"เรืองไกร" ยื่น กกต. วินิจฉัย "อภิสิทธิ์" พ้นสภาพ ส.ส.

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะยื่น กกต. วินิจฉัยว่า "อภิสิทธิ์" พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. แล้วหรือไม่ หลัง รมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งถอนการบรรจุเป็นข้าราชการสัญญาบัตร และคำสั่งแต่งตั้งเป็นว่าที่ร้อยตรี

ตามที่เมื่อวานนี้ (2 ม.ค.) มีข่าวว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ลงนามคำสั่งกระทรวงกลาโหม เพิกถอนการบรรจุเป็นข้าราชการสัญญาบัตรกับคำสั่งแต่งตั้งเป็น “ว่าที่ร้อยตรี” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้นำ ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุจากความไม่สุจริต กรณีหลีกเลี่ยงขัดขืนการหลบหนีเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2530 และทางกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการต่อนายอภิสิทธิ์ กรณีนำหลักฐานไม่ถูกต้อง เข้ารับราชการ ทั้งการบรรจุ การแต่งตั้งยศ พร้อมระบุว่ากระบวนการดังกล่าวถือว่าสิ้นสุด และเสร็จสิ้นตามกระบวนการอย่างสมบูรณ์ พ้นขั้นตอนของกระทรวงกลาโหมนั้น

ล่าสุดวันนี้ (3 ม.ค.) มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. ได้ทำเรื่องร้องไปยังประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนุญ มาตรา 62 เพื่อให้ กกต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 10 (11) โดยการต้องส่งเรื่องกรณีที่สมาชิกภาพของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส. มีเหตุสิ้นสุด ไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

ทั้งนี้จากรายงานในมติชนออนไลน์ ในหนังสือของนายเรืองไกร ได้มีหนังสือที่อ้างถึง 1. ร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม ด้วยการส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า  สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) จากกรณีถูกปลดออกจากราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1163/2555 หรือไม่ ซึ่งต่อมา กกต. ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ลต 0601/18440 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 เชิญให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริง ดังความควรแจ้งแล้วนั้น 

ภายหลังจากที่ระยะเวลาได้ล่วงมาร่วม 50 วัน ปรากฎว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556 กระทรวงกลาโหมได้มีข่าวออกมาที่เกี่ยวกับกรณีการเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงในเว็บไซด์ข่าวสด ดังความต่อไปนี้

นายเรืองไกร ได้อ้าง  เว็บไซด์ข่าวสด วันที่ 2 มกราคม 2556 ลงข่าวไว้ดังนี้  "บิ๊กโอ๋" เซ็นปลดออก-ถอดยศ "ว่าที่ร.ต.มาร์ค" หลักฐานชัดขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในหนังสือคำสั่งเพิกถอนการบรรจุเข้ารับราชการทหาร และเพิกถอนการแต่งตั้งยศว่าที่ร้อยตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว โดยดำเนินการต่อจากที่เคยทำมาแล้วให้ครบตามกระบวนการเท่านั้น ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะมีผลในทางปฏิบัติทันที จากนี้ไปผู้ถูกเพิกถอนก็ไม่สามารถใช้คำว่า ว่าที่ร.ต. นำหน้าชื่อได้อีก

พล.อ.ชาญ โกมลหิรัญ เจ้ากรมเสมียนตรา กล่าวว่า รมว.กลาโหมลงนามในคำสั่งดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งแบ่งเป็น 2 คำสั่งคือ การเพิกถอนการบรรจุเข้ารับราชการทหาร และการเพิกถอนการแต่งตั้งยศว่าที่ร.ต. ซึ่งกระทรวงกลาโหมออกเป็นคำสั่งไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงกลาโหมระบุว่าวันนี้กระทรวงกลาโหมได้ส่งจดหมายเรื่องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมไปยังบ้านของนายอภิสิทธิ์ แล้วเพื่อให้เข้ารับทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.สุกำพลได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1/2556 เรื่อง การเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ในการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารและเพิกถอนคำสั่งการแต่งตั้งว่าที่ร.ต.อภิสิทธิ์ เป็นนายทหารสัญญาบัตร โดยคำสั่งมีใจความว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2530 นายอภิสิทธิ์สมัครเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อย จปร. โดยขาดคุณสมบัติการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ในวัย 23 ปี เป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการรับราชการทหาร ไม่ผ่านการตรวจเลือกทหารกองเกิน ไม่มีเอกสารใบสำคัญทางทหารหรือเอกสารการผ่อนผันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตรได้ปกปิดข้อความอันเป็นจริง และหลอกลวงเจ้าหน้าที่ให้ผิดหลงว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน

จากการตรวจสอบของคณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนกองประจำการและการแต่งตั้งยศทหารของนายอภิสิทธิ์เห็นว่าคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารสัญญาบัตรนั้น เป็นคำสั่งที่ออกด้วยความผิดหลงและมีที่มาจากความไม่สุจริต จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งสิทธิและหน้าที่ประโยชน์ที่ได้รับจากคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้รัฐและราชการของกระทรวงกลาโหมเสียหาย จึงจำเป็นให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ประกอบกับมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.ยศทหาร พ.ศ.2479 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการบรรจุปลดย้าย เลื่อนและลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502 หมวด 1 ข้อ 4(2) จึงให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ดังนี้

1.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 720/30 ลงวันที่ 7 ส.ค.2530 เรื่องบรรจุเข้ารับราชการเฉพาะหมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว 6302030807 เป็นข้าราชการกระทรวงกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรตำแหน่งรรก.อจ.ส่วนการศึกษารร.จปร. (ชกท.2701) อัตราพ.ต.รับเงินเดือนระดับน.1 ชั้น 3 (2,765 บาท) นอกนั้นคงเดิม 2.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 339/31 ลงวันที่ 26 เม.ย.2531 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงกลาโหมพลเรือน เป็นนายทหารสัญญาบัตรเฉพาะในรายหมายเลข 1 ว่าที่ร.ต.อภิสิทธิ์ หมายเลข 6302030807 รรก.อจ.ส่วนการศึกษารร.จปร.(เหล่าสบ.) นอกนั้นคงเดิม

ข้อ 2. จากความในคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1/2556  ดังกล่าว เห็นได้ชัดว่า กระทรวงกลาโหมได้ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็นผู้เคยถูกปลดออกจากราชการ ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) แล้วโดยสมบูรณ์ โดยคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 เรื่อง ให้นายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ  และคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1/2556 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม  จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม อย่างชัดแจ้ง และเป็นเรื่องที่ กกต. ควรรีบเร่งทำหน้าที่โดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้ได้มีการเปิดสมัยประชุมสภาแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านหรือในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมไม่สง่างามและไม่เหมาะสม จนกว่าจะได้ข้อยุติจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่มิควรปล่อยให้เนิ่นช้านานอีกต่อไป อีกทั้งการอ้างเหตุไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือร้องต่อ ป.ป.ช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการฟ้องหรือร้องต่อองค์กรอื่น ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กกต. แต่อย่างใด

ข้อ 3. จึงเรียนมาเพื่อขอยืนยันคำร้องให้ กกต. รีบเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ วรรคสาม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 10 (11) โดยการต้องส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไปโดยเร็วด้วย  

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 91 วรรคสาม ระบุเรื่องสมาชิกสภาพของ ส.ส. ว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง"

ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 106 วรรค 5 ระบุว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 โดยมาตรา 102 วรรค 6 ระบุว่า "เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์