สหพันธ์แรงงานสิ่งทอฯ-สนนท. แถลงต้านรัฐประหาร ค้าน“แช่แข็งประเทศไทย”

แถลงต้านรัฐประหาร เคารพเสรีภาพในการชุมนุม ค้านข้อเสนอ ปธ.องค์การพิทักษ์สยาม ชี้ขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชน ก่อปัญหาประเทศหลายด้าน จิตรา ไม่เชื่อ แรงงานรัฐวิสาหกิจ จะร่วมเสธฯอ้าย

 
18 พ.ย. 55 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 และสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย ได้จัดแถลงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารและคัดค้านการ “แช่แข็งประเทศไทย” จากกรณีที่องค์การพิทักษ์สยาม ซึ่งนำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานกลุ่ม ได้ประกาศชุมนุมใหญ่ขั้นแตกหักโดยมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย 5 ปี ในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้
 
 
โดยแถลงการณ์ระบุด้วยว่า ข้อเสนอของ พล.อ.บุญเลิศ ดังกล่าวขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเป็นกฎหมายสูงสุด และมีหลักนิติธรรม การกระทำดังกล่าวจึงขาดความชอบธรรมเพราะขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชนที่แสดงออกอย่างสันติผ่านการเลือกตั้ง การเรียกร้องรัฐบาลให้ลงจากอำนาจย่อมสามารถกระทำได้โดยสันติภายใต้กฎกติกาที่ไม่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายเท่านั้น รวมทั้งการประกาศฤกษ์ 901 เป็นการดึงพระมหากษัตริย์มาพัวพันการเมืองและใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เป็นการดึงเอาพระมหากษัตริย์มาปะทะกับรัฐบาลและประชาชน ก่อผลร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในท้ายที่สุด ดังเช่นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา
 
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่าข้อเสนอข้อเสนอดังกล่าวยังนำไปสู่ความแตกแยกร้าวลึกของคนในชาติยิ่งกว่าที่เป็นมา  นำไปสู่ความรุนแรง และอาจบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ส่วนในด้านเศรษฐกิจจะนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การทำมาหากิน การค้าขายจะฝืดเคือง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตกแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความมั่นคงในอาชีพและมีรายได้น้อย
 
นอกจากนี้แถลงการณ์ยังระบุว่าเครือข่ายที่ร่วมลงแถงการณ์นั้นเคารพเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ แต่คัดค้านการการกระทำใดก็ตามที่นำไปสู่ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกระบอบประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัฐประหาร เรียกร้องให้องค์การพิทักษ์สยามทบทวนเป้าหมายและท่าทีในการเคลื่อนไหว และขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันแสดงออกอย่างสันติว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว
 
จิตรา ไม่เชื่อ แรงงานรัฐวิสาหกิจ จะร่วมเสธฯ อ้าย
 
สำหรับข่าวที่ว่านายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ อดีตหนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเข้าร่วมชุมนุมกับองค์การพิทักษ์สยาม พร้อมทั้งจะนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมชุมนุมด้วยนั้น จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน หนึ่งในผู้ร่วมแถลงเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่เชื่อว่านายสมศักดิ์ โกศัยสุข และสหภาพแรงงานเหล่านั้นจะเข้าร่วมชุมนุมกับ พล.อ.บุญเลิศ เพราะเห็นเพียงแค่ข่าว รวมทั้งการที่จะนำสหภาพแรงงานเข้าร่วมนั้นไม่คิดว่าเป็นไปได้ เนื่องจากสหภาพแรงงานเป็นองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นพื้นฐาน เงื่อนไขต่างๆ การบริหารสหภาพแรงงานเองยังต้องมีการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงาน ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นโดยหลักการแล้วขัดกับข้อเสนอของ พล.อ.บุญเลิศ ที่มองระบบการเลือกตั้งไม่ดีอยู่แล้ว
 
“รวมทั้งการที่สหภาพแรงงานจะเข้าร่วมกิจกรรทางการเมืองใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบและมีมติจากสมาชิกสหภาพก่อน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอยๆก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีมติจากสหภาพแรงงาน หากมาเพียงกรรมการบางคนก็ไม่สามารถที่จะอ้างว่าเป็นสหภาพแรงงานได้” จิตรา กล่าว
 
แถลงการณ์ฉบับเต็ม :
 
แถลงการณ์
ต้านรัฐประหารยกเลิกประชาธิปไตย “แช่แข็งประเทศไทย”
 
ตามที่ “องค์การพิทักษ์สยาม” นำโดยพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานกลุ่ม ได้ประกาศชุมนุมใหญ่ขั้นแตกหักโดยมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย 5 ปี ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ศกนี้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวหนึ่งครั้งที่สนามม้านางเลิ้ง และประธานกลุ่มได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เชื่อมั่นศรัทธาระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และมีความประสงค์จะทำรัฐประหาร(แต่ไม่มีกำลังทหาร) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการประกาศฤกษ์ 901 ซึ่งเป็นรหัสแทนองค์พระมหากษัตริย์ สำหรับการชุมนุมขั้นแตกหักดังกล่าวด้วย
 
พวกเรากลุ่มองค์กรประชาธิปไตยที่มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ มีความเห็นว่า การชุมนุมขั้นแตกหักโดยมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาล ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความรุนแรงนองเลือด และเป็นการเปิดทางให้เกิดรัฐประหาร ตลอดจนก่อให้เกิดหายนะทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กล่าวคือ
 
ทางการเมือง
 
1.การล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย ขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชนทั้งประเทศที่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเป็นกฎหมายสูงสุด และมีหลักนิติธรรม การกระทำดังกล่าวจึงขาดความชอบธรรมเพราะขัดกับเจตจำนงค์ของประชาชนที่แสดงออกอย่างสันติผ่านการเลือกตั้ง การเรียกร้องรัฐบาลให้ลงจากอำนาจย่อมสามารถกระทำได้โดยสันติภายใต้กฎกติกาที่ไม่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายเท่านั้น
 
2.การประกาศฤกษ์ 901 เป็นการดึงพระมหากษัตริย์มาพัวพันการเมืองและใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เป็นการดึงเอาพระมหากษัตริย์มาปะทะกับรัฐบาลและประชาชน ซึ่งจะก่อผลร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในท้ายที่สุด ดังเช่นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ที่อ้างว่าจงรักภักดีทั้งหลายต่างนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนในวงกว้าง
 
3.ประเทศไทยยามนี้ต้องการความสงบสุข ซึ่งไม่เพียงเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศได้ฟื้นฟูเยียวยาความบอบช้ำจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองและภัยธรรมชาติเท่านั้น หากแต่ความสงบสุขยังนำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ร่วมกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสงบสุขย่อมนำมาซึ่งโอกาสในการแก้ไขปัญหาคลี่คลายวิกฤติโดยสันติ ทั้งปัญหาประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำ ความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติ ตลอดจนการปฏิรูปประเทศเพื่อความก้าวหน้าครั้งใหญ่
 
4.การล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย อาจมีประชาชนจำนวนมหาศาลไม่พอใจ และออกมาต่อต้านจนอาจเกิดการปะทะ นำไปสู่ความรุนแรง และอาจบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้
 
5.การล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการได้ประโยชน์จากเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ลงโทษ ไม่คบหาสมาคม ทำให้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ  และเสียเกียรติภูมิของประเทศชาติ
 
ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม
 
6.การล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การทำมาหากิน การค้าขายจะฝืดเคือง ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชนขาดความเชื่อมั่นทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวชะงักงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบบเศรษฐกิจโลก ไทยอาจถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประชาคมโลก และอาจจะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจภายในประเทศได้ในที่สุด ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตกแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความมั่นคงในอาชีพและมีรายได้น้อย และจะเกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรมตามมา
 
7.การล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย จะนำไปสู่ความแตกแยกร้าวลึกของคนในชาติยิ่งกว่าที่เป็นมา และแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า ลงลึกถึงระดับครัวเรือน นำไปสู่ความรุนแรงและความไม่สงบทั่วไปอย่างกว้างขวางในระดับประชาชนจนยากเกินเยียวยา
 
พวกเราผู้มีรายนามข้างท้ายแถลงการณ์นี้ เคารพเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ แต่พวกเราคัดค้านการการกระทำใดก็ตามที่นำไปสู่ล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยกเลิกระบอบประชาธิปไตย แช่แข็งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรัฐประหาร จึงขอเรียกร้องให้องค์การพิทักษ์สยามทบทวนเป้าหมายและท่าทีในการเคลื่อนไหว และขอเรียกร้องให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยทุกหมู่เหล่าทั้ง นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และพนักงานทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ นิสิตนักศึกษา นักการเมือง ข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร สื่อมวลชน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ฯลฯ ร่วมกันแสดงออกอย่างสันติว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว
 
แถลง ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
 
กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย
กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ
 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์