รวันดา: ความเปลี่ยนแปลงภายใต้การแสวงหาอำนาจทางการเมือง (6)

ในปี 1988 จูเวอนัล ฮาเบียริมานา (Juvenal Habyarimana)  ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ในคราวนี้รอยร้าวของนโยบายเริ่มมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะปัญหาผู้ลี้ภัยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องรอคอยให้ตัดสินปัญหา นอกจากนั้นภาวะเศรษฐกิจของรวันดาก็ตกต่ำอย่างรุนแรง ธุรกิจกาแฟและเหล็กซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของรวันดาถึงคราวถดถอยล่มสลายลง ที่ดินที่ใช้ในการเกษตรยิ่งหายาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในรัฐบาลก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นทุกที มีข้อมูลประจักษ์ชัดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและของพรรคปฏิวัติชาติเพื่อการพัฒนา (MRND)รวมทั้งคนใกล้ชิดร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการส่งออกและเงินช่วยเหลือจากต่างชาติเก็บไว้เป็นของตนเอง ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของรวันดากลับต้องหิวโหยอดอยากทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส สุดท้ายนโยบายของจูเวอนัล ฮาเบียริมานา ที่เลือกปฏิบัติโดยให้ประโยชน์แก่ชาวฮูตูทางเหนือซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนมากกว่าชนกลุ่มอื่น ก็เริ่มจะสร้างความเคียดแค้นชิงชังให้แก่ชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูทางใต้ทั้งๆที่เป็นชาวฮูตูด้วยกัน และด้วยเหตุเหล่านี้นอกเหนือจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศแล้ว มันยังได้สร้างความสั่นคลอนต่อตำแหน่งประธานาธิบดีตามมา

ท่ามกลางความวุ่นวาย ข่าวลือเริ่มกระพือไปทั่วว่ากลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (Rwandan Patriotic Front-RPF) กำลังเตรียมการบุกโจมตีรวันดาเพื่อล้มล้างรัฐบาล สิ่งที่เพิ่มความตึงเครียดให้แก่ประชาชนรวันดาเข้าไปอีกคือจำนวนประชาชนที่เริ่มตาสว่างเพิ่มมากขึ้นเริ่มประณามการฉ้อราษฎร์ บังหลวงของรัฐบาล และเรียกร้องให้ปฏิรูปประชาธิปไตยใหม่ กลุ่มคนเหล่านี้รวมถึงนักเรียกร้องเพื่อสิทธิมนุษยชนและนักข่าว ซึ่งหลายๆคนในจำนวนนี้ถูกจับและถูกเข่นฆ่าโดยกองทหาร นักเรียนนักศึกษาก็เริ่มออกมาคัดค้านทำการประท้วง เพื่อเป็นการตอบโต้ตำรวจได้เข้าทำการปราบปรามหวดตีนักเรียนนักศึกษาตามมา

รัฐบาล ฮาเบียริมานา ยังคงใกล้ชิดกับเบลเยียมซึ่งไม่เพียงแต่การช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแก่รวันดาเท่านั้นแต่ยังควบคุมอุตสาหกรรมของรวันดาไว้ด้วย ซึ่งรวมถึงการทำเหมือง ในปี 1990 เมื่อเบลเยียมและชาติอื่นที่ให้การช่วยเหลือกดดันให้ ฮาเบียริมานา เปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง ซึ่งเขาก็จำต้องยอมทำตาม เนื่องจากความกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฮาเบียริมานาประกาศในเดือนกรกฎาคมปี 1990 ตกลงยินยอมให้ชาวตุ๊ดซี่ผู้ลี้ภัยได้กลับเข้าประเทศ และยอมให้พรรคการเมืองอื่นจัดตั้งขึ้นได้ พร้อมทั้งเห็นด้วยให้จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยที่รวมคนต่างชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะรวมถึงสมาชิกจากหลายพรรคการเมือง นอกจากนั้นยังแถลงความตั้งใจที่จะยกเลิกบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุชาติพันธุ์ในบัตรให้หมดไป เพราะที่ผ่านมาหลายๆคนได้เลิกพกพาแล้วมิฉะนั้นอาจถูกคุกคามหรือถูกทำร้าย ทั้งๆที่มีการประกาศเจตนารมณ์ออกมาดังกล่าว แต่ความจริงแล้ว ฮาเบียริมานา มีความตั้งใจให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดเท่านั้นเพราะสิ่งเหล่านี้อาจไปลดทอนอำนาจของตน

การโจมตีของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (Rwandan Patriotic Front-RPF)  
ถึงแม้ว่าจะมีการออกมายืนยันถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ฮาเบียริมานาก็ไม่ได้กระทำการใดๆเพื่อปรับโครงสร้างรัฐบาลใหม่หรือยอมให้ชาวตุ๊ดซี่อพยพเข้ามาแต่อย่างใด ดังนั้นนายพลรวิกเยอมา ได้นำกองกำลัง RPF จากอูกันดาเข้าไปในทางตอนเหนือของรวันดาเมื่อปี 1990 กองกำลัง RPF ได้ฆ่าประชาชนไป 500 คนและขับไล่ประชาชนมากกว่า 3 แสน 5 หมื่นคนออกจากบ้านของตน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวฮูตู อย่างไรก็ตามด้วยความช่วยเหลือด้านทหาร อาวุธ และที่ปรึกษาด้านการทหารจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และแซร์ ฮาเบียริมานาสามารถต่อสู้หยุดยั้งการโจมตีของกลุ่ม RPF ไว้ได้ การต่อสู้ได้หยุดลงหลังจากต่อสู้กันหลายเดือนแต่กลุ่ม RPFยังคงล้อมโจมตีรวันดาจากฐานทัพที่อูกันดา  ตลอดปี 1991 และ 1992 ในช่วงระยะเวลานี้ไม่มีฝ่ายใดที่ได้เปรียบกว่ากัน ข้อตกลงหยุดยิงหลายฉบับได้ทำขึ้นแต่ต่อมาก็ถูกละเมิดโดยทั้งสองฝ่าย

การโจมตีของกลุ่มแนวหน้าผู้รักชาติรวันดา (Rwandan Patriotic Front)    หรือRPF สอดคล้องกับการคัดค้านการปกครองของฮาเบียริมานาและ พรรคปฏิวัติชาติเพื่อการพัฒนา (MRND) ที่มีมากขึ้นทุกที พรรคการเมืองจำนวนมากตั้งขึ้นใหม่ในจำนวนนี้รวมไปถึง พรรคต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรวันดา (The Democratic Movement of Rwanda – MDR ) พรรคสังคมประชาธิปไตย (The Democratic Socialist Party – PSD ) พรรคเสรีกาพ (The Liberal Party – PL ) และพรรคคริสเตียนประชาธิปไตย (The Christian Democratic Party – PDC ) ถึงแม้ว่าพรรคการเมืองเหล่านี้จะมีแนวคิดต่อเรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการโจมตีของกลุ่ม RPF แตกต่างกัน แต่พรรคการเมืองทั้งหลายต่างก็ต้องการยุติการปกครองโดยพรรคปฏิวัติชาติเพื่อการพัฒนา (MRND) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเดียว ความกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านและนานาชาติบังคับให้รัฐบาลฮาเบียริมานาซึ่งยังไม่ได้ทำตามคำสัญญาในการจัดตั้งรัฐบาลผสม  ต้องยินยอมตั้งรัฐบาลซึ่งมีสมาชิกมาจากฝ่ายค้าน รัฐบาลนี้มีขึ้นเพื่อบริหารประเทศจนกว่าการเลือกตั้งทั่วประเทศจะเกิดขึ้นในปี 1993

ถึงแม้ว่าจะยอมผ่อนปรนให้บางส่วนแต่ประธานาธิบดีฮาเบียริมานายังคงตั้งใจว่าจะขับไล่การโจมตีของกลุ่ม RPF และจะรักษาตำแหน่งในรัฐบาลไว้ รัฐบาลได้ขยายกองกำลัง FARจากที่มีทหารประมาณ 5 พันคนเป็น 3 หมื่น 5 พันคน นอกจากนั้นฮาเบียริมานายังตั้งผู้คุ้มกันภัยแก่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นกองกำลังทหารติดอาวุธรวบรวมจากบ้านเกิดของตนจากทางเหนือ ส่วนทางการเมืองฮาเบียริมานาพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ยอมรับฝ่ายค้านโดยอ้างว่าฝ่ายค้านบางส่วนมาจากผู้สมคบคิดกลุ่ม RPF หลังจากนั้นทหารได้จับกุมสมาชิกฝ่ายค้านหลายพันคน

ประธานาธิบดียังปล่อยปละละเลยให้มีการรณรงค์ให้ใช้ความรุนแรงต่อชาวตุ๊ดซี่อย่างไม่หยุดหย่อน กองกำลังติดอาวุธ FARของรัฐบาลได้เข่นฆ่าชาวตุ๊ดซี่ประมาณ 2 พันคนระหว่างการทำร้าย จากการเฝ้าสังเกตการณ์ของกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ากลุ่มบุคคลที่ถูกสังหารนี้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียวคือเพราะเขาเหล่านั้นเป็นชาวตุ๊ดซี่ นอกจากนั้นอีกประมาณ 8 พันคนถูกคุมขัง  ถูกทรมาน ถูกข่มขืนและถูกโบยตี อย่างโหดร้าย

ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของชาวฮูตูหัวรุนแรงได้ก่อตัวขึ้นภายในพรรค MRND ซึ่งมีทั้งผู้นำทางทหาร และชาวฮูตูหัวรุนแรง  รวมตัวเพื่อป้องกันประเทศในนาม(The extremist Coalition for the Defense of the Republic)   โดยได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากฮาเบียริมานา และพรรค MRNDในระยะเริ่มต้นได้เกณฑ์และฝึกฝนชายหนุ่มชาวฮูตูเพื่อสร้างกองกำลังทางทหารไว้ต่อสู้กับกลุ่ม RPF และศัตรูที่ยังไม่เปิดเผยตัวของรัฐบาล กองกำลังทางทหารนี้ช่วยกองทหารรวันดาต่อสู้กับชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงทั่วประเทศ รู้จักในนามของ “อินเทอราฮัมเว ”(Interahamwe)  เป็นกองกำลังที่เอาไว้สังหารชาวตุ๊ดซี่  และสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านชาวฮูตูผู้ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจ ฮาเบียริมานาและพวกหัวรุนแรงตั้งใจว่าจะทำลายการคุกคามของกลุ่ม RPF ให้หมดไป

ชาวฮูตูหัวรุนแรงใช้จุลสาร หนังสือพิมพ์ และวิทยุในการการยั่วยุให้เกิดความรู้สึกต่อต้านชาวตุ๊ดซี่ในหมู่ประชาชนชาวฮูตู คำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อตอกย้ำซ้ำซากทำให้ชาวฮูตูระลึกถึงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของชาวตุ๊ดซี่ในอดีตที่มีต่อชาวฮูตูและยังย้ำเตือนว่ากลุ่ม RPF ได้วางแผนที่จะปกครองรวันดาโดยชาวตุ๊ดซี่จะมามีอำนาจอีกครั้ง ซึ่งการโฆษณาชวนชื่อที่ในบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ในเขตปกครองและผู้นำชุมชน ทั้งหมดเป็นสมาชิกของพรรค MRND จึงง่ายต่อการปั้นข่าวและการรวบรวมผู้อยู่อาศัยในเขตของตนเข้าอบรมตอกย้ำให้เกิดความเคียดแค้นชาวตุ๊ดซี่ และที่สำคัญการกระจายข่าวสารว่าชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงได้ร่วมมือกับกลุ่ม RPF วางแผนเข้าโจมตีเข่นฆ่าชาวฮูตู ได้ทำให้เกิดความตระหนกตกใจในหมู่ประชาชนอย่างรุนแรง แผนการในการปั้นข่าวและการสร้างข่าวลือ ได้กลายเป็นวิกฤตทางสังคมจนไม่อาจแก้ไขได้อีก

การโฆษณาชวนเชื่อนี้ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัว  ความตึงเครียดและเคียดแค้นในหมู่ประชาชนชาวฮูตู พร้อมทั้งได้สร้างความฮึกเหิมจนทำให้การโฆษณาชวนเชื่อ มีบทบาทสำคัญในการโจมตีชาวตุ๊ดซี่ เป็นต้นว่า ในเมือง บูเกเซอรา มีใบปลิวเตือนว่าชาวตุ๊ดซี่ในเมืองวางแผนที่จะก่อจลาจลและทำร้ายเพื่อนบ้านชาวฮูตู หลังจากนั้นกองกำลังอินเทอราฮัมเว(Interahamwe)   และราษฎรชาวฮูตูได้เข้าเข่นฆ่าชาวตุ๊ดซี่กว่า 300คนในบูเกเซอรา นอกจากนั้นในอีกหลายช่วงเวลาเวลาที่ชาวฮูตูไปแย่งชิงอาหาร ฆ่าฝูงสัตว์ ทำลายบ้านเรือนและพืชผล รวมทั้งทำร้ายเพื่อนบ้านชาวตุ๊ดซี่ด้วยมีดยาว กระบอง และหอก ในช่วงเวลานี้ทำให้ชาวตุ๊ดซี่หลายคนหวาดกลัวได้เริ่มอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ

ก้าวสู่ความสงบสุข
เกือบสองปีของการต่อสู้ระหว่างกลุ่ม RPF กับรัฐบาลรวันดาจนนำไปสู่การลงนามข้อตกลงการหยุดยิง      ขณะที่นัดพบกันที่อรูชา ของประเทศแทนเซเนีย ในเดือนกรกฎาคม 1992 ข้อตกลงหยุดยิงนำไปสู่การเจรจาเป็นเวลา 7 เดือนเพื่อที่จะหาแนวทางที่ตกลงร่วมกันเพื่อตั้งรัฐบาลผสม แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ปี1993 กลุ่ม RPF ได้ฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงที่มีต่อกัน โดยกลุ่ม RPF เข้าโจมตีทางตะวันออกเฉียงเหนือของรวันดา มีการเข่นฆ่าประชาชนหลายร้อยคนโดยอ้างว่าที่ฝ่าฝืนข้อตกลงก็เพื่อตอบโต้รัฐบาล ที่มีการสังหารชาวตุ๊ดซี่ประมาณ 300 คน ในเดือนมกราคมโดยกองกำลังอินเทอราฮัมเว ซึ่งในช่วงเวลาที่มีการต่อสู้ขึ้นมาใหม่นี้ประชาชนหลายร้อยคนถูกสังหาร และประมาณ 6 แสน 5 หมื่นคนต้องอพยพจากบ้านเกิด  

ดังนั้นข้อตกลงหยุดยิงรอบที่สองจึงเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคมแต่จากรายงานของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เฝ้าสังเกตสถานการณ์ได้อ้างว่า ทั้งกลุ่ม RPF และรัฐบาลรวันดาได้ละเมิดข้อตกลงอยู่เนืองๆ  ขณะเดียวกันการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก็ยังดำเนินต่อไป  เดือนสิงหาคม 1993 กลุ่ม RPF และรัฐบาลรวันดาได้ลงนามข้อตกลงสงบศึกในที่สุด เรียกว่าข้อตกลงความสงบ “อรูชา”

ข้อตกลง อรูชา นี้ได้กำหนดว่ารวันดาจะต้องจัดตั้งรัฐบาลที่แบ่งสรรอำนาจจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งรวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านและสมาชิกกลุ่ม RPF ส่วนฝ่ายกองกำลังทหารนั้นจะประกอบไปด้วยทหารจาก FAR และ RPF ข้อตกลงนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลงอีกข้อคือรัฐบาลต้องอนุญาตให้ชาวตุ๊ดซี่ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ อพยพกลับเข้ามาในประเทศโดยเร็วและต้องช่วยเหลือให้ประชาชนที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ได้ตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง

สหประชาชาติซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการในระหว่างการเจรจาสงบศึกได้ตั้งองค์กรรักษาความสงบ (The united Nations Assistance Mission to Rwanda - UNAMIR) เพื่อช่วยเหลือให้ข้อตกลงสงบศึกประสบความสำเร็จ และเฝ้าสังเกตกระบวนการระหว่างการเปลี่ยนถ่ายอำนาจซึ่งเป็นรัฐบาลที่ปกครองประเทศจนกว่าการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยจริงๆจะเกิดขึ้น ฟอสติน ทวากิรามังกู (Faustin Twagiramungu) สมาชิกพรรค RPF ชาวฮูตูได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล หลังจากสงครามกลางเมือง 3 ปี ดูเหมือนว่ารวันดากำลังเดินหน้าเข้าสู่ทางแก้ปัญหาอย่างสงบสุข

ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลง อรูชา แต่ฮาเบียริมานาก็ยังไม่เต็มใจที่จะยกอำนาจให้ตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนถัดมาประธานาธิบดีฮาเบียริมานา พยายามต่อไปที่จะทำให้ฝ่ายค้านแตกแยกกันเองโดยโน้มน้าวสมาชิกบางคนให้คัดค้านข้อตกลง อรูชา แผนการตามข้อตกลงได้ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยและภายในปลายปี 1993 ชาวรวันดาหลายหมื่นคนก็ยังคงพลัดพรากจากที่อยู่ของตนไปอยู่นอกประเทศ ความคืบหน้าของการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลหยุดชะงักลง เนื่องจากกองกำลังทหารรวันดาและผู้นำทางการเมืองยังตกลงกันไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ รัฐบาลและสถานีวิทยุ CDR เริ่มที่จะแพร่กระจายเสียงรายงานการประณามชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรง เหตุเหล่านี้ได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองฝ่าย

ในขณะเดียวกันชาวฮูตูหัวรุนแรงภายในรวันดา กองกำลังติดอาวุธ MRND และสถานีวิทยุ CDR และรัฐบาลของฮาเบียริมานาก็ยังคงมีความเห็นต่อต้านข้อตกลง พวกหัวรุนแรงได้ก่อตั้งกลุ่ม “พลังฮูตู”(Hutu Power)โดยมีเป้าหมายในการเอาชนะกลุ่ม RPF เพื่อคงรักษาอำนาจการปกครองโดยชาวฮูตูต่อไป ขณะที่การก่อตั้งรัฐบาลใหม่ถูกเลื่อนออกไป กลุ่มชาวฮูตูคนหัวรุนแรงก็แอบสะสมอาวุธ เพื่อที่จะแจกจ่ายให้แก่กองกำลังอินเทอราฮัมเว หลังจากนั้นการโจมตีเข่นฆ่าราษฎรชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงได้เริ่มขึ้นพร้อมๆกับสมาชิกฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ถูกสังหาร

การเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตูหัวรุนแรงแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกับฮาเบียริมานา แต่กลุ่มนี้ก็ยังต่อต้านฮาเบียริมานาอีกด้วย เพราะเกรงว่าฮาเบียริมานาจะยอมจำนนต่อนานาชาติและยอมทำตามแผนการของข้อตกลง “อรูชา” ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสร้างแผนการอย่างลับๆที่จะกำจัดศัตรูทางการเมืองและชาวตุ๊ดซี่ตัวปัญหาไปในพร้อมกัน

ในขณะที่การก่อตั้งรัฐบาลใหม่หยุดชะงัก และพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ยังทำงานต่อไป สหประชาชาติและประชาคมโลกกดดันให้ฮาเบียริมานาจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียที ผู้นำในภูมิภาคโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีทำตามข้อตกลงอรูชา ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1994 ฮาเบียริมานาเดินทางไป ดาร์ เอ ซาลาม ในแทนเซเนีย เพื่อพบกับผู้นำของแทนเซเนีย เคนยา อูกันดา และเบอรันดี ซึ่งผู้นำทั้งหมดได้กระตุ้นและกดดันให้ประธานาธิบดีฮาเบียริมานา ทำตามข้อตกลง และระหว่างการเดินทางกลับขณะที่กำลังบินกำลังบินไปที่กรุงคิกาลี เหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดฝันได้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินซึ่งมีประธานาธิบดีฮาเบียริมานาและประธานาธิบดีของเบอรันดีโดยสารมาด้วยกันถูกยิงตกด้วยมิสไซล์จากเครื่องบินรบ ส่งผลให้เครื่องบินตกชนกับพื้นดินและผู้โดยสารทุกคนเสียชีวิตทั้งหมด และนั่นเป็นความขัดแย้งที่ได้เริ่มปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

ความขัดแย้งระอุขึ้นเมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา
การเสียชีวิตของประธานาธิบดีฮาเบียริมานาได้ก่อให้เกิดคลื่นของความตระหนกตกใจไปทั่วรวันดา ชาวฮูตูหัวรุนแรงได้ฉวยโอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ฝ่ายตน ทหาร FAR ทหารคุ้มกันประธานาธิบดีและกองกำลังอินเทอราฮัมเวได้ใช้สถานการณ์ความตระหนกตกใจกลัวสร้างความโกลาหลอลหม่านให้บานปลายขึ้น

ชาวฮูตูหัวรุนแรงบางคนกล่าวหาว่าการเสียชีวิตของประธานาธิบดีเกิดจากเบลเยียมเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นผู้ที่กดดันให้ฮาเบียริมานายอมรับข้อตกลง อรูชา ทหารกองกำลังรักษาความสงบของเบลเยียมจำนวน 2 พัน 2 ร้อยคนอยู่ในรวันดาขณะที่ประธานาธิบดีเสียชีวิตเพื่อที่จะช่วยให้ข้อตกลง อรูชา สำเร็จ ดังนั้นเพื่อตอบโต้ที่ประธานาธิบดีถูกสังหาร ทหารคุ้มกันประธานาธิบดี  ได้สังหาร อกาเธ อูวิลิงกิยามานา (Agathe Uwilingiyamana)นายกรัฐมนตรีชาวฮูตู และทหารรักษาความสงบชาวเบลเยียมของสหประชาชาติ 10 คนซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาความสงบ

ความรุนแรงที่เริ่มต้นเกิดขึ้นในกรุงคิกาลีและค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศโดยมีเป้าหมายที่ชาวฮูตูหัวไม่รุนแรง   ผู้สนับสนุนข้อตกลง อรูชา  และชาวตุ๊ดซี่ นับแต่นั้นทั่วทั้งกรุงคิกาลี เริ่มมีกองกำลังของรัฐบาลกระจายไปทั่วมีการจัดวางที่กั้นถนนของกองกำลังตลอดทั่วทั้งกรุงคิกาลีเพื่อตรวจตราและป้องกันไม่ให้ประชาชนหลบหนี สมาชิกอินเทอราฮัมเวได้เดินตรวจตราไปทั่วทุกบ้านเพื่อสังหารบุคคลที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นศัตรู สังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ผู้สนับสนุนของพรรคฝ่ายค้าน นักข่าว นักบวชผู้ที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิของมนุษยชน ซึ่งความจริงเหยื่อที่ถูกฆ่าตายจำนวนมากในเมืองหลวงล้วนแต่เป็นชาวฮูตู ทั้งนี้เพราะชาวตุ๊ดซี่ได้อพยพไปนานแล้ว

ขณะที่ความรุนแรงได้เกิดขึ้นทั่วคิกาลีและกระจายเข้าไปในชนบทของรวันดา การใช้ความรุนแรงได้มุ่งไปที่การต่อต้านชาวตุ๊ดซี่เป็นหลัก ชาวฮูตูหัวรุนแรงส่วนใหญ่กล่าวหาว่าทหารของกลุ่ม RPF เป็นผู้ยิงมิสไซล์ใส่เครื่องบินของประธานาธิบดีและใช้ข้อกล่าวหานี้ในการหาเหตุผลรองรับเพื่อแก้แค้นต่อประชาชนชาวตุ๊ดซี่ กองกำลังอินเทอราฮัมเวพร้อมด้วยทหาร FAR สมาชิกของทหารคุ้มกันประธานาธิบดีและกองตำรวจชุมชนเริ่มการสังหารชาวตุ๊ดซี่อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เขตการปกครองในแผ่นดินรวันดาและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชุมชนได้สั่งให้ชาวฮูตูช่วยเหลือกองกำลังทหารติดอาวุธ นอกจากนั้นสถานีวิทยุได้กระจายเสียงสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง กระตุ้นให้ชาวฮูตูใช้อาวุธทำร้ายชาวตุ๊ดซี่ตามมา

เป็นเวลา 2 วัน ความโกลาหลและความรุนแรงได้ครอบงำทั่วทุกพื้นที่ เมื่อวันที่ 8 เมษายน ผู้นำ FAR ได้ก่อตั้งคณะกรรมการบรรเทาทุกข์แห่งชาติเพื่อที่จะตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ คณะกรรมการตกลงให้แต่งตั้งรัฐบาลรักษาการประกอบไปด้วยกลุ่มคนหัวรุนแรงจากพรรค MRND และคนอื่นจากพรรคฝ่ายค้านชาวฮูตู เทโอดอร์ ซินดิคับวาโบ(Theodore Sindikubwabo) สมาชิกพรรค MRND กลายเป็นประธานาธิบดีและ ชอง คามบานดา (Jean Kambanda)สมาชิกพรรค MDR หัวรุนแรงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แผนของพวกเขาคือการเดินหน้าทำร้ายชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรงต่อไป ช่วงเวลานี้การสังหารก็ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาธารณชนต่างเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงเสียที

ถึงแม้ว่าทฤษฎีเกี่ยวกับการตายจากเครื่องบินตกจะมีมากมายแต่ไม่มีใครแน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการยิงมิสไซล์ ที่ทำให้เครื่องบินซึ่งมีประธานาธิบดีจูเวินนอล ฮาเบียริมานา โดยสารอยู่ตก  ชาวฮูตูหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งกล่าวห้าว่าทหารเบลเยียมของ UNAMIR เป็นผู้ยิงมิสไซล์  เพราะมีพยานได้อธิบายว่าเห็นชาวผิวขาวสามคนวิ่งมาจากสถานที่ที่มิสไซล์ถูกยิงออกไป แต่สมาชิกของรัฐบาลรวันดาส่วนใหญ่เชื่อว่าการโจมตีด้วยมิสไซล์น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่ม RPF ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเหนือดินแดนที่ยิงมิสไซล์

กลุ่มทหารผู้คุ้มภัยประธานาธิบดีได้เข้าควบคุมสนามบินอย่างรวดเร็วเมื่อเครื่องบินถูกยิง โดยไม่อนุญาตให้ผู้ตรวจการณ์ของสหประชาชาติหรือบุคคลใดเข้าไปตรวจสอบสถานที่ที่เครื่องบินตกเพื่อค้นหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนหลายคนเชื่อว่าการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนานี้มีเพื่อปกปิดหลักฐาน  นั่นแสดงว่าชาวฮูตูหัวรุนแรงรู้เห็นเป็นใจกับกองกำลังทหารรวันดาและทหารผู้คุ้มกันประธานาธิบดี ได้ร่วมกันก่อการยิงเครื่องบินของประธานาธิบดีและโยนความผิดให้แก่กลุ่ม RPF เพื่อหาเหตุผลมารองรับการกวาดล้างทางชาติพันธุ์ของชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรง มูลเหตุจูงใจในการฆ่าประธานาธิบดีของชาวฮูตูหัวรุนแรงก็เพื่อหยุดยั้งการก่อตั้งรัฐบาลผสมและป้องกันไม่ให้มีการทำตามข้อตกลง อรูชา แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีทั้งหลายเกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินตกก็ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าเรื่องไหนเป็นความจริง

สถานีวิทยุแห่งรวันดาบทเรียนของสื่อมวลชน
ก่อนและระหว่างเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี 1994 ชาวฮูตูหัวรุนแรงภายในพรรค MRND และพรรค CDR ใช้การสร้างข่าวโคมลอยเพื่อที่จะกระตุ้นให้ใช้ความรุนแรงต่อชาวตุ๊ดซี่และชาวฮูตูหัวไม่รุนแรง ซึ่งวิธีการที่ใช้ได้ผลที่สุดคือการใช้วิทยุกระจายเสียง เพราะในประเทศเกือบ 60% ของประชากรไม่สามารถอ่านหนังสือได้ การกระจายเสียงทางวิทยุจึงเป็นแหล่งเดียวสำหรับการฟังข่าวสารและข้อมูล

วิทยุกระจายเสียงแห่งรวันดาเป็นการสื่อสารหลักของประเทศดำเนินการและอุดหนุนโดยรัฐบาล นักข่าวของวิทยุแห่งรวันดาสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลมาอย่างยาวนาน เมื่อมีการโจมตีของกลุ่ม RPF เมื่อปี 1990 วิทยุรวันดาก็กระจายเสียงซ้ำแล้ซ้ำอีกโจมตีการกระทำของ RPF รวมทั้งกล่าวประณามมูลเหตุจูงใจของกลุ่ม RPF ตลอด ขณะเดียวกันได้กล่าวสรรเสริญเยินยอรัฐบาลเมื่อมีการลงนามข้อตกลงอรูชา และการคัดค้านรัฐบาลขยายตัวมากขึ้นสถานีวิทยุก็เป็นปากเสียงของรัฐบาลนำเสนอแต่ข่าวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ส่วนสมาชิกพรรค CDR ก็ได้เริ่มสถานีวิทยุของตนเอง (Radio Television Libre Des Milles Collines - RTLMC) เพื่ออุทิศให้กับอำนาจของชาวฮูตู แต่คัดค้านข้อตกลงอรูชา และที่สำคัญสถานีวิทยุ RTLMC เปิดเป็นสถานีที่ให้นักการเมืองหัวรุนแรงและนักข่าวได้มาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มที่คัดค้านรัฐบาล  รวมทั้งประณามกลุ่ม RPF ไม่นานสถานีวิทยุ RTLMC กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเพราะการแพร่ข่าวลือเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในรวันดา

ในปี 1994 ชาวฮูตุหัวรุนแรงได้ใช้สถานีวิทยุทั้งสองสถานีสร้างสถานการณ์แห่งความสับสนอลหม่านและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนโดยนำเสนอบทเพลงและบทกลอนเชิดชูความรุนแรงที่ใช้ต่อต้านชาวตุ๊ดซี่ นำเสนอสุนทรพจน์ที่นำไปสู่ความเกลียดชังนอกจากนั้นยังเสนอข่าวเตือนประชาชนเกี่ยวกับความโหดร้ายของกลุ่ม RPF การกระจายเสียงได้ช่วยเร่งปลุกระดมและกระตุ้นให้ประชาชนลุกขึ้นมาพกพาอาวุธและต่อสู้กับ RPF และเข่นฆ่ากันอย่างรุนแรง

ดังนั้นเป้าหมายของการกระจายข่าวก็เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้ชาวฮูตูระลึกถึงภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จตั้งแต่การปฏิรูปเมื่อปี 1959 นั่นคือการปกครองรวันดาเพียงชาติพันธุ์เดียวและต้องกำจัดชาวตุ๊ดซี่ให้พ้นไปจากแผ่นดินรวันดา.......

 

 

หมายเหตุ: *บทความแบ่งเป็น 10 ตอน โดยแปลสรุปจาก World in conflict.  Rawanda : country torn apart. และนำมาเรียบเรียงใหม่เพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น

อ้างอิง : Bodnarchuk, Kari. World in conflict.  Rawanda : country torn apart .

                Manufactured in the United States of America.

                By Lerner Publications Company

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

รวันดา: สภาพปัญหาและความขัดแย้ง (1)
รวันดา: อำนาจทางการเมืองกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม (2)
รวันดา รากเหง้าของความขัดแย้ง: บทเรียนของโลก บทเรียนของไทย* (3)
รวันดา: ภายใต้อาณานิคม : บทเรียนของโลก บทเรียนของไทย (4)
รวันดา: ความเสมอภาคทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของสองชาติพันธุ์ (5)