จอม เพชรประดับ : คนไทยต่อสู้กันเองเพื่ออะไร..?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

โล่งอกโล่งใจ กันไม่น้อย เมื่อ เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประกาศยุติการชุมนุมของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม เมื่อตอนเย็นของวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังจากที่การชุมนุมดำเนินไปได้ไม่ถึง 10 ชั่วโมง

เหตุผลเพราะว่า ผู้ชุมนุม ถูกสกัดกั้นจากตำรวจจนไม่สามารถระดมพลสร้างพลังแช่แข็งประเทศไทยได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน สภาพฟ้าฝนก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจ เลยทำให้เกิดสถานการณ์ “ฟืนเปียกน้ำ – จุดไม่ติด”

แต่ การชุมนุมเพื่อแช่แข็งประเทศไทย ของ กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทยอีกครั้ง เพราะถือ เป็นครั้งแรกในการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ที่มีการลุกขึ้นมาต่อต้านวิถีทางประชาธิปไตย และพยายามที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดย แกนนำพยายาม เรียกร้องให้ ทหารออกมาปฎิวัตรอีกครั้ง

แม้ว่า “เสธ.อ้าย” จะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างชายชาติทหาร แต่ “เสธ.อ้าย” ก็ยังไม่ตายไปจากกลุ่มความคิด ที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนับจากนี้ไป สงครามแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ระหว่าง “กลุ่มอำนาจฝ่ายขวา - อนุรักษ์นิยม” หรือที่เรียกว่าเป็นฝ่าย อำมาตย์ชาตินิยม กับ “กลุ่มอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย” ยิ่งจะชัดเจน เปิดหน้ากันสู้ และจะรุนแรงมากขึ้น

กลุ่มอำนาจฝ่ายขวา แม้จะพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง หลังการประกาศยอมแพ้ของ เสธ.อ้าย แต่ด้วยความมั่นอกมั่นใจ และด้วยเพราะไม่เคยสนใจให้ความสำคัญ กับ กลุ่มอำนาจฝ่ายประชาธิปไตย ที่คิดว่า ถูกปกครอง ครอบงำ หรือล้างสมองเสียจนเชื่องชิน จึงเกิดเป็นความชะล่าใจ ไม่คิดที่จะ ทบทวนท่าที และวิธีคิด วิธีการของกลุ่มตัวเอง

ดังนั้นความเชื่อมั่น และมั่นใจในพลังอำนาจที่เคยมีของ “ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม” จึงยังคงเดินหน้าสู้อย่างสะเปะสะปะต่อไปอย่างสุดแรง

ขณะที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็ได้รับแรงหนุน ทั้งจากประชาชน ปัญญาชน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ อีกทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่พัดพาเอา สายลมประชาธิปไตยไปทั่วทุกหนทุกแห่ง พลังฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า ศึกนี้อีกยาวนาน เพราะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มอำนาจเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ภายใน ในตัวตนของความเป็นคนไทยโดยส่วนใหญ่ด้วย เพราะ ความคิดใหม่ ค่านิยมใหม่ เข้ามาท้าทายความคิด ความเชื่อ และทัศนคติแบบดั้งเดิมของคนไทย

ความคิดความเชื่อของคนไทย ที่ถูกสร้างสม บ่มเพาะให้อยู่ในระบบ “อุปภัมภ์” มาเป็นเวลาช้านาน เราจึงเชื่อมั่น ศรัทธา เฉพาะใน “ตัวบุคคล” มากกว่า “หลักการ – กฎกติกา” หรือ “การปกครองที่เป็นธรรม” ตามวิถีทางสากล.

คนไทยส่วนใหญ่ยังแยกแยะไม่ออก(หรือเปล่า) ระหว่างคุณค่าของ หลักการ หรือ กฎกติกาที่ถูกต้องชอบธรรม ในสังคมที่หลากหลาย กับการรักษาไว้ซึ่ง “ตัวบุคคล”

คนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สื่อความหมาย เพียงเฉพาะ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” คนไทยจำนวนไม่น้อยต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย แต่กลับให้คุณค่าอยู่ที่ พรรคเพื่อไทย และครอบครัว “ชินวัตร” โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากต้องแยกแยะคุณค่าที่มั่นคงถาวร เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้กับบ้านเมืองในระยะยาวแล้ว คนไทยจะต้องตั้งสติและยอมรับสัจธรรมของชีวิตด้วยว่า “ตัวบุคคล” หรือ “คณะบุคคล” ไม่ได้มั่นคงยืนยาวชั่วนิรันดร์ ทั้งสภาพร่างกาย สติปัญญา และสมรรถนะที่จะสร้างความก้าวหน้าให้ชาติบ้านเมืองได้ตลอดไป

ทำนองเดียวกัน การจะฝากความหวังไว้ กับ พรรคเพื่อไทย และตระกูลชินวัตร เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้สถิตย์สถาพรอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด แต่แน่นอน นี่คือหนทาง ที่จะได้เห็นพัฒนาการที่ ก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยในอนาคต

หากอุปสรรคสำคัญต่อการเผชิญหน้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ อยู่ที่ค่านิยม ความคิดความเชื่อของคนไทยโดยส่วนใหญ่ เราก็ควรจะให้เวลามาทบทวนความคิด ความเชื่อของตัวเอง และยอมรับความเป็นจริงกันแล้วหรือยัง

แน่นอน บุคคลหนึ่งที่มีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีงาม สร้างความเจริญมั่งคั่งให้กับชาติบ้านเมืองตลอดชั่วชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่จะสถิตสถาพรอยู่ในห้วงคำนึงของคนในชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย และถือกเป็นภารกิจของคนรุ่นหลังด้วย ที่จะนำเอา คุณประโยชน์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยตัวบุคคล หรือคณะบุคคล นำไปเสริมเติม เพิ่มความเข้มแข็งให้กับ หลักการ และกฎกติกาที่ถูกต้องชอบธรรม ให้มั่นคงยืนยาวตลอดไป ให้คุณค่า เป็นมรดกตกทอดมาจาก บุคคล หรือ คณะบุคคล ที่เราเคารพรักและศรัทธา

เช่นเดียวกับการที่ พระพุทธองค์ ไม่ต้องการให้ พุทศาสนิกชน ศรัทธากราบไหว้ในความเป็น ตัวตนแห่งองค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า หรือ สัญลักษณ์แทนพระองค์ มากไปกว่า ความศรัทธายอมรับ และปฎิบัติตาม หลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์

ดังนั้น คนไทยทั้งประเทศ คงจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร หรือ เพื่อใคร เราจะเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อรักษา “สถาบัน” “ระบอบการเมืองที่เป็นธรรม” หรือ “ตัวบุคคล” หรือสุดท้ายเราสู้กันเพื่อทำลายทุกอย่าง. 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์