สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 16 - 22 ธ.ค. 2555

ลูกจ้างรายได้ต่ำกว่าหมื่นติดหนี้นอกระบบบาน

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการเสวนา เรื่อง "วิกฤติหนี้นอกระบบ - ทางออกของสังคมไทย?" จัดโดยกระทรวงยุติธรรมว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้นอกระบบเปลี่ยนจากปัญหาที่เคยแพร่หลายในชนบทและในภาค เกษตรกรรมมาเป็นปัญหาของผู้ที่มีรายได้ประจำในสังคมเมืองโดยเฉพาะแรงงานใน ภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากตัวเลขของผู้ที่รับค่าจ้างในรูปแบบเงินเดือนประมาณ 17 ล้านคนในปัจจุบัน มีจำนวน 14 ล้านคนที่ทำงานกับภาคเอกชน และมีกว่า 8-9 ล้านคน ที่มีรายได้ประจำเพียง 8,000-9,000 บาทต่อเดือน รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และเลี้ยงครอบครัวดังนั้นหากในเดือนใดที่ไม่มีรายได้จากการทำงานล่วงเวลา (เงินโอที) คนกลุ่มนี้ก็จะต้องกู้เงินนอกระบบ โดยส่วนใหญ่เป็นการกู้จากหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน โดยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8-10 ต่อเดือน

นายณรงค์ กล่าวว่า หนี้นอกระบบที่กำลังคุกคามภาคแรงงาน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศไทยพึ่งพาการผลิตในภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 88-90 % ของจีดีพี ขณะที่การผลิตในภาคเกษตรคิดเป็น 10 -12 % ของจีดีพีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีหลายรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในภาคชนบท โดยใช้วิธีให้เงินสินเชื่อผ่านกองทุนต่างๆเพื่อให้เป็นสินเชื่อภายในชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) กองทุนเอสเอ็มแอล เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 15 กองทุน ที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งปัจจุบันมีแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรเพียง 8 ล้านคน ทำให้ภาคเกษตรมีปัญหาหนี้นอกระบบลดลง แต่ในทางตรงกันข้ามหนี้นอกระบบในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว

"ขณะนี้ต้องเข้าใจว่าหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่เข้ามาคุกคามสังคมเมืองมาก ขึ้น หากไปแถวโรงงานอุตสาหกรรม เช่น สมุทรปราการ ปราจีนบุรี จะเห็นโฆษณา ใบปลิวเรื่องเงินด่วนเป็นจำนวนมาก ขณะที่แรงงานเหล่านี้ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน ที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเหลือสินเชื่อให้กับนายจ้างและผู้ประกอบการเท่านั้นแต่ ลืมเรื่องการให้เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรมเช่นกัน"นายณรงค์ กล่าว

เขากล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ตนเสนอว่ารัฐบาลควรจะมีการออกพันธบัตรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสินปล่อยกู้รายย่อยตามความจำเป็นให้กับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยมีเงื่อนไขว่าคนที่จะกู้จะต้องฝากประจำ 10% ของมูลค่าเงินที่กู้ โดยอาจให้เจ้าของกิจการเป็นผู้หักเงิน ณ ที่จ่ายคืนธนาคารพร้อมเงินฝากประจำ จากนั้นภายใน 3 ปี จะมีเงินทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จากเงินฝากประจำของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเงินทุนจำนวนนั้นจะสามารถนำมาจัดตั้งธนาคารเพื่อแรงงานซึ่งเป็นธนาคาร ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ใช้แรงงาน โดยไม่เป็นภาระกับเงินงบประมาณ

(กรุงเทพธุรกิจ, 17-12-2555)

 

ชมรมพนักงานราชการครูผู้สอนแห่งประเทศไทย ร้อง รมว.ศึกษา พิจารณา บรรจุเป็นข้าราชการครู

ที่ทำเนียบรัฐบาล ชมรมพนักงานราชการครูผู้สอนแห่งประเทศไทย จำนวนประมาณ 40 คน นำโดย นายปัญญา คิดชัย ประธานชมรม และ นายรัษฎา วิชัยดิษฐ ที่ปรึกษาสมาพันธ์พนักงานราชการปละครูอัตราจ้างแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือถึง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้พิจารณา ให้พนักงานราชการที่มีประสบการณ์การสอนไม่ต่ำกว่า 10 ปี มีใบประกอบวิชาชีพครู ได้รับการตัดโอนตำแหน่ง จากพนักงานราชการเป็นตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน ทั้งนี้ พนักงานราชการที่ปฏิบัติงานสอนมานานกว่า 10 ปี ขึ้นไปจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการครู เนื่องจากเงือนไขในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจำเขตพื้นที่การศึกษาไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทำให้พนักงานราชการที่ทำงานมานานไม่มีความก้าวหน้าทั้งที่ทำงานด้วยความ ตั้งใจมาโดยตลอด และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและความมั่นคงในอาชีพจึงขอให้ พิจารณาในเรื่องนี้ โดยนายพงศ์เทพ ได้เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าวด้วยตนเองพร้อมกับระบุว่าจะนำเรื่องดังกล่าวไป พิจารณาร่วมกับข้าราชการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้เพื่อพิจารณาเหตุผลต่างๆ และคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 1 เดือนจะได้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว.

(เดลินิวส์, 17-10-2555)

 

บอรด์ สปส.ยืนยันลดส่งเงินสมทบรองรับปรับขึ้นค่าแรง 300 ร้อยละ 1

18 ธ.ค. 55 - นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด สปส.ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ต้องการให้ลดส่งเงินสมทบในอัตรา ร้อยละ 2 ในปี 2556 และร้อยละ 1 ในปี 2557 เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จึงยืนยันตามมติเดิม ในการลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งฝ่ายของนายจ้างและลูกจ้างใน อัตราที่เท่ากัน คือ ร้อยละ 1 ในปี 2556 เนื่องจากจะกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว ทั้งนี้ หากลดเงินสมทบตามข้อเสนอรวม 2 ปี คือร้อยละ 3 กองทุนจะสูญเงินกว่า 90,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในที่ประที่ชุมยังเสนอให้ สปส.ไปปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้เงินในโครงการสินเชื้อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ กับภาคธุรกิจ ที่มีวงเงินเหลืออยู่กว่า 9,000 ล้านบาท โดย สปส.จะหารือร่วมธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือว่า บสย .จะสามารถทำตามข้อเสนอของภาคธุรกิจในการมาค้ำประกันเงินกู้ให้ภาคธุรกิจเอส เอ็มอีได้หรือไม่

(สำนักข่าวไทย, 18-12-2555)

 

พนักงานบริษัทไมเออร์ แหลมฉบัง ยุติการชุมนุม หลังการเจรจาประสบผลสำเร็จ

(18 ธ.ค.) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี พนักงานบริษัท ไมเออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ประมาณ 1,000 คนชุมนุมที่หน้าสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด เพื่อรอผลการเจรจาระหว่างตัวแทนพนักงานกับนายจ้าง หลังเจรจากันมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ โดยวันนี้จะเป็นการรอฟังคำตอบเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพนักงานต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการหยุดงานและเดินทางมาชุมนุม

นายฐิติพงษ์ ประยูรพาณิชย์ ตัวแทนพนักงานที่ร่วมเจรจา กล่าวว่า การเจรจาที่ผ่านมา ใกล้ประสบผลสำเร็จแล้ว เหลือเพียงเงื่อนไขเล็กน้อยเท่านั้น โดยอยู่ระหว่างหาข้อสรุป เพื่อให้เกิดความพึงพอใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต่างยืนยันในหลักการของตนเอง แต่เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายถอยกันคนละก้าว ทำให้การเจรจาเป็นไปด้วยดี ล่าสุดบริษัทยินดีจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน 2 เดือน พร้อมเงินอีก 6,500 บาท ซึ่ง เงิน 6,500 บาทจะจ่ายให้กับพนักงานรายวันในวันที่ 24 มีนาคม 2556 ส่วนพนักงานรายเดือน จะจ่ายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 เพื่อนำเงินกลับไปให้ทางบ้านหรือญาติพี่น้องใช้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ยุติลงด้วยดี

ทั้งนี้ บริษัท ไมเออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นโรงงานผลิตอลูมิเนียมแผ่น-ม้วนเครื่องครัวอลูมิเนียม เครื่องครัวสแตนเลส มีพนักงานกว่า 3,000 คน

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 18-12-2555)

 

ระงับส่งแรงงานไทยไปไต้หวันชั่วคราวตั้งแต่ 24 ธ.ค.-ปรับปรุงสัญญาจ้าง

18 ธ.ค.-นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน (กกจ.) ระงับการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ไต้หวันชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคมนี้ เนื่องจากได้รับร้องเรียนว่าบริษัทจัดหางานเรียกค่าใช้จ่ายการเดินทางไปทำ งานที่สูงเกินจริงตั้งแต่ 30,000-100,000 บาท ทั้งที่มีการกำหนดให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้เพียง 14,000 บาท ขณะเดียวกันยังพบว่าสัญญาจ้างมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ทำให้แรงงานไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานไต้หวันและไม่ได้รับ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่สัญญาจ้างกำหนดไว้ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบินแรงงานไทยต้องจ่ายเองทั้งที่ในสัญญาจ้างกำหนดให้นายจ้าง เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าที่พัก ค่าอาหาร และวันหยุดต่างๆ จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดสัญญาจ้างให้ชัดเจนและให้เป็นมาตรฐานและให้นายจ้าง ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดไม่เกินเดือนมกราคมปี 2556 หลังจากนั้นจะยกเลิกการสั่งระงับการจัดส่งแรงงานทันที

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศกว่า 310,000 คน นำรายได้เข้าประเทศโดยโอนเงินผ่านธนาคารประมาณ 84,300 ล้านบาทโดยในส่วนของไต้หวันปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงาน 71,340 คน และล่าสุดเดินทางไป 700 คน

(สำนักข่าวไทย, 18-12-2555)

 

คกก.สมานฉันท์แรงงานไทยค้านขึ้นราคาแอลพีจี

19 ธ.ค. 55 – คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย แถลงคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานระบุว่าปี 2554 ประเทศไทยมีการใช้ก๊าซแอลพีจีทั้งประเทศรวม 6.9 ล้านตันใน 4 กลุ่ม คือ ภาคครัวเรือน เป็นภาคที่ใช้มากที่สุด คือ 2.6 ล้านตัน รองมาเป็นภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) 2.4 ล้านตัน ภาคยานยนต์ 0.9 ล้านตัน และภาคอุตสาหกรรม 0.7 ล้านตัน ทั้งนี้ พบว่าราคาก๊าซแอลพีจีที่หน้าโรงกลั่นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2555 มีราคาเท่ากัน คือ 10.26 บาทต่อกิโลกรัม แต่กระทรวงพลังงานขายก๊าซให้กับกลุ่มผู้ใช้ในราคาที่แตกต่างกัน คือ ภาคครัวเรือน 18.13 บาท ภาคยานยนต์ 21.38 บาท และภาคอุตสาหกรรม (ที่ไม่รวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) 30.13 บาท แต่ภาคปิโตรเคมีที่มีสัดส่วนการใช้ค่อนข้างสูงเป็นลำดับ 2 กลับได้ใช้ก๊าซในราคาที่ถูกมาก คือ 16.20 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกกว่ากลุ่มผู้ใช้กลุ่มอื่น

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานใช้หลักการและเหตุผลใดในการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน รวมทั้งยังมีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการใช้ก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34 ต่อปี ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นปีละร้อยละ 9 เท่านั้น จากข้อมูลนี้จึงแสดงให้เห็นว่าภาคครัวเรือน ภาคยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ต้นเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจี เพราะต้นเหตุที่แท้จริงมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

2.ประเทศไทยผลิตก๊าซแอลพีจีได้โดยตรง 5.5 ล้านตัน และมีการนำเข้าอีก 1.4 ล้านตัน แต่หลายปีที่ผ่านมามีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่ทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งหมดเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) โดยใช้ก๊าซแอลพีจีถึง 2.1 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 ซึ่งเป็นโรงแยกก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่กลับไม่มีการขายก๊าซที่แหล่งผลิตแห่งนี้ให้กับภาคครัวเรือน ยานยนต์ และอุตสาหกรรม แต่ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ภาคการผลิตอื่นต้องซื้อก๊าซที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศแทน มีข้อมูลแสดงชัดเจนว่าในช่วงปี 2551 - 2554 ผู้ใช้น้ำมันต้องแบกรับภาระของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีประมาณ 23,300 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนใช้ก๊าซแอลพีจี เพื่อความจำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลับใช้ก๊าซแอลพีจีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในกิจการของ ตัวเอง

3.นโยบายนี้เป็นการผลักภาระให้กับประชาชน แต่กลับไปช่วยเหลือกลุ่มทุนหรือกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแทน สำหรับกลุ่มแรงงาน แม้ว่าวันที่ 1 มกราคม 2556 จะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ แต่ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะไร้ความหมายทันที เพราะการขึ้นราคาก๊าซอีกกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เท่ากับขึ้นถังละ 7.50 บาทต่อเดือน โดยปี 2556 ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกถังละ 100 บาท และในปี 2557 เพิ่มขึ้นอีกถังละ 200 บาท แสดงว่าก๊าซหุงต้มถังละ 15 กิโลกรัม จะมีราคาสูงถึงถังละ 400-500 บาท ในอนาคตอย่างแน่นอน  ยังไม่รวมค่าโดยสาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา หรือค่าครองชีพอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นตามมา จนทำให้ค่าแรง 300 บาทไร้มูลค่าตามจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล และกระทรวงพลังงาน โดยรัฐบาลต้องยุติการปรับขึ้นราคาแก๊สแอลพีจีในภาคครัวเรือนกับภาคยานยนต์ใน ปี 2556 รวมทั้งจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสรรสัดส่วนการใช้ก๊าซแอลพีจี โดยเฉพาะในกลุ่มภาคครัวเรือน ภาคยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรม ที่ควรต้องได้รับการจัดสรรจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทยเป็นลำดับแรก ส่วนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรอยู่แล้ว จึงควรเป็นภาคส่วนที่ต้องใช้ก๊าซนำเข้าแทน เนื่องจากก๊าซแอลพีจีที่ใช้ทั้งหมดในประเทศไทยมาจากแหล่งภายในประเทศถึงร้อย ละ 55 หรือประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการใช้สำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่งที่ใช้ก๊าซปีละ 2.6 ล้านตัน และ 900,000 ตันตามลำดับ.

(สำนักข่าวไทย, 19-12-2555)

 

กลุ่มผู้นำแรงงาน ทีโอที จี้ผู้ตรวจการแผ่นดินอุทธรณ์ เพิกถอนประมูลคลื่น 3 จี

กรุงเทพฯ 20 ธ.ค. - กลุ่มผู้นำแรงงาน บมจ.ทีโอที เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวการแผ่นดิน ให้เร่งยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด กรณีศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ขอให้เพิกถอนการ ประมูลคลื่น 3 จี ด้านผู้ตรวจฯ ยืนยันยื่นอุทธรณ์แน่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้นำแรงงาน บมจ.ทีโอที นำโดยนายนราพล ปลายเนตร พร้อมนายพิราม เกษมวงศ์ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย โฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ยื่นอุทธรณ์กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่น ดินที่ขอให้เพิกถอนการประมูลคลื่น 3 จี ต่อศาลปกครองสูงสุด และให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในความหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 244 (1)(ก) ที่อยู่ในอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

นายนราพล กล่าวว่า กลุ่มผู้นำแรงงานทีโอที ไม่เห็นฟ้องกับคำสั่งไม่รับคำฟ้องของศาลปกครองกลางที่เห็นว่าผู้ตรวจฯ ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้เป็นอย่างมาก โดยเห็นด้วยกับตุลาการเสียงข้างน้อยในคดีนี้ที่มองว่า กสทช.อยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถตรวจสอบได้ตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งยื่นอุทธรณ์โดยเร็ว พร้อมทั้งเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความข้อกฎหมายกรณีที่ศาลปกครองกลางเห็นว่า กสทช.ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในอำนาจฟ้องของผู้ตรวจการฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 244(1)(ก)

นายรักษเกชา กล่าวว่า ผู้ตรวจการฯ เห็นพ้องในการยื่นอุทธรณ์อยู่แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคำอุทธรณ์ ซึ่งมีประเด็นที่ที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดอย่างแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างคำฟ้องโดยประเด็นขมวดเข้ามากแล้ว แต่ยังไม่ต้องการเปิดเผย แต่คิดว่าจะสามารถเสนอต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาได้ในการประชุม วันที่ 25 ธ.ค.นี้ ก่อนจะยื่นอุทธรณ์ให้ทันกรอบเวลา 30 วันที่จะครบกำหนดในวันที่ 2 ม.ค.56

(สำนักข่าวไทย, 20-12-2555)

 

ไต้หวันขอแรงงานเพิ่ม

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังนายเฮนรี่ เอ็ม. เจ. เซน ผู้อำนวยการสำนักงานใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป และคณะเข้าพบว่า จากการหารือข้อได้สรุปว่าไต้หวันต้องการแรงงานไทยไปทำงานเพิ่มขึ้น จึงจะให้โควตาแรงงานเพิ่มขึ้นอีกปีละ 30,000 คน จากปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงานที่ไต้หวันในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ก่อสร้าง สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งหมดกว่า 70,000 คน

สำหรับข้อเรียกร้องที่ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ทำงานนั้นไต้หวันจะช่วยดูแลให้ เนื่องจากแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานไต้หวันโดยผ่านบริษัทจัดหางานนั้นถูก เรียกเก็บค่าบริการต่างๆ 30,000-100,000 บาท ซึ่งสูงกว่าที่กรมการจัดหางาน(กกจ.)กำหนดไว้ไม่เกินคนละ 14,000 บาท รวมทั้งช่วยตรวจสอบเก็บค่าใช้อื่นๆ เช่น ค่าล่าม ค่าอาหาร ค่าที่พักว่ามีความจำเป็นต้องเรียกเก็บจากแรงงานไทยหรือไม่

"กระทรวงแรงงานจะยังไม่มีการระงับการจัดส่งแรงงานไปไต้หวัน โดยนายเฮนรี่ก็ยืนยันที่จะช่วยตรวจสอบบริษัทจัดหางานของไต้หวันให้เข้มงวด มากขึ้น และคัดเลือกบริษัทจัดหางานของไต้หวันที่ได้มาตรฐานมาดำเนินการดูแลแรงงานไทย ที่จะเดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน" นายเผดิมชัยกล่าว

(ข่าวสด, 21-12-2555)

 

สหภาพ ธ.กรุงเทพ ประท้วงขอเพิ่มโบนัส

มีรายงานข่าวว่า กลุ่มสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพจำนวน 20-30 คน ได้เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารธนาคาร ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ สีลม เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ เรื่องการได้รับผลตอบแทน และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของพนักงานใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.การจ่ายเงินโบนัสที่ไม่สอดคล้องกับผลกำไรของธนาคาร โดยเรียกร้องให้มีการจ่ายโบนัสประจำปีเพิ่มเติมอีก 1 เท่า หรือเพิ่มจาก 2 เดือนเป็น 4 เดือน

2.เรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือหลังการเกษียณอายุของพนักงานที่ในปีนี้มี การปรับลดลงจากเดิม 4.5 แสนบาทต่อคน เหลือเพียง 3 แสนบาทต่อคน ซึ่งทำให้พนักงานรู้สึกขาดความมั่นคง จึงอยากเรียกร้องให้กลับไปใช้อัตราเดิม

3.สหภาพต้องการให้ธนาคารเพิ่มเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund) ให้แก่พนักงาน พร้อมปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบที่ปัจจุบันคำนวณตามอายุงานโดยแบ่ง เป็นชั้น (Tier) ให้กลับมาคิดคำนวณในอัตราเดียวกันทั้งหมดตามเดิม

4.สหภาพต้องการให้ธนาคารพิจารณาปรับเงินเดือนพนักงานในทุกแผนกอย่างเท่า เทียมกัน เนื่องจากปัจจุบัน ธนาคารให้ความสำคัญกับพนักงานด้านการตลาดมากกว่าพนักงานสินเชื่อ หรือเงินฝาก

“แบงก์มีผลกำไรมหาศาลเราต้องการให้ผู้บริหารเหลียวแลพนักงานบ้าง เมื่อกำไรดีโบนัสต้องเท่าเทียมกับองค์กรอื่นๆ ขณะที่เรื่องเงินช่วยเหลือหลังเกษียณจะต้องเป็นธรรม พนักงานวัยเกษียณส่วนใหญ่อยู่กับแบงก์มากว่า 30 ปี” ผู้แทนสหภาพแรงงาน ธนาคารกรุงเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้แทนสหภาพแรงงาน ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า หากข้อเสนอของสหภาพไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้บริหาร กลุ่มสหภาพจะเดินทางต่อไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นเรื่องเป็นข้อพิพาท และร้องขอให้กระทรวงแรงงานเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยต่อไป

ด้านผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การเรียกร้องต่างๆ ถือเป็นสิทธิที่พนักงานสามารถทำได้ โดยเรื่องนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของตัวแทนในการเจรจาที่ได้รับการแต่งตั้ง จากธนาคาร ซึ่งคงต้องพิจารณาตามความเป็นจริง อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า ปัจจุบันธนาคารได้ดูแลพนักงานด้วยความเท่าเทียม และเป็นมาตรฐานเดียวกับธนาคารอื่นๆ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-12-2555)

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์