"เหนือเมฆ 2 " กับภัยของความเป็นประชาธิปไตย

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ผู้เขียนมีโอกาสได้เห็นภาพกลุ่มเครือข่ายทางสังคมที่ใส่หน้ากากสีขาวในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ประท้วงหน้าที่ทำการสถานีโทรศัพท์ช่อง 3 ในกรณีอันเป็นที่โด่งดังกันในขณะนี้ คือการระงับการออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ ภาค 2 ซึ่งการถูกแบนทำให้ละครเรื่องนี้ดังยิ่งกว่าตอนฉายเสียอีก  แน่นอนว่า "เหนือเมฆ 2 " ไม่ค่อยปิดบังเจตนานักว่าต้องการสะท้อนว่าตัวผู้ร้ายคือทักษิณ  แต่ก็ไม่แน่นอนว่าสาเหตุที่ช่อง 3 สั่งระงับละครเพราะอะไร อาจเพราะดำริของผู้บริหารเอง (Self-censor) หรือว่าได้รับคำสั่งจากรัฐบาลหรือผู้ปรารถนาดี (ลิ่วล้อ) ต่อทักษิณ ซึ่งสาธารณชนโดยมากจะมองว่าเป็นกรณีอย่างหลังนี้
 
ปัญหาคือถ้าละครเรื่องนี้ไม่ถูกระงับหรือว่าได้ออกอากาศอีกครั้งจะสามารถสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยหรือเชิดชูสิทธิในการแสดงออกของสื่อได้หรือไม่ คำตอบคือ "ไม่"
 
ผู้เขียนเคยอ่านพบนิยามของการเมืองในมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ  การเมืองคือเรื่องการจัดชุดแห่งวาระ (Agenda setting) หรือการนำเสนอ/ สถาปนาชุดความแห่งจริงอันมีขีดจำกัดให้สาธารณชนได้รับรู้ ในขณะที่มีวาระอื่นๆ อีกมากมายที่สื่อ/รัฐ/สาธารณชนไม่ได้นำเสนอหรือนำเสนอในด้านบิดเบือน อันนี้เป็นสิ่งธรรมดาแม้แต่สำหรับประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยที่สื่อถูกควบคุมโดยรัฐหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ (หรือแม้แต่เป็นของประชาชนจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะนำเสนอความจริงได้หมด)
 
กลับไปที่บางกอกโพสต์ ในกระดาษซึ่งผู้ประท้วงหน้ากากสีขาวคนหนึ่งยกขึ้นให้หนังสือพิมพ์เห็นชัด ๆ แสดงคำถามที่ว่า "ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ ?"  ทำให้ผู้เขียนรู้สึกวิงเวียนศรีษะเล็กน้อย ผู้เขียนยอมรับถ้าการแบนมาจากรัฐบาลจริง ก็น่าประนามเพราะเคยด่าว่าถ้ารัฐบาลอื่นเป็นเผด็จการ แต่ตัวเองกลับมาทำเสียเอง  แต่ทว่าก่อนหน้านี้กลุ่มบุคคลดังกล่าวหรือสื่ออื่นเองๆ หรือสาธารณชนทั้งหลายที่ประนามการกระทำของช่อง 3 เคยทำเช่นนี้กับการบิดเบือนของสื่อในช่วง คมช.หรือของประชาธิปัตย์หรือไม่  ปรากฎการณ์ "เหนือเมฆ 2 " สำหรับผู้เขียนเห็นว่าได้สะท้อนถึงคำซึ่งหนังสือพิมพ์ใช้ศัพท์ที่ไม่ค่อยพบบ่อยนักคือ Political Soap Opera หรือละครน้ำเน่าทางการเมือง นั้นคือละครพยายามใช้ประโยชน์จากความคิดหรือความรู้สึกของมวลชนในขณะนั้น ซึ่งแน่นอนว่า การที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชั่วร้าย โกงกินย่อมเป็น "วาระ" อันเป็นที่แจ่งแจ้ง ประจักษ์ชัด ถูกผลิตซ้ำออกมาเรื่อยๆ จนเป็น วาระอันปกติ เพราะละครน้ำเน่าไทยจะเป็นละครที่ระวังตัวเอง อาจเพราะรัฐ (ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่ารัฐบาลชุดใด) แอบวางยาในการควบคุมการแสดง ออกของประชาชนผ่านศีลธรรมอันดี หรือการป้องกันการล้มล้างสถาบันเบื้องสูง  การที่ละครเรื่องนี้ถูกวางเนื้อเรื่องเช่นนี้ก็ย่อมเกิดจาการตระหนักของผู้ทำว่าจะไม่ได้โดนแบนในระดับหนึ่ง ถึงแม้รัฐบาลปัจจุบันจะอยู่ใต้อาณัติของทักษิณก็ตาม
 
การสร้างภาพ "ผีทักษิณ" (Spectre of Thaksin) จึงเป็นความสบายใจของผู้สร้างละครว่าสามารถบูรณาการอยู่ใน "วาระ " หรือสำนึกรวมหมู่ของสาธารณชนแห่งสยามที่โดยมากอิงอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก  (คือน้ำเน่านั้นแหละ)  วาระของ "เหนือเมฆ 2 " จึงถูกนำเสนอมาอำพรางความจริงอันซับซ้อนของสังคมไทยได้อย่างแนบเนียน หากเราศึกษาสภาพของสังคมไทยให้ดีจะเห็นได้ว่าละครไม่สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ของชนชั้นอื่นได้เลย  "เหนือเมฆ 2 " จึงเต็มอิ่มไปกับการโจมตีนายกรัฐมนตรีและสถาปนาความเชื่อแบบพวกสลิ่มที่ว่า ถ้าได้คนดีเป็นผู้นำ ชาติก็จะรุ่งเรือง (จริยธรรมสำหรับนักการเมืองไม่ใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริง แต่พวกที่ร้ายลึกแต่อ้างว่าตัวเองเป็นคนดีโดยการอิงเจ้าหรือปากเอาแต่พล่ามว่า "จะขอทำคุณแก่แผ่นดิน" ทำให้คำว่าจริยธรรมมีการเลื่อนไหล เปลี่ยนแปลงไป)
 
 ในประวัติศาสตร์ถึงแม้จะเป็นตัวละครทางการเมืองที่สำคัญที่สุด แต่นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงตำแหน่งที่ต้องอิงอาศัยกับกลุ่มผลประโยชน์หรือสถาบันอื่นๆ ซึ่งตลอดเวลาก็มีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับนายกรัฐมนตรีใน "เหนือเมฆ 2" เลยไม่ว่า พวกนิยมเจ้า ทหาร สถาบันยุติธรรม ข้าราชการ นายทุนใหญ่ข้ามชาติ ฯลฯ "เหนือเมฆ 2 "ยังเพิกเฉยที่จะกล่าวหรือวิพากษ์ถึงโครงสร้างขัดแย้ง โครงสร้างการกดขี่ไม่เป็นธรรมของสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งซับซ้อนและมีตัวละครที่หลากหลายดังที่กล่าวไว้ (ดังนั้นถ้าจะบอกว่าทักษิณชั่วก็ต้องบอกว่าทักษิณชั่วร่วมกับ "คนอื่นๆ" ด้วย จึงจะเป็นการซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง)  การกล่าวว่าพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองรอบข้างเกิดจากความชั่วร้ายส่วนตัวและยังมีไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องมิติอันแบนราบเช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่ารัชกาลที่ 5 ทรงปลดปล่อยไพร่และเลิกทาสเพราะพระเมตตาเพียงอย่างเดียว 
 
ในทางอันย้อนแย้งกันเอง  สื่อที่ออกโจมตีช่อง 3  (หรือแม้แต่ตัวช่อง 3 เอง) กลับผลิตซ้ำวาระที่น่ารำคาญ เต็มไปด้วยการบิดเบือน โกหก หลอกลวง เป็นระยะเวลาอันยาวนานจนกลายเป็นชุดแห่งความจริงอันสมบูรณ์ ที่โต้แย้งมิได้ เป็นภัยต่อระบบประชาธิปไตย ปัจเจกชนไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์แม้เพียงนิด  สำหรับชนชั้นกลาง "สลิ่ม"ซึ่งด่าทอรัฐบาลในเรื่อง"เหนือเมฆ 2"  ก็มักจะทำเอาเป็นหูไปนา เอาตาไปไร่เมื่อฝ่ายที่ตัวเองชื่นชอบบิดเบือนความจริงบ้างว่า ไม่ว่าช่วงรัฐประหารหรือตอนที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐ ระงับ สั่งห้ามการแสดงออกความคิดเห็นของฝ่ายตรงกันข้าม  และยังโกหกซ้ำไปซ้ำมาเช่นในช่วงการสังหารหมู่กลางเมืองหลวง หรือตอนที่กองทัพพยายามจะทำให้เห็นว่าได้แก้ไขปัญหาภาคใต้โดยการไปเอาใจชาวมุสลิมออกโทรทัศน์
 
ท้ายนี้ผู้เขียนฟังธงไปเลยว่าไม่ต้องเอา "เหนือเมฆ 2" ออกอากาศนั้นก็ดีแล้ว ไม่ใช่เพราะเชียร์ทักษิณ  แต่เพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อความเป็นประชาธิปไตย  เพราะบั่นทอนวุฒิภาวะทางความคิดเสรีของคนไทยและเป็นประโยชน์สำหรับการอำพรางตนของชนชั้นสูงหรือกลุ่มผลประโยชน์อื่นที่ไม่ได้ร่วมกลุ่มกับทักษิณเป็นอย่างยิ่ง แม้จะพยายามสะท้อนพฤติกรรมของทักษิณ...แต่แค่นั้นมันไม่พอ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์