นักวิชาการชี้รัฐเปิดช่อง ชุมชนร่วมสร้างสันติภาพชายแดนใต้

เสวนาชุมชนศรัทธาปัตตานีคึกคัก นักวิชาการสันติศึกษาชี้แม้ความรุนแรงจะยืดเยื้อเรื้อรัง แต่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงเมื่อรัฐเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายมุ่งสร้าง บรรยากาศการพูดคุยเจรจาเพื่อสันติภาพ


เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา เครือข่ายชุมชนศรัทธา "กัมปงตักวา" จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ มูลนิธิชุมชนไท กทม. องค์การแอคชั่นเอด (ประเทศไทย) จัดการเสวนาผู้นำชุมชนศรัทธากับกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ณ หอประชุมสำนักอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาจากทั้งสามจังหวัดมาร่วมงานกว่า 300 คน

การเสวนาครั้งนี้มุ่งที่องค์ประกอบสำคัญของชุมชนคือผู้นำ 4 เสาหลักของชุมชน (ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำศาสนา อบต. และแกนนำธรรมชาติ) เพื่อเสริมสร้างมุมมองและโลกทัศน์ที่กว้างไกลและในอีกด้านหนึ่งด้วยความปรารถนาที่จะให้ทุกภาคส่วนมาช่วยกันสนับสนุนพื้นที่ชุมชนได้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาแก้ปัญหาของชุมชนโดยชุมชนให้สามารถยืนได้ด้วยลำแข็งของตนเองสู่การแก้ปัญหาและร่วมสร้างกระบวนการสันติภาพจากพื้นที่ฐานของชุมชนสู่สันติภาพชายแดนใต้

ในการเสวนาครั้งนี้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ ในหัวข้อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ โดย อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มอ.หาดใหญ่ และเวทีเสวนาเรื่อง ผู้นำชุมชนศรัทธากับกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ในช่วงเช้า และการเสวนาเรื่องปัญหาที่ดินกับการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ในช่วงบ่าย โดยมีวิทยากรทั้งนักวิชาการ ผู้นำชุมชนและนักกิจกรรมทางสังคมร่วมนำเสนอปัญหาต่อที่ประชุม

อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล กล่าวในการบรรยายพิเศษว่า จากการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้จนถึงวันนี้กล่าวได้ว่าสถานการณ์ที่เข้าสู่วงจรที่เรียกว่าเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถิติที่เกิดความรุนแรงเป็นจำนวนกว่า 12,377 ครั้ง มุผู้เสียชีวิตกว่า 5,377 คน และบาดเจ็บกว่า 9,513 คน ในสถานการณ์ที่จะครบรอบ 10 ปีในปีหน้า

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างที่ควรจะเป็น ในตอนแรกคนที่เกี่ยวข้องบอกว่าสามารถควบคุมความรุนแรงและความขัดแย้งได้ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวควบคุมเรา” อ.ซากีย์ กล่าว

ทั้งนี้ อ.ซากีย์ยังกล่าวอีกว่าในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ขณะนี้พบว่าทางรัฐบาลได้มีกองกำลังทั้งทหาร ตำรวจ และกองกำลังที่หนุนเสริมเช่น อส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของสงขลาจำนวนกว่า 60,000 คน และยังมีกองกำลังกึ่งอาชีพเช่น ชรบ. อรบ. อีกจำนวนกว่า 80,000 คน

นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษาได้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในโมเดลการวิเคราะห์ความขัดแย้งชนิดที่ยืดยื้อเรื้อรังพบว่าเงื่อนไขหนึ่งทำนำไปสู่สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากลักษณะของชุมชนที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีชาติพันธุ์หนึ่งมีอิทธิพลเหนือชาติพันธุ์หนึ่ง ทำให้ความขัดแย้งไม่สามารถแก้ได้ด้วยการใช้กฎหมายหรือด้วยแนวทางความมั่นคง

อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งคือ ความต้องการพื้นฐานของชุมชนไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ความต้องการด้านอัตลักษณ์อันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่ถูกพรากโดยคนอื่นหรือโดยรัฐจะเป็นชนวนไปสู่ความขัดแย้งชนิดเรื้อรังได้ ซึ่งต้องเอาเงื่อนไขนี้ไปทาบกับชุมชนชายแดนใต้ว่าวันนี้ความต้องการพื้นฐานของชุมชนได้รับการตอบสนองแล้วหรือยัง

อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก มอ.หาดใหญ่กล่าวในการบรรยายว่าในขณะนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่มาจากรัฐที่เรียกได้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากรากฐานที่จะสามารถแก้ปัญหาได้นั่นคือ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2555-2557 โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

“โดยเฉพาะนโยบายในข้อ 8 ที่บอกว่ารัฐต้องการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพูดคุยในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งและการให้หลักประกันในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐกำลังสร้างบรรยากาศการพูดคุย การเจรจาเพื่อสันติภาพ ที่นี้จะทำอย่างไรให้เขาได้ยิน อันนี้แหละที่ต้องใช้ฐานของชุมชนศรัทธา ทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถถักทอเครือข่ายกันมากขึ้นกับเครือข่ายอื่นๆ สร้างพื้นที่ใหม่โดยไม่สูญเสียพื้นที่ของตนเอง และเป็นการเกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์และยืดหยุ่น” อ.ซากีย์ กล่าว