ข้อแตกต่างวันปีใหม่อิสลาม และสากล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด  ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีวันปีใหม่อิสลาม และสากลแด่ผู้อ่านทุกท่านหรือ Selamat Tahun Baru 1434 Hijriah/2556/2013

เป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทยมีการแบ่งช่วงเวลาและนับศักราช โดยใช้พื้นฐานจากความเชื่อตามแนวพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ  และเบื้องหลังด้านรูปแบบการปกครอง  อันได้แก่

1. พ.ศ.  หรือ  พุทธศักราช  เป็นการนับศักราชแบบตะวันออกที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน  เป็น  พ.ศ. 1

2. จ.ศ. หรือ  จุลศักราช  หรือ ศักราชน้อย  เป็นศักราชที่ไทยใช้กันก่อนใช้รัตนโกสินทร์  ซึ่งเริ่มภายหลังพุทธศักราช  1181  ปี  มาภายหลังก็ค่อย ๆ ลดความนิยมลงไป

3. ร.ศ.  หรือ  รัตนโกสินทร์ศก  เริ่มใช้ตั้งแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ร.1  สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใน พ.ศ.  2325 

สำหรับการแบ่งช่วงเวลาสากลที่นิยมใช้ทั่วโลกนั้น จะแบ่ง ค.ศ.  หรือคริสต์ศักราช เป็นการนับตามแบบตะวันตก หรือประเทศที่นับถือ ศาสนาคริสต์  โดยเริ่มนับจากปีประสูติของพระเยซูคริสต์ และในปีปัจจุบันคือ  ค.ศ.2013

ในขณะที่ ฮ.ศ. หรือ  ฮิจเราะห์ศักราชนั้น นิยมใช้ในประเทศแถบตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาอิสลามและชุมชนมุสลิมรวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยนับตั้งแต่ปีที่ศาสดามุฮัมมัดอพยพจากเมืองมักกะห์ไปเมืองมะดินะห์ประเทศซาอุดิอารเบีย   นับเป็นปี  ฮ.ศ. 1  ซึ่งตรงกับ  ค.ศ. 610  หรือ ราว พ.ศ. 1153 

สำหรับในปีนี้ กล่าวคือ 1 มกราคม  พ.ศ. 2556ซึ่งเป็นปีใหม่สากล  กับ ปีฮิจเราะห์ศักราชอิสลามใหม่ หรือ 1 เดือน มุฮัรรอม ฮ.ศ.1434 มีความห่างกันหนึ่งเดือนครึ่ง  (ตรงกับวันพฤหัสที่ที่ 15 พฤศจิกายน 2555 )

ปี ค.ศ.และปี พ.ศ. นั้นคิดตามการหมุนเวียนของดวงอาทิตย์ ในขณะที่ปี ฮ.ศ. ตามดวงจันทร์ ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานมีการกล่าวถึงดวงอาทิตย์ 33 ครั้ง มีการกล่าวถึงดวงจันทร์ 27 ครั้ง รวมกันได้ 60 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30 ครั้ง

ในอัลกุรอาน มีการกล่าวถึงคำว่า ซะห์รุ (Shahr) ที่แปลว่า เดือน 12 ครั้ง ซึ่งก็รวมทั้งที่เราได้อ่านกันบ่อยในเดือนรอมฏอน นั้นคือซูเราะห์ อัลกอดร์ ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่ง ความว่า (ลัยลาตุลกอดร์ มีความประเสริฐกว่า 1,000 เดือน)12 เดือน เท่ากับ 1 ปี ในทุก ๆ ชนชาติ และอริยธรรมใหญ่ๆ ในโลกนี้ จะคิดรอบ 1 ปี ด้วยระยะเวลา 12 เดือนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย ฯลฯ (โปรดดู http://www.hilalthailand.com/oursky/modules/news/article.php?storyid=19)

ความเป็นจริงฮิจเราะห์เป็นคำภาษาอาหรับ ตามรากศัพท์แปลว่า การตัดขาด หรือการเคลื่อนย้าย แต่เมื่อพิจารณาความหมายในทางวิชาการแล้วจะหมายถึง: การละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงห้าม หรือการโยกย้ายจากสถานที่ที่น่าสพรึงกลัวไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย หรือการอพยพจากสถานที่อันไม่สามารถแสดงตนเป็นมุสลิมไปสู่อาณาจักรอิสลาม

สำหรับวิถีวัฒนธรรมของมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอดีตหลายชุมชนสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะมีการอ่านบทขอพรเป็นการส่วนตัวหรือหมู่คณะในมัสยิดของชุมชนเพื่อขอภัยโทษในอดีตที่ผ่านมา และขอความเป็นศิริมงคลในปีถัดไป ถึงแม้หลายชุมชน หรือหลายคนจะไม่ปฏิบัติเพราะถือว่าท่านศาสนฑูต มุฮัมมัด ไม่เคยทำเป็นแบบอย่าง

แต่ในช่วงยี่สิบปีก่อนหน้านี้ พบว่า โรงเรียนสอนศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อบรมประจำมัสยิด (ตาดีกา) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จะมีกิจกรรมรำลึกปีฮิจเราะห์ศักราชใหม่อย่างเอิกเกริก ซึ่งมีกิจกรรมมากมายในงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินพาเหรดเชิงสร้างสรรค์ การประกวดกิจกรรมบนเวที  กีฬาต่างๆ ทั้งพื้นบ้านและสากล รวมทั้งการบรรยายธรรมเรื่องคุณค่าและบทเรียนฮิจเราะห์ศักราชใหม่

สำหรับหลักการที่เกี่ยวข้องกับการฮิจเราะห์สามารถทำความเข้าใจได้ดังนี้ (โปรดดู วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ .การฮิจเราะห์ในประชาไทออนไลน   8/9/2548 )

1.ในยุคแรกของอิสลาม การฮิจเราะห์ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามทุกคน จากเมืองมักกะห์ ไปยังเมืองมาดีนะห์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ใประเทศซาอุดิอาระเบีย  ทั้งนี้เพื่อสร้างประชาคมมุสลิมที่นครมาดีนะห์เป้นมหานครแห่งสันติสุข เนื่องจากประชากรมุสลิมที่นั่นมีน้อย ยกเว้นคนอ่อนแอที่ขาดปัจจัย เช่น คนชรา เด็ก สตรีหรือทาส เป็นต้น

2.ภายหลังการบุกเบิกนครมักกะห์ในปีที่ 8 หลังการฮิจเราะห์ (ของศาสนฑูตมูฮัมหมัด) บทบัญญัติเกี่ยวกับการฮิจเราะห์ ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากสถานการณ์ในมักกะห์เปลี่ยนไป กล่าวคือการปฏิบัติศาสนากิจใดๆ สามารถทำได้โดยอิสระเสรี การฮิจเราะห์จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป

ดังวัจนะของศาสนฑูตมุฮัมหมัด ที่บันทึกไว้โดยอิหม่ามบูคอรีย์และมุสลิมความ ว่า “ไม่มีการฮิจเราะห์อีกแล้ว หลังการบุกเบิกมักกะห์ แต่การณ์ทั้งหลายขึ้นอยู่กับการเจตนาและการต่อสู้” (บันทึกไว้โดยอิหม่ามบูคอรีย์และมุสลิม)

3.โดยนัยยะนี้ อิหม่ามชาฟีอีย์ จึงระบุในตำรา “อัลอุม” ของท่านว่า “วัตรปฏิบัติแห่งบรมศาสดา บ่งชี้ว่า ข้อกำหนดให้ฮิจเราะห์สำหรับผู้ที่สามารถทำได้นั้น เป็นข้อบังคับเหนือผู้ที่ไม่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมอยู่ได้ในแผ่นดินที่ผู้นั้นอยู่อาศัย (ส่วนผู้ที่สามารถดำรงตนเป็นมุสลิมได้อย่างเสรีก็ไม่จำเป้นต้องฮิจเราะห์)

เห็นได้จากที่บรมศาสนฑูตอนุญาตให้ลุงของท่าน คือ อับบาส และคนอื่นๆ อีกหลายคน คงอยู่ในมักกะห์ต่อไป เพราะคนเหล่านี้เข้มแข็งพอที่จะรักษาความเป็นมุสลิมของเขาไว้ได้

ฮาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวไว้ในตำรา “ฟัตหุล บารี” เล่มที่ 7หน้า 229 ว่า “โดยนัยนี้ผู้ที่สามารถเคารพสักการะบูชาอัลเลาะห์ได้ ในแผ่นดินใดก็ตามที่เขาอยู่ เขาไม่จำเป็นต้องฮิจเราะห์ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จำเป็น”

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2556 ถึงแม้ตามหลักการอิสลามมุสลิมจะร่วมฉลองอย่างคนสากลไม่ได้เพราะมีหลักเกณฑ์  วิถีปฏิบัติตามศาสนบัญญัติห้ามไว้ แต่มิได้หมายความว่าจะอวยพรในวาระที่ดีๆ ของคนอื่น วัฒนธรรมอื่น อันเป็นการแสดงน้ำใจที่ดีต่อต่างศาสนิกภายจรรยาบรรณของอิสลามมิได้  ดั่งเช่นคำอวยพรของผู้นำศาสนาอิสลามอียิปต์ ศ.กร.อาลี ญุมอะห์ต่อชาวคริสเตียนในอียิปต์ในวัน คริสต์มาสปีนี้  (โปรดดูใน https://www.facebook.com/photo.php?fbid=577724435587120&set=a.567624673263763.147366.172793899413511&type=1&ref=nf)

ดังนั้นในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2556  และ ฮ.ศ.1434 นี้ หวังว่าทุกคนคงจะไม่ลืมทบทวนเรื่องราวในอดีต ปี 2555 /ฮ.ศ. 1434 โดยเฉพาะเหตุการณ์ร้ายในจังหวัดชายแดนใต้

ดังนั้นขอให้เหตุร้ายต่างๆ จงอพยพจากเราไป และทดแทนด้วยความสุขและสมานฉันท์  คนที่เป็นคนผิดก็จงกลับใจเป็นคนดีสมกับเป้าหมายของการฮิจเราะห์

มุสลิมเองก็ควรยึดหลักการอยู่ร่วมอย่างสันติตามคำสั่งของพระเจ้า แนวทางศาสนฑูตมูฮัมมัดและอัครสาวกของท่าน ดังที่อัลลอฮได้ตรัสไว้ความว่า อัลลอฮมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดี แก่พวกเขาและให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮทรงรักผู้มีความยุติธรรม? (ซูเราะฮอัลมุนตะฮินนะฮ: 8)

ท่านศาสดาได้เป็นแบบอย่างของการทำความดีต่อชนต่างศาสนิก ดั่งรายงานจากอบูอุบัยด์ ในหนังสือ al-Amwal หน้า 613 (quoted in al-Qardhawi,1994 : 2/275 ว่า ท่านนบีเคยบริจาคทานแก่ญาติผู้ตายชาวยิวในขณะที่ท่านเดินผ่าน อีกสายรายงานหนึ่ง โดยมุฮัมหมัด บิน อัลหะซัน กล่าวไว้ในหนังสือ Sart al- Sair เล่ม 1หน้า 144 quoted in al Qardhawi 1994 ,2/274) ว่า ท่านศาสดาเคยบริจาคทานแก่คนยากจนชาวมุชริกีนมักะฮ (ผู้บูชาเทวรูป)

ในสมัยอุมัรอิบนุค๊อฎฏ๊อบ กาหลิบ (คอลีฟะฮ) ที่ 2 ผู้ทรงธรรม เคยนำเงินจากองทุนบัยตุลมาล (คลังของรัฐ) ให้แก่ผู้ขัดสน อนาถา ชาวคัมภีร์ (คริสต์และยิว) โดยท่านได้ยกโองการความว่า ?แท้จริงซะกาตนั้นเป็นกรรมสิทธฺของผู้ยากจน และอนาถา?และท่านกล่าวเสริมว่า นี่คือผู้ยากจน อนาถา ชาวคัมภีร์ (โปรดดูหนังสือ Figh al- Zakah : Qardhawi,1993 2/705-706 )และเมื่อท่านอุมัร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ) ไปเยี่ยมราษฎรที่เมืองชาม (ซีเรียปัจจุบัน) ณ ที่นั่นท่าพบชาวคริสต์เผ่ามุจซูมีน ซึ่งประสบความลำบาก ดังนั้น ท่านจึงใช้เจ้าหน้าที่กองคลัง บัยตุลมาล นำเงินกองทุนดังกล่าวจ่ายให้กับพวกเขา (al-Qardhawi,1994: 2/675)

ในสมัยอับดุลลอฮ อิบนุอุมัร (ตาบีอีน) ได้กำชับลูกของท่าน ให้บริจาคเนื้อกุรบานแก่เพื่อนชาวยิว (al-Qardhawi,1994: 676)อิหม่ามอิบนุฮัซมิ ปราชญ์นามอุโฆษได้กล่าวไว้ในหนังสือ al-Mahalliเล่ม 5 หน้า 117 (Quoted in al-Qardhaui,1994:676 ?บรรดาศอหาบะฮ (สหายศาสดา) หลายต่อหลายท่านเคย เดินตามหลังศพสตรีชาวยิว? เป็นการแสดงความเสียใจแก่ญาติผู้เสียชีวิต ในขณะเดียวกันบรรดาตาบิอีน (สหายศอหาบะฮ) หลายท่านเช่นกันเคยจ่ายซะกาตฟิตร์(ทานบังคับ) ให้แก่นักบวชชาวคริสต์เพราะเขาเหล่านั้น เช่น อักรอมะฮ อิบนุซีรีน และอัซซุฮรีย์ มีทัศนะว่า การจ่ายซะกาตแก่นักบวชชาวคริสต์เป็นสิทธิที่ทำได้ (al-Qardhawi,1994: 676)

ท่านอิหม่ามละฮาบุดดีน อัรก๊อรรอฟีย์ ปราชญผู้ยิ่งใหญ่อีกท่าหนึ่งของโลกอิสลาม ได้อธิบายความหมายของคำว่า al-Bir การทำความดี อย่างน่าสนใจไว้ในหนังสือ al-Furuk เล่ม 3 หน้า 15 ( quoted in al - Qurdhawi,1994: 677) การทำความดี หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ การบริจาคทานแก่ผู้ยากจน การให้อาหารแก่ผู้ที่โหยหิว ,การให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ขัดสน ,การพูดจาไพเราะอ่อนโยน,การให้ความเมตตา,การปรึกษาหารือซึ่งกันและกันเพื่อขจัดความแตกต่างและขัดแย้ง,การขอพรให้ผู้คนได้รับทางนำอันถูกต้องและประสบโชค ,การตักเตือนผู้ที่กระทำความผิด ไม่ว่าเกี่ยวกับการทำมาหากินหรือเกี่ยวกับศาสนา,การรักษาความลับของผู้อื่นและอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นความดี

นี่คือหลักการของศาสนาอิสลาม และแนวปฏิบัติของท่านศาสดากับบรรดากัลญาณชนมุสลิมในยุค 300 ปีแรกของอิสลามซึ่งถือเป็นยุคที่ดีที่สุดและศาสดาได้ทรงรับรองเอาไว้ว่า ประชาชาติที่ดีที่สุด นั้นคือประชาชาติซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษของฉัน แล้วบรรดาผู้ที่ต่อจากเขาเหล่านั้นและต่อจากเขาเหล่านั้นอีก (บันทึกโดย al- Bukhariใน Kitab Fadhail al-Sahabah ,Ba Fadhail Ashab al-Nabi หมายเลขหะดีษ3650, n.d. : 3/71)และหากมุสลิมสามารถเป็นแบบอย่างต่อผู้อื่นได้ก่อนผู้เขียนมีทัศนะว่าฮิจเราะห์ศักราชใหม่จะเป็นปีของการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขได้อย่างแน่นอน...ขอย้ำว่ามุสลิมที่ดีต้องเริ่มก่อนดังที่ศาสนฑูตได้เริ่มก่อนในสังคมที่เต็มด้วยความป่าเถื่อนและไร้อารยธรรมก่อนที่ท่านจะฮิจเราะห์(อพยพ)สู่เมืองมะดีนะห์

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์