สนธิ ลิ้มทองกุลระบุถ้าสังคมไทยล่มสลายจะวางอุเบกขา

"สนธิ ลิ้มทองกุล" ชี้ทุกพรรคการเมืองไม่เคยคิดถึงส่วนรวม เลวเท่ากันหมด สังคมไทยล่มสลายไปก็ดี พลังศีลธรรมจะได้เกิด หวังพันธมิตรฯ รวมกลุ่มรักษาคุณงามความดี แล้วให้อีกฝ่ายตายด้วยความพินาศของตัวเอง เผยมุ่งสวดมนต์-ทำสมาธิ-และปัสสาวะบำบัด

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ที่มา: วิกิพีเดีย/แฟ้มภาพ)

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา ผ่านมา ในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี  โดยเป็นการสัมภาษณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้สัมภาษณ์คือนางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ

 

สนธิเผยกิจวัตรหันมาสวดมนต์ ทำสมาธิ อุทิศส่วนกุศลวันละ 2 เวลา

โดยในช่วงแรกของรายการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้อธิบายกิจวัตรประจำวันของเขาที่สวดมนต์และทำสมาธิทุกวัน วันละ 2 เวลาคือเช้ากับก่อนนอน โดยมีการสวดมนต์หลายบทสวด มีการอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณสัมภเวสี นอกจากยังอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 และนายสนธิระบุว่าได้ทำเผื่อ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการสวดมนต์และหยดเทียนลงในขันน้ำ โดยนายสนธิกล่าวว่าบางครั้งลักษณะเทียนที่หยดออกมาเป็นรูปมังกร "มีอยู่ครั้งหนึ่งผมสวดมนต์แล้ว ผมตั้งจิตอธิษฐานมา ลักษณะเทียนที่ไหลออกมาแล้วก่อเป็นรูปนี้มันจะมีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นรูปมังกรออกมาเป็นรูปมังกรเลย คือเราไปมองว่าของพวกนี้เป็นของไร้สาระแต่จริงๆ แล้วมันมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเองแล้วผมเอาน้ำมนต์นี้พอสวดจบแล้ว เอาน้ำมนต์นี้ลูบหน้าลูบศีรษะรับประทานเข้าไป ผมตั้งจิตอธิษฐานด้วยน้ำมนต์"

โดยนายสนธิระบุว่าทำแบบนี้มาเป็นปีแล้ว เมื่อนางจินดารัตน์ถามว่ามีอะไรมาดลใจ นายสนธิตอบว่า "มันมีความรู้สึกว่าพอยิ่งอายุมาก มันรู้สึกทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุติ และผมมีความรู้สึกผูกพันกับพระพุทธศาสนามาก ยิ่งวันยิ่งมาก ไม่ใช่แปลว่า ศาสนาอื่นไม่สำคัญ แอนรู้ไหมเวลาผมอัญเชิญเทวดา 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ผมอัญเชิญเทวดาทั่วจักรวาล และผมระบุด้วย อัญเชิญเทพเทวดาที่นับถือต่างศาสนา คือดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ผมก็อัญเชิญมา บางคนผมเอ่ยชื่อเช่น ท่านอัครเทวดานักบุญเซนต์ ไมเคิล ท่านนักบุญเซนต์ เทเรซา และบริวาร ที่นับถือศาสนาคริสต์ผมระบุเลย ผมเชิญเทวดาทุกศาสนามา เพราะผมมีความรู้สึกว่า ภาษามนต์ของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาจักรวาล ผมเคยถามพ่อแม่ครูอาจารย์ท่าน ท่านบอกว่า ภาษามนต์ถึงจะเป็นคนที่นับถือต่างศาสนา เมื่อเราสวดออกไปเขาได้ยินแล้ว มันเย็น มันร่มเย็น มันดี มันทำให้เรามีความรู้สึกว่า ทุกอย่างมันลอยตัวหมด เป็นความสุข"

 

ทุกพรรคการเมืองไม่เคยคิดถึงส่วนรวม เลวเท่ากันหมด สมน้ำหน้าแล้วที่เจอแบบนี้

ในตอนหนึ่งนายสนธิกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ไม่ว่าประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หรือทุกพรรค ไม่เคยคิดถึงส่วนรวม คนพวกนี้เลวเท่ากันหมด บางคนบอกว่าเพื่อไทยเหมือนขี้ อย่างน้อยประชาธิปัตย์ก็เป็นขี้ผสมข้าว ถ้าหลายคนคิดได้แบบนี้ก็จนปัญญากับคนไทยแล้ว

นายสนธิยังมองว่าสังคมไทยยกเว้นพันธมิตรฯ สมน้ำหน้าแล้วที่เจอแบบนี้ สงสารประเทศ แต่บางทีคนไทยต้องรับกรรมมากกว่านี้ หากถามว่าไม่กลัวชาติล่มสลายหรือ ล่มสลายไปก็ดี จะได้เกิดใหม่ พลังศีลธรรมจะได้เกิด ตนเป็นห่วงชาติแต่ห่วงแบบมีสติ ดูแล้วคนไทย สื่อมวลชนไทย ข้าราชการ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ ส่วนใหญ่สิ้นหวังหมดเลย เพราะเป็นคนที่มีอวิชชาเต็มไปหมด แล้วมองอะไรไม่เกินหัวแม่ตีนตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเอง เมื่อ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ยอมรับสังคมไทยโกงได้ ตนขอแช่งให้ชาติฉิบหายมากกว่านี้อีก

 

หวังให้พันธมิตรฯ รวมกลุ่มรักษาคุณงามความดี ให้อีกฝ่ายตายด้วยความพินาศของมันเอง

"ผมหวังว่าพี่น้องพันธมิตรฯ และพวกเรา จะรักษาคุณงามความดีของพวกเรา ในหมู่พวกเราไว้ ถ้ายังจำได้พี่น้องพันธมิตรฯ จำได้ ผมเคยพูดมาตลอด พวกเราต้องรวมกลุ่มกันไว้ อยู่กันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รักษาคุณงามความดีเอาไว้ เหมือนกับผมมีญาณล่วงหน้า ผมรู้ว่าเมืองไทยต้องเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามันจะชั่ว ให้พวกมันชั่วให้หมด แต่พวกเราจับกลุ่มมีเครือข่าย มีความโยงใยรักษาคุณงามความดี ยืนไว้ตรงนี้ ไม่ต้องไปดิ้นรนสู้ล้มใครหรอก ให้มันตายด้วยความพินาศของมันเอง ผมถึงบอกว่าวันนี้เมืองไทยชั่วมาก แต่ยังชั่วไม่มากพอที่จะล่มสลาย อย่าให้มันชั่วจนล่มสลาย เพราะว่าคนพวกนั้นพึ่งอะไรไม่ได้เลย สื่อมวลชน 95-97 เปอร์เซ็นต์ พึ่งไม่ได้เห็นแต่กิเลสเห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ทรยศต่อวิชาชีพตัวเอง ทหารเห็นแก่ยศถาบรรดาศักดิ์ของตัวเอง ไม่มีความรู้สึกว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์คืออะไร เขามองว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์คือ คนที่จะให้ยศกับเขาได้ นักการเมืองสนใจอย่างเดียวคือ ว่ามีเงินเข้ามากินส่วนต่าง ชาติจะพินาศ ฉิบหายช่างมัน นักการเมืองโกหกแล้วโกหกอีก มันเป็นไปได้ยังไง คุณปลอดประสพ คุณยิ่งลักษณ์ บอกว่าน้ำไม่ท่วม แล้ววันนี้น้ำท่วม แล้วมาอ้างเหตุสุดวิสัย และคนสังคมไทยยอมรับ เพราะเช่นนั้น คนสังคมไทยที่ยอมรับคำพูดแบบนี้ ถึงไม่ยอมรับไม่รู้จักดิ้นรนที่จะเข้ามารวมกลุ่มกัน คนไทยนี่เป็นคนที่ถูกนักการเมืองเอาเท้าลูบหน้า ยังให้เขาลูบหน้าอยู่ เออชั่งมันเราก็อยู่ของเราไป"

 

ถ้าสังคมไทยล่มสลาย จะขอวางอุเบกขา

นายสนธิยังกล่าวด้วยว่า อยากให้พี่น้องพันธมิตรฯ มีเวลาอยู่กับบทสวดมนต์พระพุทธเจ้าวันหนึ่งสักครึ่งชั่วโมง เสียงสวดมนต์นี่สามารถทะลุเข้าไปจักรวาล หลวงตามหาบัวเคยพูดไว้ขอให้เชื่อเถอะ นรก-สวรรค์มีจริง

บางทีถึงเวลาที่โลกหรือสังคมแต่ละแห่งต้องล่มสลายแล้ว สำหรับตนถ้าสังคมไทยล่มสลาย ตนจะอุเบกขา ก็ดีแล้ว เมื่อยังโง่ดักดานอยู่ เหมือนกับทหารชั้นผู้ใหญ่บางคนบอกว่าทหารจะเข้ามาจัดการปัญหาบ้านเมืองเมื่อเสื้อเหลืองและเสื้อแดงรบกัน คำพูดนี้สะท้อนถึงสติปัญญาที่ต่ำ และจิตวิญญาณที่เลวทราม เมื่อลูกทะเลาะกัน พ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้จะแค่ห้ามลูกให้หยุดทะเลาะ แต่ถ้าพ่อแม่มีสติปัญญาจะถามว่าเรื่องอะไร แล้วสั่งสอนในสิ่งที่ถูกต้องให้ ถ้าทหารที่มีหน้าที่รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วคิดได้อย่างนี้ แสดงว่าประเทศไทยสมควรล่มสลาย ทหารพวกนี้ก็สมควรพินาศฉิบหายไปพร้อมกับสังคมไทยเลวๆ ตนขอแยกออกมาอยู่ของตนร่วมกับพี่น้องพันธมิตรฯ แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ให้ชาติบ้านเมืองมันอยู่ได้ อย่างน้อยที่สุดถ้าสังคมไทยมี 10 เปอร์เซ็นต์ คือกลุ่มพันธมิตรฯ มีชีวิตอยู่ได้ ที่เหลือฉิบหายไปช่างมัน นี่คือบทสรุปของตนทุกวันนี้

 

พันธมิตรฯ จะกอบกู้ทุกเรื่องได้อย่างไร - ชี้เสียสละให้สังคมมากเต็มทนแล้ว

เมื่อถามว่ามีบางเรื่องที่พันธมิตรฯ สามารถช่วยกอบกู้จะไม่ช่วยหรือ นายสนธิกล่าวว่า พันธมิตรฯ จะกอบกู้ทุกเรื่องได้อย่างไร พันธมิตรฯ ก็เป็นมนุษย์ ต้องทำมาหากิน พวกเราเจ็บปวดกล้ำกลืน เสียสละให้สังคมมากเต็มทนแล้ว

ถึงบอกว่าเวลาประชาธิปัตย์ทะเลาะกับเพื่อไทย ตนรู้สึกสมเพช เพราะเป็นแค่การแย่งอำนาจกันเท่านั้นเอง ประชาธิปัตย์ขึ้นมาก็เข่นฆ่าเพื่อไทย พอมาถึงเพื่อไทยก็มาจัดการประชาธิปัตย์ สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องของอัตตา กิเลส ความโลภ ไม่เคยมีใครคิดถึงชาติบ้านเมืองแม้แต่นิดเดียว ทำไมวันนี้ประชาธิปัตย์ค้านไม่ได้ผล เพราะนี่เพื่อไทยทำตามที่ประชาธิปัตย์วางรากฐานไว้ทั้งสิ้น ถึงพูดไม่ออก

บางครั้งตนรังเกียจสาวกประชาธิปัตย์ที่โง่ดักดาน จนกระทั่งไม่อยากมองหน้า คนพวกนี้ไม่เคยเข้าใจธรรมที่แท้จริง หลอกลวง ปั้นสีหน้า ไม่ต่างจากนายจตุพร ต่างแค่ว่านายจตุพรก้าวร้าว ไม่หล่อ การศึกษาไม่สูง ก็เลยเกลียดกัน แต่ถ้าตัดเรื่องพวกนี้ออกแล้วดูที่เนื้อหา แยกไม่ออกเลย

 

ชี้ดื่มน้ำปัสสาวะคือ "การปฏิบัติธรรม" และเป็นยารักษาโรค

ทั้งนี้ในตอนท้ายของช่วงที่หนึ่งของรายการ น.ส.จินดารัตน์ ถามนายสนธิว่า "มีเรื่องมาถามคุณสนธิ เรื่องสำคัญเลย เขากำลังตัดสินใจกันอยู่เยอะว่า จะดื่มไม่ดื่มดี น้ำปัสสาวะ" นายสนธิตอบว่า "แอน การดื่มน้ำปัสสาวะคือ การปฏิบัติธรรม"

และในช่วงที่สองของรายการ นายสนธิได้อธิบายต่อว่า "เรื่องดื่มปัสสาวะนี่ ผมไปอ่านหนังสือของ อ.นิดา (หงษ์วิวัฒน์) แล้วถ้าจะพูดตรงๆแล้วคนที่มีอิทธิพลกับผมมากที่สุดในเรื่องดื่มปัสสาวะคือ อ.ปานเทพ (พัวพงษ์พันธ์) เป็นคนที่คิดอะไรเป็นระบบ อธิบายเป็นขั้นตอนได้"

"ผมมาเอะใจในคำพูดที่ว่า น้ำปัสสาวะมันก็คือน้ำของเรานั่นเองที่ฟอกผ่านไต แค่นั้นเอง มันมีปัญหาตรงที่ว่า คนโบราณชอบพูดคำว่าขี้กับเยี่ยว พูดรวมกันมันก็เลยทำให้น้ำปัสสาวมันไปติดกับอุจจาระ มันก็เลยทำให้คนกลัวว่ามันจะสกปรก อีกประการหนึ่งน้ำปัสสาวะเนี้ยมันมีกลิ่นของกรดยูเรีย เวลาเราเข้าห้องน้ำเราจะได้กลิ่นนี้อยู่ตลอดเวลา มันก็มีความรู้สึกว่าถ้าเราไปกินมัน เราเข้าไปกินน้ำในห้องน้ำ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะไอ้นั่นมันเป็นคนอยู่เยอะ แล้วปัสสาวะของคนจะมีกลิ่นแบบไหนจะมีรสเปรี้ยว เค็ม ขึ้นอยู่กับอาหารการกิน และสิ่งที่เรารับประทาน"

"เพราะฉะนั้นแล้วน้ำปัสสาวะสำหรับผมแล้ว ประการแรกสุด เป็นเรื่องของการใช้ปัญญาก่อน ปัญญาแรกสุดที่ต้องคิดคือว่าน้ำปัสสาวะเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าพูดในพระไตรปิฎก ให้ฉันน้ำมูด น้ำมูดคือน้ำปัสสาวะ ถ้าเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าคือสัพภัญญู พระองค์เจ้าตรัสรู้ ทุกเรื่องในสามโลก เรื่องดีเอ็นเอท่านก็พูดมาก่อน เรื่องโคลนนิ่งท่านพูดมาก่อนในพระไตรปิฎก เรื่องจักรวาลท่านก็พูดมา ถ้าท่านรู้อยู่แล้วจากฌาณของท่านเองว่าน้ำปัสสาวะคือยารักษาโรค คำถามเราต้องถามว่า แล้วเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่าล่ะ ถ้าเรากลับไปว่ามีจริง เราเชื่อมั้ย ก็แสดงว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้านั้นพูดถูก ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ท่านจะให้พระภิกษุสงฆ์ฉันน้ำมูดทำไม ข้อแรก ข้อที่สอง เรามาดูพ่อแม่ครูอาจารย์ พระหลายองค์ หลวงพ่อยา ที่เป็นพระอาจารย์ผมองค์หนึ่งท่านสิ้นแล้ว 80 กว่า ท่านก็ฉันน้ำมูต น้ำปัสสาวะ หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง วัดนานาชาติหนองป่าพง ท่านก็ฉันน้ำปัสสาวะ หลายคนนายกรัฐมนตรีอินเดีย อดีตที่เสียชีวิตไปแล้ว เดซาย เสียชีวิตตอนเกือบ 100 ปี ท่านก็รับประทานน้ำปัสสาวะ พระพุทธเจ้าพูด พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านฉันน้ำปัสสาวะ แสดงว่าน้ำปัสสาวะไม่ใช่น้ำพิษ และทำไมต้องทานน้ำปัสสาวะ ทำไมไม่ทานน้ำธรรมดา แสดงว่าน้ำปัสสาวะต้องรักษาโรคได้ อันนี้คือหลักธรรมดาสามัญที่สุด เราแยกประเด็นเรื่องน้ำปัสสาวะมีกลิ่นออกซะก่อน เอาปัญญาก่อน พอปัญญาเรามี เราศึกษา เราอ่านหนังสืออาจารย์นิดดา อาจารย์นิดดาไม่ใช่คนที่เขียนเลอะเทอะ อาจารย์นิดดาเขียนมีข้อเปรียบเทียบ"

 

ทานปัสสาวะเหมือนทานเซรุ่มตัวเอง

นายสนธิได้ยกเรื่องการประชุมปัสสาวะบำบัดโลกขึ้นมาด้วยโดยกล่าวว่า "การประชุมปัสสาวะบำบัดของโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ไปแล้ว ครั้งที่ 3 กำลังประชุมอยู่ เข้าใจว่าเป็นที่ประเทศบราซิล และพอดูรายชื่อคนที่ประชุมแล้ว แพทย์จากเยอรมนี คนยุโรปรับประทานน้ำปัสสาวะเยอะมาก อันนี้คือปัญญานะ เราวิเคราะห์ตรงนี้ ถ้าวิเคราะห์ตรงนี้ผ่านเราก็ผ่าน อันที่ 2 เมื่อปัญญาผ่านแล้ว คำถามมีต่อไปว่า และเราเข้าใจไหมว่า น้ำปัสสาวะมีอะไรบ้างที่รักษาโรคได้ ผมฟังอาจารย์ปานเทพพูด อาจารย์ปานเทพไปศึกษามาฟังครูนิดดาพูด ผมไม่ต้องศึกษาอะไรมาก ผมเข้าใจเลย น้ำปัสสาวะเหมือนกับเราทานเซรุ่มของตัวเราเอง"

"เหมือนกับรีดพิษงูออก และเอาพิษงูไปทำเซรุ่ม เวลาคนโดนงูกัดเอาเซรุ่มงูฉีดเข้าไปให้หาย เหมือนกับเวลาเราเป็นไข้มาลาเรีย เราก็กินยาควินิน คนที่เป็นไข้มาลาเรียกินยาควินินก็ตาย แต่คนที่ไม่ได้เป็นไข้มาลาเรีย และไปกินยาควินินจะเป็นไข้มาลาเรียเพราะยาควินินมีส่วนผสมของเชื้อไข้มาลาเรียอยู่ เขาเลยต้องเอาเชื้อไข้มาลาเรียมาฆ่ามาลาเรีย ผมดูผมศึกษาก็เข้าใจดี ว่าน้ำปัสสาวะมีอยู่ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ มันคือโรคภัยไข้เจ็บของเราที่ออกมาทางน้ำ เมื่อเราทานมันกลับเข้าไปแล้ว เท่ากับอันนี้เป็นเซรุ่มไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บอันนั้น"

จากนั้น น.ส.จินดารัตน์ถามว่า "คือร่างกายจะเรียนรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมมีเชื้อโรค เพื่อให้สร้างภูมิคุ้มกัน ออกมากำจัดอย่างนี้หรอคะ"

นายสนธิตอบว่า "ถูกต้อง" และยังอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องนำปัสสาวะมาล้างหน้า และลูกศีรษะว่า "เสร็จเรียบร้อยแล้ว น้ำปัสสาวะมันมีภูมิคุ้มกันหลายอย่าง ทำไมต้องมาล้างหน้า เพราะน้ำปัสสาวะจะไปเสริมความเต่งตึงของหน้าขึ้นมา ทำไมต้องลูบศรีษะ เพราะจะทำให้พวกผดผื่นคันเม็ดสิวที่ไปอยู่บนหัวนี้มันจางหายไป เข้าใจยัง และในที่สุด มันทำให้ผมนี้ดำขึ้น โดยปริยาย การล้างหน้ามันจะช่วยเพราะน้ำปัสสาวะมันจะซึมเข้าหน้าเร็วมากเวลามือเป็นแผล เอาน้ำปัสสาวะทาน้ำปัสสาวะจะเข้าไปกัดเชื้อไวรัส"

นายสนธิได้ยกตัวอย่างนายสุวัจน์ อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรฯ ซึ่งรักษาแผลด้วยน้ำปัสสาวะด้วยว่า "รอให้สุวัจน์ ทนายพันธมิตรเล่าให้ฟัง มือ 2 ข้าง ท่านเป็นแผลรักษาเท่าไหร่ก้ไม่หายแช่น้ำปัสสาวะ 2 วันหายหมดเลยผมนี้โดน เอ่อลิ้นชักบาดที่เมืองจีนตรงนี้เลือดสาดเลยตกใจแต่เผอิญมีสติลองใช้น้ำปัสสาวะลองเข้าห้องน้ำฉี่เอาน้ำปัสสาวะทา แสบมากทาเช้าทากลางวันเย็นหาย แผลสมาน"

"น้ำปัสสาวะรักษาโรคได้ไหมต้องให้หนังสือเป็นตัวบอกมากขึ้น แต่ผมรู้อย่างเดียวผมรู้จากภูมิปัญญาผม น้ำปัสสาวะไม่มีอันตราย น้ำปัสสาวะจะช่วยภูมิคุ้มกันเราได้มาก และน้ำปัสสาวะจะช่วยทำให้สิว ทำให้หน้าตาของเราที่เคยเหี่ยวมันดูดีขึ้น"

นายสนธิได้ถามผู้ดำเนินรายการว่า "แอน นี่ผมพฤศจิกาฯ นี้ 64 เต็มแล้ว แอนดูหน้าผมแอนว่าไง" น.ส.จินดารัตน์ อธิบายว่า "ตึง เต่งตึง หน้าใส"

นายสนธิกล่าวต่อไปว่า "ผมไม่ได้ใช้ครีม ไม่ได้ใช้อะไรเลย นี่แหละเพราะน้ำปัสสาวะเป็นแบบนี้ สุดท้ายรับประทานได้ไหม การรับน้ำปัสสาวะได้นี้คือการใช้ธรรมพิจารณา วันนี้แอนสวย ลองดูวันที่แอนตายเน่าผุพองรึเปล่า ผมเห็นคนโดนรถชน ผู้หญิงสวยผู้ชายหล่อ แต่เหตุการณ์ที่ผมเห็นนี้หน้าอกฉีก ตาบวม ความจริงอยู่ที่ไหน ความจริงไม่มี ความสวยความงาม ความหอม ความงามหวานคือเรื่องสมมติ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นกลิ่นของน้ำปัสสาวะคือเรื่องสมมติเหมือนกัน นึกออกยัง"

น.ส.จินดารัตน์ ตอบว่า "แต่มันทำใจไม่ได้" นายสนธิตอบว่า "ก็ตรงนี้แหละ คนที่ทำใจได้ก็จะข้ามตรงนี้จะเข้าใจธรรมมากขึ้น ลูกบางคนนี้รักแม่ แม่ขยับไม่ได้ แม่ขี้แม่เยี่ยวนี้ต้องไป เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวแม่ ทำไมมือตัวเองไปโดนขี้โดนเยี่ยวได้ละ เข้าใจยัง นี้คือน้ำปัสสาวะ ที่ผมปัสสาวะไว้วันกว่าละ แล้วผมก็ทิ้งไว้ในห้องน้ำเพื่อประการแรงนี้ให้ปัสสาวะที่เป็นกรดกลายเป็นด่าง ทิ้งเอาไว้ความเป็นด่างจะสูงขึ้น"

น.ส.จินดารัตน์ ถามด้วยว่า "ทิ้งเอาไว้ความเป็นด่างจะสูงขึ้น เพราะร่างกายมีกรดมากไม่ดีใช่ไหม ต้องเป็นด่าง"

นายสนธิตอบว่า "ไม่ดี ต้องมีด่างเข้าไป แล้วสมมติว่าคนที่ไม่เคยทานนี้ ก็ไม่ต้องดื่มทันที ก็เอาน้ำอุ่นผสมเข้าไปถึงแค่นี้ ก็ให้เจือจางหน่อย แล้วก็ดื่มเข้าไป"

น.ส.จินดารัตน์ ถามนายสนธิว่า "แช่เย็นได้ไหม" นายสนธิตอบว่า "ได้ ใช้น้ำผสมเข้าไปดื่มก็ได้ เคล็ดลับคือกลั้นหายใจแล้วดื่ม พอดื่มจบแรกๆ อย่าเพิ่งกลืนน้ำลาย หายใจ เพราะมันจะได้กลิ่น ที่ตัวเองไม่ต้องการ ดื่มเสร็จก็ยังกลั้นหายใจอยู่ เอาน้ำอุ่นอีกซักถ้วยดื่มตาม แล้วกลั้วคอจนครบแก้ว แล้วกลืนน้ำลายหายใจ แล้วจะไม่มีกลิ่นเลย ผมไม่เห็นมันอยากตรงไหนเลย มันอยากตรงที่ว่า ขี้กับเยี่ยวคนชอบไปคิดถึงตรงนั้นเอง แค่นั้นเองหลายคนรักษาโรคตัวเองหายได้ก็เพราะตรงนี้ จริงๆ น้ำปัสสาวะไม่ได้เป็นน้ำอัศจรรย์ที่ใครเป็นโรคอะไรทานก็หายได้ แต่เป็นการเสริมภูมิต้านทานในร่างกายของเรา นี่คือหลังธรรมชาติบำบัดไง ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นโรคเป็นอะไรง่ายนัก"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้จากข้อมูลของเว็บไซต์ หมอชาวบ้าน ระบุว่าการดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อสุขภาพ หรือ “ปัสสาวะบำบัด” (urine therapy) ถือเป็นแขนงหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine) หรือระบบการแพทย์ที่อยู่นอกระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่นเดียวกับ เรื่องของแม็กโครไบโอติกส์ การฝังเข็ม โยคะ สมุนไพร พลังจักรวาล การสัมผัสเพื่อรักษาโรค เป็นต้น ซึ่งยังมีข้อถกเถียงทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านว่าเป็นแนวทางการแพทย์ที่รักษาได้ผลจริงหรือไม่

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์