ไอลอว์ชี้ 4 ปี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช้ผิดเจตนารมณ์ ปิดเว็บ-คดีหมิ่นพุ่ง

ไอลอว์เผยผลวิจัย 4 ปี 6 เดือน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ชี้ส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ เปิดสถิติ พบปิดกั้นเว็บหมิ่นประมาทกษัตริย์สูงอันดับหนึ่งกว่า 60,000 ยูอาร์แอล ส่วนคดีความพบใช้กรณีหมิ่นประมาทออนไลน์และหมิ่นสถาบันสูงสุด คณะวิจัยแนะแก้กฎหมายเน้นเฉพาะอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ ให้ตรงตามเจตนารมณ์ ความผิดอื่นใช้กฎหมายอื่น พร้อมเสนอตั้งศาลชำนาญพิเศษ

 

7 พ.ย.55 - ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เผยแพร่งานวิจัยหัวข้อ “ผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และนโยบายของรัฐ กับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งมีคณะวิจัยประกอบด้วย นางสาวสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หัวหน้าคณะวิจัย) พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 1.สถิติการปิดกั้นเว็บ 2.สถิติคดี 3.ปัญหาของเนื้อหากฎหมาย 4.เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ 5.ข้อเสนอแนะของทีมวิจัย

โดยข้อมูลเชิงสถิติ พบว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนธันวาคม 2554 หรือในช่วง 4 ปี 6 เดือน ที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีผลใช้บังคับ มีสถิติการระงับการเผยแพร่เนื้อหาหรือการปิดเว็บไซต์โดยอาศัยมาตรา 20 ของพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ผ่านคำสั่งศาลจำนวน 156 ฉบับ จำนวนทั้งสิ้น 81,213 ยูอาร์แอล

เนื้อหาที่ถูกปิดกั้นเป็นอันดับหนึ่ง คือ เนื้อหาและภาพดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของจำนวนยูอาร์แอลที่ถูกปิดกั้นทั้งหมด อันดับสอง คือ เนื้อหาและภาพลามกอนาจาร เป็นร้อยละ 24 ของจำนวนยูอาร์แอลที่ถูกปิดกั้นทั้งหมด ที่เหลืออีกร้อยละ 1 เป็นเนื้อหาอื่นๆ

ในปี 2552 เป็นปีที่มี “จำนวนคำสั่งศาล” ให้ปิดกั้นเว็บไซต์ตามคำขอของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) สูงที่สุด คือ 64 ฉบับ ยังผลให้ปิดกั้น 28,705 ยูอาร์แอล ในขณะที่ปี 2553 เป็นปีที่มี “จำนวนเว็บไซต์” ถูกปิดกั้นสูงที่สุด คือ 45,357 ยูอาร์แอล โดยคำสั่งศาล 45 ฉบับ

ทีมวิจัยพบว่าปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการปิดกั้นเว็บไซต์ในประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่ออัตราการแสดงออกในเรื่องการเมืองของประชาชนผ่านสื่อออนไลน์

นอกจากนี้แม้กฎหมายกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรผู้กลั่นกรองคำร้องให้ปิดกั้นเว็บไซต์ แต่จากงานวิจัยพบว่าจากคำสั่งศาลทั้งสิ้น 156 ฉบับ มีถึง 142 ฉบับที่ศาลออกคำสั่งในวันเดียวกันกับที่กระทรวงไอทีซียื่นคำร้อง โดยในปี 2552 และ2553 ศาลมีคำสั่งปิดกั้นโดยเฉลี่ยถึง 326 ยูอาร์แอลต่อวัน และ 986 ยูอาร์แอลต่อวัน ตามลำดับ

ด้านสถิติคดีความตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พบว่า มีคดีความทั้งสิ้น 325 คดี เมื่อพิจารณาจากคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาล พบว่าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาสูงถึงร้อยละ 66.15 ขณะที่คดีที่กระทำต่อตัวระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า อาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น

ทั้งนี้ คดีความทั้งหมดสามารถจำแนกประเภทความผิดได้ดังนี้ อันดับหนึ่ง หมิ่นประมาทบุคคลอื่น จำนวน 100 คดี อันดับสอง อาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ 47 คดี อันดับสาม ดูหมิ่นกษัตริย์ฯ 40 คดี อันดับสี่ ความผิดฐานฉ้อโกงหรือหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต 31 คดี อันดับห้า เผยแพร่ภาพลามก 31 คดี อันดับหก เผยแพร่โปรแกรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 12 คดี อันดับเจ็ด เนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง 6 คดี และเนื้อหาอื่นๆ ที่ไม่สามารถระบุได้อีก 58 คดี งานวิจัยพบว่า ในบรรดาคดีทั้งหมด มีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นตัวกลางผู้ให้บริการทั้งสิ้น 26 คดี

สำหรับประเด็นในด้านเนื้อหากฎหมาย ผลการศึกษา พบว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 มีปัญหาการนิยามศัพท์ เช่น คำว่า “ผู้ให้บริการ” ที่กำหนดนิยามและแยกประเภทไว้ไม่ชัดเจน ทั้งยังกำหนดให้ผู้ให้บริการทุกประเภทมีหน้าที่ทั้งเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ และมีความรับผิดต่อการเผยแพร่เนื้อหาของผู้อื่นโดยไม่แยกแยะ และยังกำหนดโทษแก่ผู้ให้บริการไว้เท่ากับผู้กระทำความผิดหรือตัวการอีกด้วย ซึ่งไม่สมเหตุสมผล หรือได้สัดส่วนระหว่างความผิดที่เกิดขึ้นกับหน้าที่ความรับผิดชอบ

ปัญหาในการบัญญัติฐานความผิด ซึ่งปรากฏความคลุมเครือของบทบัญญัติทั้งใน มาตรา 14 มาตรา15 และ มาตรา20 แห่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 เช่น มาตรา 14 (2) มักถูกใช้ตั้งข้อหาควบคู่กับคดีความมั่นคง มีปัญหาในเรื่องขอบเขตการบังคับใช้ มีถ้อยคำกำกวม ไม่ชัดเจน อย่าง “ความเสียหายต่อความมั่นคง” และ “ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ซึ่งขัดกับหลักความชอบด้วยกฎหมายที่ว่ากฎหมายต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน และคดีตามมาตรา 14 (2) และ (3) ส่วนใหญ่เป็นการบังคับใช้ร่วมกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะที่มาตรา 20 ว่าด้วยการระงับการเผยแพร่เนื้อหาหรือการปิดเว็บไซต์ มีถ้อยคำที่คลุมเครือว่าเนื้อหาประเภทใดที่อาจถูกปิดกั้นได้ โดยหลักการแล้วการปิดกั้นเว็บไซต์ต้องบัญญัติเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และการปิดกั้นเว็บไซต์ควรเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย ใช้อย่างจำกัด

เทียบต่างประเทศ ไทยล้าหลังแต่เอาไปแถลงโชว์ผลงาน
จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายในต่างประเทศ คือ ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน พบว่า ทุกประเทศต่างรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่มี “ข้อยกเว้น” หรือ “ข้อจำกัดเสรีภาพ” ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เยอรมณีมีข้อยกเว้นไม่ให้ความคุ้มครองเนื้อหาต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน ต่อสันติภาพของประชาชน การดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหยียดหยามเชื้อชาติอื่น รวมทั้งการเผยแพร่ชาตินิยมเยอรมัน (ลัทธินาซี)สหรัฐอเมริกามีข้อยกเว้นกรณีเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน จีนมีข้อยกเว้นในกรณีเนื้อหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติและเสถียรภาพของรัฐบาล ส่วนมาเลเซียมีข้อยกเว้นในกรณีเนื้อหาที่เกี่ยวกับความมั่นคง ขัดต่อหลักความเชื่อในศาสนาอิสลาม ลามกอนาจารและหยาบคาย และเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน

อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีประเทศใดข้างต้นที่บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาไว้ในกฎหมายที่ว่าด้วยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งไม่มีประเทศใดที่กำหนดความผิด และโทษสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือตัวกลางไว้ “เท่ากับ” ผู้เผยแพร่เนื้อหาที่เป็นความผิดนั้นเอง

ทีมวิจัยมีข้อสังเกตด้วยว่า รัฐไทยมีมุมมองต่อการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เพราะจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นในประเทศไทยถือเป็นผลงานการบริหารของกระทรวงไอซีทีและนำไปแถลงผลงานในทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา

เสนอปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
สำหรับข้อเสนอแนะนั้น ทีมวิจัยระบุว่า 1.ข้อเสนอแนะทางกฎหมาย กฎหมายนี้ควรเป็นกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดและโทษสำหรับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ หรืออาชญากรรมที่กระทำต่อตัวระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยตรงเท่านั้น ไม่รวมถึงเนื้อหา แต่หากรัฐยืนยันว่าจำเป็นต้องมีบทลงโทษเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหา บทบัญญัติดังกล่าวก็ต้องมีความชัดเจนไม่คลุมเครือ

การกำหนดความรับผิดและโทษแก่ผู้ให้บริการเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหา ควรจำแนกระดับของความรับผิดตามลักษณะและประเภทของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โดยคำนึงถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเนื้อหา เช่น ผู้ให้บริการเนื้อหาควรมีความรับผิดต่อเนื้อหา ในขณะที่ผู้ให้บริการทางเทคนิคโดยแท้ไม่ควรมีความรับผิดต่อเนื้อหาใดๆ เลย เว้นแต่เข้าเงื่อนไขบางประการ เช่น พิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นผู้คัดเลือก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เผยแพร่นั้น

ในส่วนของมาตรการการระงับการเผยแพร่เนื้อหา หรือปิดกั้นเว็บไซต์ ต้องแก้ไขให้มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ และไม่ทำให้ตีความหมายได้หลายอย่าง นอกจากนี้ ควรมีองค์กรผู้มีอำนาจออกคำสั่งที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้แทนจากหลายฝ่าย

2.ข้อเสนอแนะทางนโยบาย รัฐควรหามาตรการเพื่อกำกับดูแลเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ที่ได้ดุลยภาพกับการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชน แทนการใช้มาตรการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ เช่น การส่งเสริมกระบวนการหรือกลไกตรวจสอบกันเองระหว่างผู้ใช้และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ต้องเร่งพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ดีขึ้น รัฐควรต้องส่งเสริมให้มีศาลชำนัญพิเศษเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ และจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน

3.ข้อเสนอแนะต่อประชาชน และผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ ประชาชนและองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านนี้ควรตื่นตัวตรวจสอบการออกกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งนโยบายของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอาจรวมตัวกัน หรือจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการอย่างเข้มแข็งเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้รัฐกำหนดภาระหน้าที่อันไม่เป็นธรรม พัฒนาวิธีการ และแนวทางการคัดค้านโต้แย้งกฎหมาย นโยบายที่ไม่ชอบธรรม การออกคำสั่งตามอำเภอใจ เช่น การนำคดีขึ้นสู่ศาลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์