ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ: ความสงสัยต่อความรุนแรงในภาคใต้ระยะหลัง...

 
หลังจากเดินทางมาสอนหนังสือที่ชายแดนภาคเหนือได้เกือบหนึ่งปี  ผมห่างเหินกับการติดตามสถานการณ์ทางภาคใต้ไปมาก แต่ความรุนแรงในภาคใต้ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ได้กระตุ้นให้ผมอยากติดตามข่าวสารมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์หลังจากครูชลธีเสียชีวิตและหลังเหตุการณ์ “ผู้ก่อการ” บุกตีค่ายนาวิกโยธินที่ จ.นราธิวาส
 
หลังจากติดตามข่าวได้สักพัก ผมพลันรู้สึกผิดที่รู้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ น้อยมากและสถานการณ์มันต่างไปจากความคุ้นเคยของผมไปพอสมควร ผมมีเพื่อนสนิทหลายคนที่นั่น ขณะที่ตัวเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอุตสาหกรรมงานวิจัยในภาคใต้ คงมีแต่การตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ความรุนแรงนี่แหละที่จะเป็นการชดเชยอะไรได้บ้าง
 
ข้อแรก  ผมเห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกตเรื่องการสู้รบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใตในระยะหลังของ อ.เกษียร (ซึ่งปรากฏในสเตตัสของเขา) โดยเฉพาะแง่มุมที่ว่าในระยะหลังปีกทางทหารของผู้ก่อการมีพลังเหนือกว่าปีกการเมือง รวมไปถึงการพยายามเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางการเมืองมากกว่าการทหาร  แต่อย่างไรก็ตามความเห็นที่ว่า มวลชนในพื้นที่เริ่มตีตัวออกห่างผู้ก่อการนั้นออกจะสำเร็จรูปไปสักนิด  ทั้งนี้ ผมมิได้หมายความว่ามวลชนและผู้ก่อการมีความเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ก่อการกับ "มวลชน" นั้น ค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะมวลชนไม่จำเป็นต้องเห็นร่วมกับผู้ก่อการเสมอไปในทุกเรื่อง หากคือกลุ่มคนที่พร้อมรู้สึกร่วมในบางเรื่อง และพลังของความรู้สึกนี่แหละที่ประมาทไม่ได้
 
ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรก พลังของความรู้สึกหรือพลังทางอารมณ์ อาทิ คับแค้น อับอาย ไม่เท่าเทียม ความรู้สึกต่อความอยุติธรรม รวมไปถึง Islamic sentiment และAnti-Islamic sentiment ล้วนส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ให้มีความชอบธรรมในการกระทำความรุนแรง สนับสนุนหรือต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการได้ เช่น ไม่เห็นด้วยที่ผู้ก่อการวางระเบิดทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่รู้สึกคับแค้นที่เห็นเพื่อนมุสลิมถูกทหารเข่นฆ่า สถานะภาพของคำว่ามวลชนจึงเป็นเส้นแบ่งเบาบาง แต่ความบางนั้นส่งผลให้เกิดความรุนแรงที่ยากคาดเดา เราจึงไม่น่าจะสร้างกรอบกว้างๆ เพียงแค่ปีกการเมืองและปีกทหาร เพราะเหมือนจะเป็นการอภิปรายขั้นพื้นฐาน ในช่วงสามถึงสี่ปีแรกของเหตุการณ์ความรุนแรงนับจากปี 2547
 
ข้อสาม ผมคิดว่าความรุนแรงในระยะหลังนี้สะท้อนข้อจำกัดการพยายามทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ระยะสั้นในภาคใต้หรือความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาเป็นอย่างมาก เรารู้น้อยเกินไป ท่ามกลางการตอกย้ำหรือพยายามอธิบายในกลุ่มคำสำคัญที่จำกัด เช่น ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับรัฐไทย อัตลักษณ์มลายู (ผมก็อยู่กลุ่มนี้) ชีวิตในความรุนแรง การปรับตัว การแก้ไขความรุนแรง กลุ่มขบวนการ การสร้างสันติสุข เป็นต้น
 
ความเปลี่ยนแปลงที่ยังเป็นปริศนาคือความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างรัฐไทย คนในท้องถิ่น และ “กลุ่มผู้ก่อการ” (ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอีกมากเรื่องนิยามและความหมาย) แต่เราอาจเรียกได้ว่าในรอบเกือบทศวรรษมานี้แทบไม่มีการพยายายามทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความคลี่คลายและแปรผันอย่างไร ผมคิดว่าจากเหตุการณ์ความรุนแรงในระยะหลัง พวกเราน่าจะกลับไปเริ่มต้นวิเคราะห์จากงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ ดร.อนุสรณ์ อุณโณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปัตย์ของรัฐไทย อำนาจอธิปัตย์ของรัฐปาตานี และบรรดากลุ่มคนที่อยู่ท่ามกลางอำนาจทั้งสอง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเชิญชวนกันจัดเวทีโดยเชิญ อ.อนุสรณ์ มาวิเคราะห์ปัญหานี้กันดีกว่า 
 
ข้อสี่ กรณีความตายของคุณมะรอโซก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพลังของความรู้สึกและนิยามความหมายของคำว่ามวลชนนั้นเบาบางเพียงไร ด้านหนึ่งวิธีการเล่าเรื่องของ Patani Forum สะท้อนถึงวิธีการเล่าเรื่อง "ฮีโร่" ท้องถิ่นที่ต่อสู้กับรัฐที่ไม่เป็นธรรม พล็อตแบบนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเล่าและส่งต่อกันมาหลายรุ่น คำถามคือ ทำไมการเล่าพล็อตที่ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ยังคงมีพลัง จากประสบการณ์ภาคสนามที่ผ่านมานานแล้วของผม ก็มักปรากฏการเล่าเรื่องฮีโร่แบบนี้ในแทบทุกท้องถิ่น ทั้งฮีโร่ที่มีชื่อเสียงและไร้นาม
 
ข้อห้า กรณีความตายของคุณมะรอโซรวมไปถึงคนที่เสียชีวิตอีกนับสิบนั้น นับเป็นความตายที่เกี่ยวพันกับตัวแทนอำนาจและสัญลักษณ์ทางอำนาจของรัฐไทยอย่างเลี่ยงมิได้ อาทิ ครู และค่ายทหาร ไม่แปลกที่สื่อกระแสหลักและนักวิเคราะห์จะมุ่งกระแสข่าวยืนยันถึงสถานะภาพของผู้ก่อการ แต่การหลงลืมพลังของความรู้สึกที่เป็นภูมิหลัง ก็จะรังแต่เอาไฟไปสุมไฟ มิใช่การดำเนินการภายใต้แนวทางการเมืองที่ดี ศอบต.และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร จะสามารถห่วงใยความรู้สึกและดูแลชีวิตของพ่อแม่หรือลูกเมียของบุคคลที่ตนเองเชื่อว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" ได้เท่าเทียมกับ “คนไทยทั่วๆไป” ได้ไหม หรือจะเดินตามเกมส์ของทหารคือตาต่อตาฟันตาฟัน
 
ข้อหก กรณีใบปลิวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ผมคิดว่ามันมีความชัดเจนมาก คือการสื่อสารกับชาตินิยมไทย ซึ่งมันมีความซับซ้อนในตัวเอง กล่าวคือ เมื่อก่อนใบปลิวของกลุ่มก่อการมักเขียนเป็นภาษายาวีซึ่งเน้นสื่อสารและปลุกเร้าคนที่อยู่ในศาสนาและชาติพันธุ์เดียวกัน ใบปลิวที่เน้นการสื่อสารเป็นภาษาไทยนั้นมิได้ต้องการสื่อกับคนไทยพุทธเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเตือนและตั้งคำถามต่อบรรดาคนมลายูมุสลิมที่มีสำนึกชาตินิยมไทยว่าคุณคือใครด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในบรรทัดสุดท้ายซึ่งผมคิดว่าเป็นถ้อยคำที่แหลมคมและเปราะบางมาก
 
สุดท้ายผมนึกถึงฉากที่นายกยิ่งลักษณ์สวมผ้าคลุมผมสีแดงเดินลงจากเครื่องบินโดยมีบรรดาสตรีมุสลิมยืนต้อนรับ เธอเดินพบปะกับบรรดาสตรีมุสลิมและถูกเรียกในภาษาอาหรับว่า ยามีล่ะห์  (แปลว่าสวยงาม) ภาพเหตุการณ์เหล่านี้มีพลังมาก เป็นการแสดงออกทางการเมืองที่เหนือชั้น เพราะมันสลายคำว่าการเมืองในความหมายของการแสแสร้งไปสู่การเปิดใจยอมรับ ทำไม นักการเมืองและทีมงานจึงคิดเรื่องนี้ขึ้นได้ตอนหาเสียง แต่ในสถานการณ์ความขัดแย้งและรุนแรง แผนดำเนินการทางการเมืองกลับถอยร่นเข้าคลอง หรือว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้ รัฐบาลไม่มีอารมณ์และไม่มีพลังทางความรู้สึก
 
ผ้าคลุมผมของยิ่งลักษณ์ก็ช่างคล้ายคลึงกับพวงดอกไม้ของ อองซาน ซูจี ผมภาวนาว่าอย่าได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเลย เพราะยามที่ อองซาน ซูจี เหน็บพวงดอกไม้สวยงามไว้ที่มวยผม ดอกหญ้าไร้นามยังคงย่อยยับไปเรื่อยๆ ยามที่ยิ่งลักษณ์มิได้ชายตามองผ้าคลุมผืนนั้นอีกแล้ว ใต้ผ้ายังคงปรากฏน้ำตา รอยเลือด และความคั่งแค้นอยู่ภายใน
 
 
 
 
หมายเหตุ: ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ เป็นนักวิจัยในโครงการกลุ่มวิจัยความขัดแย้งและพหุวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
และอาจารย์ประจำ สาขาวิชาชาติพันธุ์ศึกษา วิทยาลัยนานาชาติภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย