เผย รพ.เอกชนบางแห่งจ่ายใต้โต๊ะให้นำคนเจ็บส่งรพ.ของตนหวังได้เงินอุดหนุน

เวทีการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ "ศ.นพ.ไพบูลย์" เปิดข้อมูล รพ.เอกชนบางแห่งจ่ายใต้โต๊ะให้นำคนเจ็บส่งรพ.ของตนหวังได้เงินอุด หนุนจากกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัย ปภ.ชูโมเดล กระจายการแพทย์ฉุกเฉินสู่ท้องถิ่น โดยให้จังหวัดเป็นเจ้าภาพ

 
8 มี.ค. 56 - สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ ประจำปี 2556 (National EMS FORUM 2013) ภายใต้ประเด็นหลัก คือ“ภาคีการแพทย์ฉุกเฉินไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” โดยได้มีการเสวนาในหัวข้อ “เติมเต็มช่องว่างของการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินไทย” เพื่อนำไปสู่การถอดบทเรียนและการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
 
ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สิ่ง ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือเราไม่มีระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานโดยเฉพาะใน เรื่องของการดูแลเรื่องระบบสุขภาพผู้ป่วยหลายองค์กรหลายหน่วยงานไม่มีธรรมา ภิบาล กองทุนบางกองทุนที่จะต้องมาช่วยเรื่องสุขภาพของประชาชนแต่ก็ไม่ได้รับการนำ เงินมาใช้อย่างเต็มที่ หรือบางครั้งโรงพยาบาลเอกชนเองยังจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับอาสาสมัครเพื่อให้นำ คนเจ็บมาส่งที่โรงพยาบาลของตนเองเพื่อให้ตนเองได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุน คุ้มครองผู้ประสบภัยครั้งละ 15,000 บาท ซึ่งเงินจากกองทุนตรงส่วนนี้ตนก็ไม่เคยเห็นว่าประชาชนจะได้ประโยชน์เลยแม้ แต่บาทเดียว นอกจากนี้แล้วสิ่งที่สำคัญคือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพจะต้องให้ความสำคัญในการจัดทำแผนที่ทรัพยากร เหมือนกรณีของซานติก้าผับก็จะต้องจัดทำการถอดบทเรียนและจัดทำแผนที่ว่าหาก เกิดกรณีแบบซานติก้าผับขึ้นมาการเข้าไปช่วยเหลือควรเป็นในรูปแบบไหนและรพ.ใด ที่จะสามารถรับการรักษาต่อผู้ป่วยอาการเหล่านี้ได้
 
“ตนอยากฝากถึง ผู้ดูแลเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินในระดับมหภาคซึ่งอยู่กลไกส่วนกลางจะต้องคิดใน อนาคตคือทำงานให้ได้น้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และจะต้องกระจายอำนาจให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมนั่งในโครงสร้างของ การบริการระดับจังหวัด  ถ้าคนในส่วนกลางอยากจะช่วย จะต้องลงไปในพื้นที่และหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ให้เจอและสนับสนุนให้ เขาได้เติบโตเป็นเมล็ดพันธ์ที่งดงาม เราต้องปล่อยให้สำนักร่วมขับขานและปล่อยให้ร้อยบุปผาร่วมประชันโฉม”คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าว
 
มล.กิติบดี  ประวิตร   ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า การกู้ชีพในยุคปัจจุบันของประเทศไทยมีความก้าวหน้าพอสมควร จากข่าวในทีวี ที่เมื่อก่อนมีการดึงแขนดึงขา เพื่อช่วยเหลือคนเจ็บเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว แต่ก้าวไกลมากกว่าเดิมแค่ไหน เป็นสิ่งที่เราต้องมาพูดคุย และหาทางการจัดการแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งนี้ปภ.เอง ได้ตั้งขึ้นมาประมาณ 10 ปีแล้ว โดยมีแนวทางการพัฒนาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุในช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาทางเราได้ให้การช่วยเหลือเยอะมาก  ซึ่งการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว หันมาเน้นการป้องกันเหตุการณ์ก่อนเหตุกันมากขึ้น นอกจากนี้ทางปภ.เองสิ่งที่เราเน้นที่สุดคือการพัฒนาคน เพราะภัยที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ที่ผ่านจะเห็นว่ารัฐสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือในการเข้าถึงส่วนใหญ่ จะเป็นภาคประชาชน และหน่วยกู้ภัยเป็นหลัก การที่จะพัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเดียว จะใช้งบประมาณเยอะมาก ฉะนั้นทางปภ.เองจึงพยายามผลักดันในการพัฒนาภาคประชาชนเป็นอย่างมาก
 
มล.กิติบดี   กล่าวต่อว่า บทบาทของปภ.ในวันนี้ เราบอกชัดเจนว่า เราเป็นหน่วยงานที่เป็นตัวกลางประสานเชื่อมต่อซึ่งที่ผ่านมาก็มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ โดย สพฉ.รวมถึงหน่วยกู้ภัยอื่นๆ ได้อย่างน่าพอใจ ขณะที่การแจ้งเหตุผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค อยู่ในความน่าพอใจ ประชาชนมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก  แม้การเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ค จะได้รับการตอบรับที่ดี  แต่สิ่งที่เราต้องเน้นและต้องคำนึงถัดมาและต้องพัฒนา คือการแบ่งเขตพื้นที่ในการบริการที่ต้องมีอย่างทั่วถึงไม่ ใช้เวลาไม่นาน เช่น เมื่อมีการแจ้งเหตุแล้ว จะทำให้ล้อหมุนภายใน 1 นาทีเพื่อทำการช่วยเหลือได้อย่างไร เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตามตนอยากเสนอโมเดล ที่อยากให้ อบจ.ในแต่ละจังหวัดมาเป็นเจ้าภาพพร้อมทั้งมาตั้งสถานีรับแจ้งเหตุให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยมีอบต.เป็นผู้ดูแลควบคุมถัดมา ที่เหลือซึ่งเป็นจำนวนบุคคลากร ให้นำอาสาสมัครท้องถิ่นเข้ามาร่วม ซึ่งเหมือนกับที่ประเทศฮอลแลนด์ ที่ศูนย์ๆ หนึ่ง มีเจ้าหน้าที่มาประจำรับแจ้งเหตุและคอยประสานงานเพียง 2 คนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นกะเป็นเวรมาทำงาน บุคลากรที่เหลือเป็นอาสาสมัครในท้องถิ่น  ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ต้องมาพูดคุยและผลักดันให้เป็นรูปธรรมต่อไป 
      
 ด้าน น.ส. สกาวรัตน์  สมสกุลรุ่งเรือง ตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญู การทำงานของมูลนิธิเราได้พัฒนากันมากขึ้น และจับมือสานสัมพันธ์กันมากขึ้นเพราะ สพฉ.ได้เข้ามาช่วยเป็นหน่วยงานกลางในการลงทะเบียนสานสัมพันธ์ในการทำงานกัน ทำให้การประสานงานและการทำงานของพวกเราเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และเราสามารถประสานการทำงานในจังหวัดใกล้เคียงได้เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติที่ รุนแรง ทั้งนี้ในส่วนที่สองในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากรนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราได้รับการถ่ายทอดความรู้จากสพฉ.และเราสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปถ่าย ทอดต่อได้อีกด้วย  เช่นโครงการอบรมครู ก อาสาฉุกเฉินชุมชน อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาเราภาคเอกชนต้องพบเจอคือปัญหาการจ่ายซองใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่กูชีพของรพ.เอกชน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้จะทำให้คนที่มีจิตอาสา มีอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงไป และทำให้คนที่เคยรักกันทะเลาะกันแบ่งแยกกลุ่มกัน ต้องฝากภาครัฐเข้าไปแก้ไขในเรื่องนี้ที่เรื้อรังกันมาหลายปีด้วย 
 
ตัวแทนจากมูลนิธิ ร่วมกตัญญูกล่าวว่า ทั้งนี้มูลนิธิของเราเองก็พยายามรณรงค์ไม่ให้มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ จะเป็นสาเหตุที่ทำให้การช่วยเหลือประชาชนผิดพลาดแทนที่จะส่งรพ.ใกล้ที่สุด แต่กลับไปส่งรพ.อื่นที่ไปรับเงินมาจะยิ่งทำให้อัตราการเสียชีวิตของประชาชน มีมากขึ้น ซึ่งเกือบทุกโรงพยาบาลเอกชนมีการจ่ายใต้โต๊ะแทบทั้งสิ้น เราพยายามไม่อยากให้เกิดปัญหาตรงส่วนนี้แต่ปัญหานี้แก้ได้อย่างยากลำบากมาก เราพยายามให้ความรู้และความเข้าใจกับอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ของเราทุกๆคน เพราะมันไม่ได้เสียแค่ตัวบุคคลแต่เสียทั้งองค์กรด้วย
 
“อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีภาคเอกชนนัดรวมตัวกันออกรถตู้พยาบาลไม่ติดตราสัญลักษณ์ เข้าไปนำผู้ป่วยไปส่งต่อยังโรงพยาบาลที่เขาไปรับงานนอก การทำแบนนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หากู้ป่วยที่ถูกส่งต่อมีชีวิตรอดปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเขาเสียชีวิตใครจะมารับผิดชอบในส่วนนี้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยจัดการและดูแลในเรื่องนี้โดยด่วนด้วย”ตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญูกล่าว
 
นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์  นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม กล่าวว่า  การจัดการในส่วนของการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่น ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มักกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองเป็นหลัก ขณะที่เขตรอบเมืองท้องถิ่นยังครอบคลุมน้อยมาก ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าทั้งถิ่นเช่น อบต.มีข้อจำกัดในหลายๆเรื่อง ทั้ง งบประมาณ บุคคลากร อีกทั้งยังมีเรื่องที่ต้องทำที่ต้องพัฒนาท้องถิ่นอีกหลายเรื่อง ทำให้บางท้องถิ่นมีการมองข้ามเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินไป อย่างเรื่องงบประมาณ อาจมีความกังวลถ้าทำไปแล้วอาจถูกตรวจสอบโดนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ทำการเรียกเงินคืนได้  นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับนายกฯอบต.แต่ละท้องที่ด้วยว่า ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่  แต่โดยรวมแล้ว ยืนยันว่าท้องถิ่นทุกแห่งยังมีความจำเป็นในการจัดการเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน  เพราะนอกจากคนท้องถิ่นที่จะได้ประโยชน์แล้ว คนนอกพื้นที่ ที่ต้องขับรถ นั่งโดยสารไปยังท้องที่ต่างๆ ก็ยังได้ประโยชน์หากเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย 
 
 นพ.กิตติศักดิ์กล่าวต่อว่าแม้การแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่นยังมีช่องว่าง ด้วยเหตุผลในหลายๆอย่าง แต่เราสามารถดำเนินการบริหารจัดการตรงนี้อย่างเป็นระบบได้ โดยอยากเสนอให้ ทางจังหวัดแต่ละแห่งเป็นแม่งาน และมาคิดต่อว่า การตั้งจุดบริการไว้ที่ไหน เพื่อให้มีการคลอบคลุมทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การที่จะนำส่งโรงพยาบาล หากมีบริเวณไหนทำการส่งผู้ป่วยเกิน 8 นาที จำเป็นต้องเพิ่มจุดบริการหรือไม่ เพื่อช่วยร่นเวลาให้น้อยลง ขณะที่อาสาสมัครก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกล เอาคนในพื้นที่ เพราะปัจจุบันนี้ คนในท้องถิ่นมีจิตอาสาที่สูงเพราะเห็นตัวอย่างทั้งจากดารานักแสดงมาเป็นอาสาสมัครกันจำนวนมากซึ่งทั้งหมดนี้ ทั้งโรงพยาบาล ท้องถิ่น  รวมถึงมูลนิธิ ต่างๆ ต้องมานั่งพูดคุยกัน ว่าจะตั้งจุดบริการที่ไหน เพื่อจะได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้ง100 เปอร์เซ็นต์ และให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ส่วนเรื่องสายด่วน  1669 ต้องยอมรับว่า ขณะนี้คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ ยังเข้าไม่ถึง  เพราะด้วยตัวเลขที่จำยาก เป็นไปได้หรือไม่ ที่ควรมีหมายเลขเดียวเหมือนเช่นในต่างประเทศ เพื่อที่จะให้ประชาชนไม่เกิดความสับสน สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย  ส่วนการอบรมเพื่อพัฒนาคน เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน นอกจากเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ควรเพิ่มเนื้อหาอย่างอื่นไปด้วยหรือไม่เช่น การรู้เท่าทันภัยพิบัติที่ไม่เคยเจอ เช่น สารเคมี สารมีพิษเป็นต้น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์