรือที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองฟอร์ดเพี๊ยซ ซึ่งเธอเคยเป็นเจ้าของมาก่อน  ในการพบกันระหว่างพนักงานที่อยู่อย่างผิดกฎหมายหลายคนกับสายลับครั้งหนึ่ง นางทิพย์ฝัน ได้บอกแก่สายลับว่าอย่านับเงินสดต่อหน้าพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอม เพราะทางผู้ประสานงานได้เรียกร้องเงินจากผู้ต้องการมากเกินกว่าที่ทางสายลับ เรียกร้อง   อย่างไรก็ตาม พนักงานหลายคนได้ไปหานางทิพย์ฝัน เพื่อนัดหมายให้ได้พบกับสายลับ และในการพบกับสายลับครั้งแรก นางทิพย์ฝันตกลงจะจ่ายค่าทำกรีนการ์ดปลอมในราคา  2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน   

นอกจากนี้เอกสารของศาลยังระบุอีกว่า นางทิพย์ฝันอาสาจะแนะนำเจ้าของห้องอาหารไทยคนอื่นๆ ให้แก่สายสืบลับได้รู้จัก เพื่อทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่พนักงานอื่นๆ ด้วย.

(เดลินิวส์, 18-10-2555)

กองปราบจับผู้ต้องหาหลอกแรงงานไปต่างประเทศ

19 ตุลาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ พร้อมกำลังจับกุมผู้ต้องหาหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศ 2 ราย รายแรกจับกุม นางสุมาลี คู่กระสังฆ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ตามหมายจับศาลจังหวัดพล ที่ 95/2548 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ข้อหาร่วมกันหลอกลวงคนงานไปทำงานต่างประเทศ และฉ้อโกง ได้ที่ถนนริมทางรถไฟ แขวงและเขตคลองเตย สอบสวนผู้ต้องหาปฏิเสธว่า เคยเป็นลูกจ้างอยู่ที่บริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ชักชวนผู้ที่ต้องการไปทำงานที่ประเทศบรูไน และประเทศต่างๆเท่านั้น จึงนำตัวส่ง สภ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ดำเนินคดี
อีกรายจับกุม นายโรม เภารังค์ หรือ รม เธารัง อายุ 42 ปี ผู้รับเหมาก่อสร้าง อยู่บ้านหมู่ที่ 14 ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 466 /2550 ข้อหา ร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือส่งไปฝึกงานยังต่างประเทศได้ และร่วมกันฉ้อโกง โดยจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าไซร์งานก่อสร้าง ถนนรัชดาภิเษก (แยกอโศก) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา

ทั้งนี้เมื่อปี 2549-2551 ผู้ต้องหาได้ร่วมกับนายหมอน วันชมและนายอ่อน แก้วสุวรรณ ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ก่อเหตุหลอกลวงผู้เสียหายในพื้นที่ต่างๆ ของภาคอีสานว่าสามารถส่งไปทำงานต่างประเทศได้ อาทิ อิสราเอล ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่จะต้องจ่ายดำเนินการคนละ 30,000 บาท เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้ทั้งหมดกลับเชิดเงินหลบหนีไป

จากการสอบสวน นายโรม รับว่า มีหน้าที่หาคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่นให้กับบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง โดยตนจะได้ค่านายหน้า 10,000 บาทต่อหัว แต่ทางบริษัทดังกล่าวกลับไม่ส่งคนงานไปตามที่ตกลงไว้ จึงนำตัวส่ง สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ดำเนินคดีต่อไป.

(เนชั่นทันข่าว, 19-10-2555)

'เผดิมชัย' ยันเดินหน้าขึ้นค่าจ้าง 300 บ .70 จว.

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) กล่าวถึงกรณีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)จะนำปัญหาการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2556 เข้าหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผ่านเวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ที่จ.สุราษฎร์ธานีเพื่อขอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัดที่เหลือออกไปจนถึงปี 2558

โดยให้เหตุผลการปรับขึ้นค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ จะทำให้ผู้ประกอบการต่างจังหวัดโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีเดือดร้อนอย่างมาก ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ดี ขึ้น รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบายนี้ออกมา ขณะเดียวกันคณะกรรมการค่าจ้างกลางก็ได้มีมติเห็นชอบและมีมติยืนยันมติใน เรื่องนี้ไปเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดที่เหลือจะต้องเดินหน้าต่อไป

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานยินดีรับฟังปัญหาและหาทางช่วยเหลือจากภาคธุรกิจต่างๆ เช่น ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตนจะสอบถามรายละเอียดจากผู้แทนส.อ.ท.และภาคธุรกิจต่างๆในที่ประชุมกรอ.ว่า มีกลุ่มธุรกิจใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง และสภาพปัญหาเป็นอย่างไร เช่น การใช้แรงงานเข้มข้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น การขาดสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีที่ระบุว่าได้รับความเดือดร้อนนั้นอยู่ในพื้นที่ใด และมีปัญหาอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและจะได้หาทางช่วยเหลือได้สอดคล้องกับปัญหาที่ เกิดขึ้น

นายเผดิมชัย กล่าวด้วยว่า ตนอยากให้ภาคธุรกิจต่างๆแจ้งข้อมูลปัญหาและความเดือดร้อนจากการปรับขึ้นค่า จ้างเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศมาให้ชัดเจน รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น แม้จะระบุว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการมาตรการลดภาษีนิติบุคคล แต่ที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีก็ได้รับประโยชน์ด้านภาษีมาโดยตลอด อีกทั้งรัฐบาลและกระทรวงแรงงานก็ยังได้มีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นไปขอลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นมา การขยายเวลาลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจของสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ที่เตรียม วงเงินไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้มีสถานประกอบการยื่นกู้เพียง 400 ล้านบาท

“ถ้ามีข้อมูลชัดเจนว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนัก ทางกระทรวงแรงงานยินดีจะเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขอขยายเวลามาตรการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งนี้ สถานประกอบการสามารถแจ้งปัญหาและผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างต่อหน่วยงาน ต่างๆของกระทรวงแรงงานได้ทั้งในส่วนกลางและตามจังหวัดต่างๆ แต่ช่วงที่ผ่านมามีสถานประกอบการแจ้งปัญหาเข้ามาจำนวนไม่มาก ” รมว.แรงงาน กล่าว

นายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ประชุมผู้บริหาร 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน เพื่อเตรียมการและหาแนวทางป้องกนผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทใน 70 จังหวัด โดยที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน, กรมการจัดหางาน (กกจ.),กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) และสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะเสนอให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์เพื่อติดตามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท รวมถึงรับร้องเรียนปัญหาการได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรมโดยจัด ตั้งศูนย์นี้ที่กระทรวงแรงงาน 1 แห่งและจัดตั้งศูนย์นี้จังหวัดละ 1 แห่ง รวมทั้งหมด 77 แห่งทั่วประเทศ

นายพูลศักดิ์ กล่าวอีกว่า ศูนย์นี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปัญหา ผลกระทบและประเมินสภาพการณ์โดยภาพรวมระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยแต่ละศูนย์ให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้แทนทั้ง 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อ ประเมินสภาพปัญหาและเสนอมาตรการช่วยเหลือ จะเสนอเรื่องนี้ต่อนพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดรง.โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ คาดว่าศูนย์ทั้ง 77 แห่งนี้จะจัดตั้งได้ในปลายเดือนต.ค.นี้หรืออย่างช้าสุดช่วงต้นเดือนพ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะให้แต่ละศูนย์เร่งรวบรวมข้อมูลปัญหา ผลกระทบและประเมินสภาพการณ์ในแต่ละจังหวัด เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาสรุปเป็นภาพรวมในระดับประเทศเสนอรมว.แรงงานและ รัฐบาลต่อไป

“ที่ประชุมยังได้หารือกันถึงข้อเสนอของภาคธุรกิจเพื่อลดผลกระทบจากการ ปรับขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัด เช่น การขยายเวลาลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นไปขอลดหย่อนภาษีโดยเพิ่มเป็นขอลด หย่อนได้ 3 เท่าจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เท่าของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นมา การปรับสัดส่วนการจ้างงานผู้พิการซึ่งขณะนี้สถานประกอบการที่จ้างงานคนปกติ 100 คน จะต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คนได้มีเสียงเรียกร้องอย่างมากจากสถานประกอบการต่างๆให้กลับไปใช้สัดส่วน เดิมคือ จ้างงานคนปกติ 200 คน จะต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คน หรือใช้วิธียกเว้นการจ้างงานให้แก่ธุรกิจบางประเภทซึ่งไม่เหมาะแก่การจ้าง งานผู้พิการ เช่น ธุรกิจขนส่ง จะช่วยลดภาระในการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการให้แก่สถานประกอบการได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ จะต้องมีการหารือกันต่อไป ” นายพูลศักดิ์ กล่าว

(กรุงเทพธุรกิจ, 19-10-2555)

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์