รวมคำเบิกความทหาร เผยฉากยิงโต้ ‘ชายชุดดำ’ ใกล้วัดปทุมฯ ยันกระสุนไม่โดนใคร

 

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 56 ห้อง 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนการเสียชีวิตของ อัฐชัย ชุมจันทร์, มงคล เข็มทอง, รพ สุขสถิต, น.ส.กมลเกด ฮัคอาด และ อัครเดช ขันแก้ว ซึ่งเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ทหารคนที่ 1 – พื้นราบ
ร.ท.พิษณุ ทัสแก้ว พยานคนแรกให้การว่า เป็นทหารสังกัดกองพันทหาร ราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เวลา 3.00 น. พยานได้รับคำสั่งจาก พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับบัญชาของพยานให้จัดกองกำลังร่วมกับตำรวจเพื่อกระชับพื้นที่ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่บริเวณแยกปทุมวัน ต่อมาช่วงเช้าพยานได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมออกมาจากสี่แยกราชประสงค์โดยแจ้งว่าทหารร่วมมือกับตำรวจจัดรถโดยสารรอรับผู้ชุมนุมอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติ เวลา 13.00 น. ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม มีผู้ชุมนุม นปช. 300-400 คนทยอยเดินออกจากที่ชุมนุมมาที่สนามกีฬาแห่งชาติซึ่งพยานประจำการอยู่ หลังจากที่ผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ทยอยมาจนหมดก็เริ่มมีกลุ่มควันมาจากสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากจุดไหน ต่อมามีรถดับเพลิงหลายคันเข้าไปช่วยดับเพลิงในบริเวณดังกล่าว แต่เข้าไปได้เพียง 30 นาทีก็ต้องถอนตัวออกมา เพราะถูกยิง ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้พยานจัดกองกำลังคุ้มกันรถดับเพลิง พยานมียศนายสิบจึงใช้ปืนเล็กยาว ทราโว่ 50 ส่วนพลทหารใช้ปืนลูกซองยาว พยานได้รับกระสุนปืน 5.56 มิลลิเมตร หัวทองแดง ไม่มีสี 1 กล่องจำนวน 20 นัด

ร.ท.พิษณุ ให้การต่อว่า เวลาประมาณ 17.30 น. พยานเคลื่อนกำลังไปยังโรงภาพยนตร์สยาม ทาง ถ.พระราม 1 เพื่อคุ้มกันรถดับเพลิงที่เข้าไปดับเพลิง โดยแบ่งกองกำลังออกเป็น 4 ชุดย่อย ชุดละ 7 คน รวมทั้งสิ้น 28 คน ดูแลฝั่งซ้าย-ขวาของถนน พยานดูแลอยู่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นฝั่งด้านหน้าห้างสยามพารากอนและห้างสยามดิสคัพเวอรี่และเห็นมีกองยางรถยนต์วางขวางอยู่บนถนน นอกจากนี้บนฟุตบาทยังมีเต็นท์และสุขาของผู้ชุมนุมตั้งอยู่ระเกะระกะ การเคลื่อนกำลังจะเคลื่อนเป็นช่วงๆ ตามช่วงของตอหม้อรถไฟฟ้า BTS ระหว่างที่พยานเคลื่อนกำลัง พยานเห็นมีผู้ชุมนุม นปช. หลายคนทยอยเดินออกมาจากวัดปทุมวนารามเป็นครั้งๆ ครั้งละ 1-2 คน ทหารได้แจ้งว่าหากต้องการจะกลับต่างจังหวัดให้ไปที่สนามกีฬาแห่งชาติ ขณะเคลื่อนกำลังไปใกล้รถไฟฟ้า BTS  สถานีสยาม พบเห็นผู้ชาย 2 คนยืนอยู่บนเกาะกลางถนนใกล้กับป้ายรถไฟฟ้า BTS สถานีสยาม จึงตะโกนบอกว่าหากต้องการจะกลับต่างจังหวัดให้มาหาพยาน แต่ 1 ใน 2 คนนั้นใช้ปืน M16 ยิงมาที่พยาน พยานเคลื่อนกำลังตามผู้ชายทั้ง 2 ไปทางแยกเฉลิมเผ่า ผู้ชายที่มีปืนยิงปืนในลักษณะยิงไปถอยไป ระหว่างนั้นพยานเห็นมีรถยนต์ของผู้ชุมนุม นปช. 3 คันติดตั้งถังก๊าซ NGV จอดอยู่ริมถนนและมีถังก๊าซปิกนิกวางอยู่ใกล้ๆ ด้วยจึงหยุดตาม ผู้ชายที่มีปืนยิงใส่พยานโดยยิงโดนรางรถไฟฟ้า BTS และกระจกด้านหน้าห้างสยามพารากอน พยานจึงยิงเตือนไปที่แผงปูนกั้นซึ่งอยู่ด้านหน้าตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS จำนวน 10 นัดเพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับบัญชากำชับให้พยานปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังคือ เริ่มด้วยการใช้วาจา ตามด้วยการยิงไปในที่ที่ปลอดภัย หากหลีกเลี่ยงการยิงไม่ได้ให้ยิงร่างกายในส่วนที่ไม่ทำให้ทำให้เสียชีวิต ดังนั้นพยานจึงเลือกยิงไปที่วัตถุแทน การยิงดังกล่าวไม่ทำให้กระสุนแฉลบได้ แต่กระสุนจะฝังในคอนกรีตหรือไม่ก็แตกกระจาย ผู้ชายที่มีปืนยืนหลบอยู่หลังตอหม้อรถไฟฟ้า BTS เมื่อพยานหยุดยิงผู้ชายที่มีปืนโผล่ออกมา และยิงขึ้นไปด้านบนโดนร้านเซเว่นอีเลฟเว่นบนชานชาลาของรถไฟฟ้า BTS สถานีสยาม ผู้บังคับบัญชาของพยานได้จัดกองกำลังอีก 1 ชุดเดินอ้อมมาทางด้านขวาซึ่งพยานไม่ทราบในวัตถุประสงค์ หลังจากเสียงปืนสงบลง ผู้ชายที่มีปืนวิ่งหลบหนี ส่วนผู้ชายที่ไม่มีปืนวิ่งหลบหนีไปทาง ถ.อังรีดูนัง และเข้าไปหลบในกองพิสูจน์หลักฐาน ขณะนั้นพยานยืนห่างจากผู้ชายทั้ง 2 คนประมาณ 100 เมตร

เขากล่าวว่า ระหว่างนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ พยานเพิ่งมาทราบภายหลังว่า ผู้ชายคนดังกล่าวเป็นตำรวจ และตำรวจคนดังกล่าวเคยไปให้การในที่ประชุมของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่า พบเห็นชายชุดดำในเวลาและบริเวณดังกล่าว ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ถอนกำลังออกมายังลานจอดรถด้านข้างห้างสยามพารากอน เวลาประมาณ 20.00 น. ได้จัดกองกำลังเข้าไปรักษาความปลอดภัยให้กับรถดับเพลิงที่เข้าไปในโรงภาพยนตร์สยามอีกครั้ง กองกำลังของพยานมีการผลัดเปลี่ยนกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยจนถึงเวลา 9.00 น. ของวันรุ่งขึ้น (20 พ.ค. 53) ต่อมาถูกสั่งให้วางกำลังที่แยกเฉลิมเผ่าเพื่อรอทีมงานของ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มาตรวจสอบตอหม้อและบริเวณใกล้เคียงพบปลอกกระสุนและประทัดยักษ์จำนวนหนึ่ง

ร.ท.พิษณุ เบิกความต่อว่า วันที่ 20 พ.ค. 53 เวลา 20.00 น. กองกำลังของพยานจึงได้เข้าไปในวัดปทุมวนารามเพื่อตรวจค้นและพบกระสุน M79, ระเบิดขว้าง, ปืน  M79 และเสื้อสีดำจำนวนหนึ่ง ต่อมามีการแบ่งกองกำลังเป็น 2 ชุดเพื่อเฝ้าดูแลวัดปทุมวนารามตลอดทั้งคืน  วันที่ 21 พ.ค. 53 ได้เข้าไปตรวจค้นสิ่งปลูกสร้างภายในวัดปทุมวนารามอีกและพบปืน, สายกระสุนปืนกล M60 จำนวน 2 สายๆ ละ 100 นัด กองกำลังของพยานวางกำลังอยู่ในวัดปทุมวนารามจนถึงวันที่ 24 พ.ค. จึงส่งมอบพื้นที่คืนให้กับกรุงเทพมหานคร

ทนายความของญาติผู้เสียชีวิตได้ซักถามพยานเพิ่มเติมได้ความว่า ในวันดังกล่าวพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ถูกปิดกั้นจากฝ่ายทหาร ไม่มีบุคคลจากภายนอกเข้ามาได้ กองกำลังของพยานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 19 พ.ค. จนถึงเวลา 15.00 น.ผู้ชายที่ยิงปืนที่พยานอ้างถึงสวมกางเกงขาสั้น เสื้อสีเข้ม ไม่สวมหมวก ถือปืน M16 ยืนห่างจากพยานประมาณ 150 เมตร ส่วนผู้ชุมนุม นปช. ที่ทยอยเดินออกมาจากวัดปทุมวนารามมีการตรวจค้นทุกคน แต่ไม่พบอาวุธแต่อย่างใด ช่วงที่ผู้ชายที่มีปืนยิงขึ้นไปด้านบนจนโดนร้านเซเว่นอีเลฟเว่น พยานไม่ทราบว่ากองกำลังคุ้มกันของพยานที่อยู่ด้านบนอยู่ตรงจุดไหน และไม่ทราบว่าการเคลื่อนที่ของกองกำลังคุ้มกันของพยานเคลื่อนกำลังอย่างไร นอกจากนี้พยานยังไม่ทราบว่ามีการเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามในวันดังกล่าวด้วย เพิ่งทราบข่าวจากสถานีโทรทัศน์ในวันรุ่งขึ้น

นอกจากนี้กฎการใช้อาวุธมีการกำหนดระยะห่างจากเจ้าหน้าที่กับผู้ที่มีอาวุธในการใช้อาวุธที่ระยะ 30-50 เมตรเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจะสามารถใช้อาวุธตอบโต้ได้ ซึ่งทุกหน่วยงานต่างทราบคำสั่งนี้เป็นอย่างดี ปืนเล็กยาว ทราโว่ 50 ของพยานใช้กระสุนชนิด M855 ซึ่งสามารถใช้กับปืน M16 A2 ได้

พยานยืนยันว่า พยานยิงปืน 10 นัดและไม่มีผู้ใดยิงปืนไปที่แผงปูนกั้นซึ่งอยู่ด้านหน้าตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS อีก แต่จากรอยกระสุนบนแผงปูนกั้นซึ่งอยู่ด้านหน้าตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS เห็นได้ชัดว่า มีรอยกระสุนมากกว่า 10 นัด ปืนเล็กยาวทราโว 50 มีรัศมีการยิง 1,000 เมตร ซึ่งขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากวัดปทุมวนารามเพียง 300 เมตร แต่พยานยืนยันว่าบริเวณหน้าวัดปทุมวนารามมีสิ่งกีดขวาง เช่น เต็นท์, รถยนต์ จึงไม่น่ามีกระสุนเล็ดลอดไปได้ นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กระสุนที่ยิงโดนคอนกรีตจะฝังอยู่ในคอนกรีต กระสุนที่ยิงโดนเสาเหล็กจะทะลุออกไป กระสุนที่ยิงโดนพื้นจะบี้กับพื้น กระสุนจะต้องโดนของแข็งมากเท่านั้นจึงจะสามารถแฉลบได้และไม่สามารถระบุทิศทางของกระสุนที่แฉลบได้

ภายหลังการไต่สวน โชคชัย อ่างแก้ว ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์ว่า ทหารพยายามให้การในแนวทางว่า มีคนติดอาวุธอยู่ในวัดปทุมวนาราม ทั้งที่ผู้เสียชีวิตไม่มีผู้ใดมีอาวุธ อย่างไรก็ตาม เชื่อ กรมทหารราบที่ 31 กองพันทหารราบที่ 2 น่าจะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามมากที่สุด ขณะที่พยานรายนี้ให้การยอมรับว่า มีการยิงปืนจริง โดยที่ปากกระบอกปืนขนานไปกับพื้นถนนซึ่งขัดกับหลักความเป็นจริง เพราะรอยกระสุนบนแผงกั้นมีลักษณะเป็นมุมกด หากปากกระบอกปืนขนานไปกับพื้นไม่มีทางที่จะยิงแบบนั้นได้ อย่างไรก็ดี 5 ศพภายในวัดปทุมวนารามค่อนข้างชัดเจนว่า ถูกยิงมาจากรถไฟฟ้า BTS ขณะที่อัฐชัย ชุมจันทร์ หนึ่งในผู้เสียชีวิตถูกยิงเป็นแนวเส้นขนานกับพื้นด้านหน้าวัดปทุมวนาราม จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับทหารบนพื้นราบ แต่จากการไต่สวนที่ผ่านมาทหารพยายามไม่ยอมรับว่ากระสุนปืนสามารถแฉลบได้ ทั้งนี้ การไต่สวนน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ค. นี้และคำตัดสินน่าจะออกประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. นี้

 

 

ทหารคนที่ 2 – พื้นราบ

ส่วนวันที่ 28 ก.พ. 56 ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีการไต่สวนการเสียชีวิตของผู้เสียชีวิต 6 รายที่วัดปทุมเช่นเดียวกัน ได้แก่ อัฐชัย ชุมจันทร์, มงคล เข็มทอง, รพ สุขสถิต, กมลเกด ฮัคอาด และ อัครเดช ขันแก้ว ซึ่งเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53

ช่วงเช้า พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ให้การว่า เดือน เม.ย. 53 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชากรมทหารราบที่ 31 กองพันทหารราบที่ 2 กองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อดูแลรักษาความสงบการชุมนุมของ นปช. ที่สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 พ.ค. 53 ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการให้ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ โดยกองร้อยของพยานและกองร้อยตำรวจจาก จ.ชลบุรี, จ.จันทบุรี และ จ.ตราด รวมตัวกันที่แยกปทุมวัน เมื่อเวลา 3.00 น. เพื่อรอคำสั่ง ต่อมาจึงใช้รถขยายเสียงประกาศให้ผู้ชุมนุมออกมาจากสี่แยกราชประสงค์และสยามสแควร์เพื่อมาขึ้นรถโดยสารที่จัดเตรียมไว้ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แต่ไม่มีผู้ชุมนุมคนใดออกมา พยานคิดว่าอาจเป็นเพราะเวลานั้นผู้ชุมนุมยังไม่เลิกชุมนุม หรือเพราะความกลัวของผู้ชุมนุมต่อทหาร

เขาเบิกความว่า เวลา 13.30 น. หลังแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมจึงมีผู้ชุมนุม 300-400 คนมาขึ้นรถโดยสาร พยานสงสัยสาเหตุที่มีผู้ชุมนุมเดินทางมาขึ้นรถโดยสารน้อยอาจเป็นเพราะผู้ชุมนุมกลัวถูกทหารทำร้ายหรือถูกจับกุม เมื่อพยานตรวจค้นผู้ชุมนุมก็พบว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนขโมยเครื่องเพชรออกมาจึงจับกุมผู้ชุมนุมเหล่านั้นส่งให้ สน.ปทุมวัน ดำเนินคดี เวลา 15.00 น. พยานเห็นเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ จึงสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานไปดู ต่อมาพยานได้รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เข้าไปดับเพลิงในโรงภาพยนตร์สยามถูกผู้ชุมนุม นปช. ยิง จึงรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาของพยาน ผู้บัญชาการจึงมีคำสั่งให้พยานจัดชุดทหารเพื่อคุ้มครองรถดับเพลิงที่จะเข้าไปดับเพลิงโรงภาพยนตร์สยาม ซึ่งอยู่ในบริเวณสยามสแควร์ พยานจึงจัดชุดรบพิเศษ 1 ชุดเพื่อคุ้มครองรถดับเพลิง

เมื่อชุดรบพิเศษเดินทางเข้าไปตาม ถ.พระราม 1 จึงพบกองยางรถยนต์วางเป็นแนว มีลักษณะสูง มีไม้ไผ่แหลมปักโดยรอบขวางถนน 3 แนว ขณะที่ 2 ข้างถนนมีเต็นท์หลายหลัง โดยในแต่ละเต็นท์มีสิ่งของ เช่น อาหารอยู่ด้วย พยานรับทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า อาจมีการวางกับระเบิดในกองยางรถยนต์ จึงสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาระวังตัว เมื่อชุดรบพิเศษของพยานเดินผ่านกองยางรถยนต์กองที่ 1 พวกเขาถูกกลุ่มชายติดอาวุธยิงในระยะประมาณ 50 เมตร โดยกลุ่มชายดังกล่าวหลบอยู่หลังตอหม้อใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ พวกเขาจึงยิงตอบโต้ไปที่ตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS จนทำให้กลุ่มชายดังกล่าวหลบหนีไป เมื่อพยานได้รับรายงานจากพวกเขาจึงสั่งให้ถอนกำลังออกมา สาเหตุที่ทหารใต้บังคับบัญชายิงที่ตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS เพราะพยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานได้รับการฝึกไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน หากทหารใต้บังคับบัญชาของพยานยิงกลุ่มชายติดอาวุธดังกล่าวจนเสียชีวิต พวกเราก็จะถูกกล่าวหาว่า สังหารประชาชน นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ทหารใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด หลังจากที่สั่งให้พวกเขาถอนกำลังออกมาประมาณ 10 นาทีก็ยังไม่ออกมา พยานจึงเข้าไปดูและพบพวกเขากำลังเดินสวนออกมา เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่พวกเขาออกมาช้าก็ได้รับคำชี้แจงว่า ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานบางคนทำปืนตกลงไปในท่อระบายน้ำ แต่ไม่สามารถเก็บกู้ได้ จึงทำให้เสียเวลา ปืนกระบอกดังกล่าวได้รับการเก็บกู้คืนจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในเวลาต่อมา

พ.ท.ยอดอาวุธ เบิกความต่อว่า หลังจากการถอนกำลังออกมา พยานได้จัดกองร้อยใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 2 กองร้อย และเคลื่อนกำลังเข้าไปอีกครั้ง ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานบางคนมีอาวุธปืนเล็กยาว 50 ทราโว ส่วนบางคนมีปืนลูกซอง พยานสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานอย่ายิงใครพร่ำเพรื่อ ให้ยิงได้เฉพาะผู้ชุมนุมที่มีอาวุธและยิงให้บุคคลนั้นล้มลงเท่านั้น ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานบางส่วนขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้า BTS เพื่อคุ้มกันทหารที่อยู่ด้านล่าง เมื่อพยานเดินเข้าไปใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีสยามก็ได้รับแจ้งว่า มีการยิงจากแยกเฉลิมเผ่ามาที่แยกปทุมวัน พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและได้รับแจ้งว่ามีชายติดอาวุธหลบอยู่ตามเต็นท์และตอหม้อรถไฟฟ้า BTS นอกจากนี้ยังมีการขว้างระเบิดด้วย

พยานเบิกความอีกว่า เวลาเกือบ 18.00 น. มีผู้ยิงปืนจากด้านล่างกระทบคานของรถไฟฟ้า BTS ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานจึงยิงตอบโต้ไปที่ตอหม้อบริเวณแยกเฉลิมเผ่า ต่อมาพยานเดินข้ามถนนไปฝั่ง ธ.กรุงเทพ สาขาสยามสแควร์ และเห็นว่ามีรถบรรทุก 3 คันจอดอยู่ริมถนน รถบรรทุกบางคันมีถังก๊าซ NGV และมีถังก๊าซปิคนิควางอยู่ใกล้ๆ ทราบข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า อาจมีคาร์บอมบ์ จึงวิทยุไปรายงานกับผู้บังคับบัญชา ระหว่างนั้นทหารใต้บังคับบัญชาควบคุมตัวผู้ชาย 2 คนและเด็กผู้ชาย 1 คน เมื่อตรวจค้นย่ามพบระเบิดขว้างจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบผู้ต้องสงสัยอีก 2 คนจึงส่งตัวไป สน.ปทุมวัน

สำหรับชายติดอาวุธหลบอยู่ในโรงภาพยนตร์สยาม และหลบหนีไปทาง ถ.อังรรีดูนัง พยานเห็นว่า ชายติดอาวุธเหล่านั้นอาจใช้ยุทธวิธีรบไปถอยไปเพื่อหลอกให้พวกเราเข้าไปติดกับ อีกทั้งเวลานั้นก็มืดและไม่มีแสงไฟฟ้า พยานจึงสั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชาถอนตัวมาที่รถไฟฟ้า BTS สถานีสยาม การปฏิบัติการในครั้งนี้มีนักข่าวฝรั่งเศสร่วมติดตามไปด้วย
หลังจากนั้นพยานได้รับคำสั่งให้จัดรถพยาบาลทหารเข้าไปรับผู้บาดเจ็บในวัดปทุมวนาราม แต่พยานเกรงผู้ชุมนุมกลัว จึงไม่ได้ส่งรถพยาบาลทหารเข้าไป เวลา 22.00 น. จึงมีรถพยาบาลของ รพ.ตำรวจ เข้าไปรับผู้ได้รับบาดเจ็บแทน โดย 1 ในผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนักข่าวแคนาดา

พ.ท.ยอดอาวุธ กล่าวต่อว่า วันรุ่งขึ้น (20 พ.ค. 53) เวลา 6.00 น. พยานได้รับคำสั่งให้นำทหารใต้บังคับบัญชาเข้าไปในวัดปทุมวนารามเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยก่อนส่งมอบให้กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไปก็ได้รับแจ้งให้ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่ก่อน เพราะยังมีผู้ชุมนุมจำนวนมากอยู่ภายในวัดปทุมวนาราม พยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานยืนรออยู่ที่แยกเฉลิมเผ่า เมื่อตรวจค้นพื้นที่แยกเฉลิมเผ่าก็พบระเบิด, กระสุนปืน, น้ำมัน และระเบิดปิงปองซ่อนอยู่ใต้ตอหม้อรถไฟฟ้า BTS ส่วนรถบรรทุกต้องสงสัย 3 คันยังคงจอดอยู่ พยานจึงเรียกหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้ามาตรวจสอบ ระหว่างนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งอายุราว 25 ปี เดินออกจากวัดปทุมวนารามเข้ามาหาพยาน และร้องขอให้พยานถอนกองกำลังออกจากรางรถไฟฟ้า BTS ผู้ชายคนดังกล่าวอ้างว่า เขาเป็นแกนนำผู้ชุมนุมภายในวัดปทุมวนาราม แต่เมื่อพยานขอดูบัตรประชาชนผู้ชายคนดังกล่าวกลับวิ่งหลบหนีเข้าไปภายในวัดปทุมวนาราม หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังออกมาจากวัดปทุมวนาราม ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานจึงยิงปืนไปที่ตอหม้อรถไฟฟ้า BTS เพื่อข่มขู่

เวลาประมาณ 13.00 น. พยานขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเพื่อเข้าไปในวัดปทุมวนาราม แต่เวลานั้นมีผู้ชุมนุมและรถยนต์จำนวนมากกำลังออกจากวัดปทุมวนาราม พยานจึงเดินขึ้นไปทางเซ็นทรัลเวิลด์ และเห็นรถยนต์จำนวนมากอยู่ริมถนน เวลาประมาณ 15.00 น. พยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานเข้าไปในวัดปทุมวนาราม พยานเดินเข้าไปหาเจ้าอาวาสที่ห้องพักแต่ไม่พบ ทหารเข้าตรวจพื้นที่รอบวัดปทุมวนารามพบกระเป๋า 3 ใบใต้พุ่มไม้ข้างที่จอดรถใกล้กับกุฏิของเจ้าอาวาส ภายในพบกระสุนปืน M79, ระเบิดขว้าง และเครื่องยิงลูกกระสุน เมื่อได้พบกับเจ้าอาวาสจึงขออนุญาตตรวจค้นภายในวัด เมื่อตรวจค้นรถยนต์ที่ยังคงจอดอยู่ภายในวัดปทุมวนารามก็พบเครื่องเพชรและปืนอยู่ในรถยนต์หลายคัน การตรวจค้นครั้งนี้มีสื่อมวลชน ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นและพระสงฆ์ร่วมสังเกตการณ์

พ.ท.ยอดอาวุธ กล่าวว่า วันรุ่งขึ้น 21 พ.ค. 53 พยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานเข้าตรวจค้นรถยนต์ภายในวัดปทุมวนารามที่เหลืออยู่และพบระเบิดเพลิง ระเบิดปิงปอง นอกจากนี้ยังพบถุงหลายใบฝังอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้กุฏิพระสงฆ์ ภายในพบปืน M16 2 กระบอก, กระสุนปืน M16 กว่า 100 นัด และระเบิดขว้าง 2 ลูกอีกด้วย อาวุธที่พบทั้งหมดถูกรวบรวมไว้เพื่อส่งให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ .) ในเวลาต่อมา ต่อมาทหารใต้บังคับบัญชาของพยานพบผู้ชุมนุม 3 คนหลบอยู่ภายในกุฏิพระหลังหนึ่งจึงเรียกมาคุย โดยพยานเสนอให้พวกเขางมบ่อน้ำภายในวัดปทุมวนารามเพื่อค้นหาอาวุธที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในบ่อน้ำ เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี เมื่อพวกเขางมบ่อน้ำก็พบกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง ก่อนที่พยานจะปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้ง 3 คน นักข่าวคนหนึ่งแจ้งกับพยานว่า ผู้ชุมนุม 1 ใน 3 คนนี้เป็นผู้ที่บุกรุกเข้าไปใน รพ.จุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 53 พยานจึงควบคุมตัวผู้ชุมนุมคนดังกล่าวส่ง สน.ปทุมวัน และวันรุ่งขึ้น (22 พ.ค. 53) พยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานตรวจค้นพื้นที่สยามสแควร์ และพบระเบิดจำนวนมาก

ทนายความญาติผู้เสียชีวิตซักถามพยานต่อ โดยพยานชี้แจงว่า พยานเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งขึ้นตรงต่อ ศอฉ. พยานควบคุมกองกำลัง 3 กองร้อย โดยในช่วงแรกกองกำลังของพยานมีเพียงโล่/กระบอง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นปืนลูกซอง/ปืน เล็กยาว 50 ทราโว่ กองกำลังของพยานมีปืนเล็กยาว 50 ทราโว่อยู่ 40-50 กระบอก ซึ่งใช้กระสุนแบบ M855 สามารถยิงได้ไกลสูงสุด 1,000 เมตร ในวันที่ 19 พ.ค. 53 พยานได้รับคำสั่งให้กระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ แต่ไม่ทราบแผนปฏิบัติการณ์ทั้งหมดของ ศอฉ. และไม่ทราบว่าเหตุใด ศอฉ. จึงต้องกระชับพื้นที่ในวันนั้น ในส่วนของผู้ชุมนุมนั้นเริ่มทยอยออกจากสี่แยกราชประสงค์ภายหลังจากแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม ซึ่งขณะนั้นกองกำลังของพยานยังคงอยู่ที่แยกปทุมวัน ผู้ชุมนุมบางส่วนเดินผ่านกองยางรถยนต์มาขึ้นรถโดยสาร ขณะนั้นทหารใต้บังคับบัญชาแจ้งพยานว่า ยังมีผู้ชุมนุมหลบอยู่ภายในวัดปทุมวนารามจำนวนมาก พยานทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมก่อนวันที่ 19 พ.ค. 53 จำนวนหนึ่ง และทราบข่าวมีการปะทะกันระหว่างคนติดอาวุธและเจ้าหน้ารัฐจนมีผู้เสียชีวิต

เขาระบุด้วยว่า ในวันที่ 19 พ.ค. 53 พยานจัดกองกำลังเข้าไป ถ.พระราม 1 ภายหลังจากที่ทราบว่า เกิดเพลิงไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้พยานยอมรับว่ามีทหารใต้บังคับบัญชาของพยานบางส่วนขึ้นไปอยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS แต่ขณะนั้นพยานอยู่ด้านล่าง พยานแบ่งกองกำลังออกเป็น 2 ส่วนโดยเดินเลียบไปตาม 2 ฟาก ถ.พระราม 1 เมื่อทหารใต้บังคับบัญชาของพยานพบคนติดอาวุธที่แยกเฉลิมเผ่า พวกเขายิงปืนเป็นแนวราบไปที่ตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS หลังจากนั้นพวกเขาเข้าไปตรวจสอบว่า มีบุคคลใดซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนั้นอีกหรือไม่ ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานไม่ได้เก็บปอกกระสุนที่ยิงออกไปแต่อย่างใด การยิงปะทะกันเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ กินระยะเวลาประมาณ 40 นาที ตั้งแต่ 17.30-18.30 น. มีคนติดอาวุธ 3 คน โดยแต่ละคนมีปืนคนละ 1 กระบอก และมีการขว้างระเบิดออกมาด้วย ในที่เกิดเหตุไม่พบกองเลือดแต่อย่างใด สาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจับกุมคนติดอาวุธเหล่านั้นได้ เพราะพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยและมีรถยนต์จอดกีดขวางเป็นจำนวนมาก พยานได้วิทยุคุยกับทหารใต้บังคับบัญชาของพยานที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS ซึ่งแจ้งว่า เห็นคนติดอาวุธหลบอยู่ใต้ตอหม้อรถไฟฟ้า BTS ขณะนั้นพยานไม่ทราบว่าทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS กำลังทำอะไร และไม่ทราบว่า มีทหารจากหน่วยอื่นเข้ามาในพื้นที่หรือไม่ ส่วนในวันที่ 19-22 พ.ค. 53 ทหารควบคุมพื้นที่แยกราชประสงค์ทั้งหมด ผู้ใดที่ต้องการเข้า/ออกพื้นที่ต้องขออนุญาตจากทหาร แม้แต่ตำรวจก็ต้องขออนุญาต แต่ประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นสามารถเข้า/ออกได้ตามปกติ กระสุนที่งมพบในบ่อน้ำภายในวัดปทุมวนารามเป็นกระสุนปืน M60 ทั้งหมดเป็นของใหม่พร้อมใช้งาน ส่วนปืน M60 เป็นปืนที่มีใช้ในราชการทหาร

เขาตอบคำถามด้วยว่า วันที่ 19 พ.ค. 53 ตำรวจและพยาบาลเข้าไปช่วยพาผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บออกมาจากวัดปทุมวนาราม พยานไม่ทราบจำนวนผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุที่พยานไม่ส่งรถพยาบาลทหารเข้าไปรับผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บนั้นเพราะพยานเกรงจะถูกใส่ร้าย และไม่ทราบว่า มีคนร้ายซ่อนตัวอยู่ภายในวัดปทุมวนารามหรือไม่ แม้ว่าทหารจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่พยานก็ไม่ได้ห้ามการช่วยเหลือแต่อย่างใด

ส่วนการปฏิบัติการณ์ในวันนั้นทหารใต้บังคับบัญชาของพยานมีกระสุนปืนคนละ 20-30 นัด กระสุนปืนดังกล่าวไม่ได้มาจาก ศอฉ. แต่มาจากกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ หลังปฏิบัติการณ์ที่สี่แยกราชประสงค์ปืนเหล่านั้นก็ถูกนำไปฝึกต่อ ส่วนกองกำลังยังคงอยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS และถอนออกมาในวันที่ 20 พ.ค. 53 หลังวันที่ 20 พ.ย. 53 ไม่มีการยิงปืนใดๆ ส่วนพยานและทหารใต้บังคับบัญชาของพยานถอนออกจากการตรวจค้นพื้นที่วัดปทุมวนารามในวันที่ 23 พ.ค. 53

พ.ท.ยอดอาวุธระบุด้วยว่า การเคลื่อนที่ของทหารใต้บังคับบัญชาของพยานทั้งที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าและถนนด้านล่างสอดประสานกัน โดยทหารใต้บังคับบัญชาของพยานที่อยู่ด้านบนจะคอยระวังด้านล่าง มีการยิงปืนลงมาด้านล่างเพื่อระวังด้านล่างเท่านั้น พยานได้ยินเสียงปืนเป็นช่วงๆ โดยเป็นการยิงปืนไปที่ตอหม้อและคานของรถไฟฟ้า BTS คนติดอาวุธเหล่านั้นพยานไม่ทราบว่ามาจากทางไหน แต่พวกเขาไม่ได้วิ่งหลบหนีเข้าในวัดปทุมวนาราม พยานยอมรับว่า หน่วยรบพิเศษยังมีปืนพกอื่นอีกนอกจากปืนที่พวกเขาใช้กันอยู่ ทหารใต้บังคับบัญชาของพยานยิงปืนที่แยกเฉลิมเผ่าห่างจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติประมาณ 200-300 เมตร ซึ่งระยะดังกล่าวกระสุนปืนสามารถเข้าไปในวัดปทุมวนารามได้ ปืนเล็กยาว 50 ทราโว่หากยิงจากบนรางรถไฟฟ้า BTS ลงมาที่พื้นมีโอกาสที่จะแฉลบไปทิศทางอื่นได้

หลังไต่สวน ทหาร เจอ แม่น้องเกด

หลังการไต่สวนช่วงเช้าเสร็จ พ.ท.ยอดอาวุธ เดินทางกลับพร้อมกับทหารที่เข้าร่วมฟังการไต่สวนจำนวนหนึ่ง ระหว่างเดินออกจากศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ท.ยอดอาวุธ ได้พบกับ พะเยาว์ อัคฮาด ที่รออยู่ด้านล่าง ทั้งสองจึงพูดคุยกัน

พ.ท.ยอดอาวุธ แสดงความเสียใจต่อผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม แต่เขาเองก็ไม่เห็นด้วยที่ทหารถูกเพ็งเล็งจากกรณีนี้ และไม่อาจยืนยันว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ควรจะมองบุคคลอื่นด้วย เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงลอยนวล ด้านนางพะเยาว์แสดงความเชื่อมั่นว่า กระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์กรณีนี้ตามพยานหลักฐาน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างนำเสนอพยานหลักฐานของตนเอง ตนเองก็ต้องการพิสูจน์กรณีนี้ เพราะไม่เชื่อกรณีที่มีบางคนกล่าวหาว่า การเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามเกิดจากการยิงกันเองของผู้ชุมนุม
 

ทหาร คนที่ 3 – บนราง BTS
ช่วงบ่าย จ.ส.ท.วิทูรย์ อินทำ เบิกความว่าวันที่ 19 พ.ค. 53 เวลา 00.00 น. พยานได้เข้ามาประจำการณ์อยู่ในรถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ โดยเป็นทหารในกรมทหารราบที่ 31 กองพันทหารราบที่ 2 กองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ จนเวลา 11.00 น. มีการประกาศทางเครื่องกระจายเสียงเรียกให้ผู้ชุมนุมมาที่สนามกีฬาแห่งชาติ แต่ไม่มีผู้ชุมนุมคนใดมา

เวลา 15.00 น. พยานได้รับคำสั่งให้เข้าไปคุ้มกันการเคลียร์กองยางรถยนต์ที่ ถ.พระราม 1 เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าไปดับเพลิงที่โรงภาพยนตร์สยาม พยานขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้า BTS และพบมีถังบรรจุน้ำมัน, ขวดบรรจุน้ำมันซึ่งปากขวดมีผ้าชุบน้ำมันอุดอยู่วางอยู่บนพื้นชานชาลา ต่อมาได้ยินเสียงปืนจากแยกเฉลิมเผ่าห่างจากพยานประมาณ 60 เมตร โดยเสียงปืนดังกล่าวมีทิศทางมาหาพยาน พ.ท.ยอดอาวุธ จึงสั่งให้พยานถอนกำลังกลับไปที่รถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ หลังจากนั้น พ.ท.ยอดอาวุธ สั่งให้ปรับกำลังออกเป็น 2 กองร้อย เวลา 17.30 น. มีคำสั่งให้เฝ้าระวังรถดับเพลิงที่จะขับเข้าไปในพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยพยานเดินอยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS ชั้น 1 พยานมีปืนเล็กยาว M16 A2 พร้อมกระสุนกว่า 100 นัด เวลา 18.00 น. พยานเห็นกองยางรถยนต์ และตาข่ายเขียวอยู่บนพื้น ถ.พระราม 1 ส่วนบนรางรถไฟฟ้าพยานพบขวดบรรจุน้ำมัน และกล่องข้าวที่ทานเสร็จแล้ววางทิ้งไว้บนสถานีรถไฟฟ้า BTS

จ.ส.ท.วิทูรย์ กล่าวว่า พยานได้ยินเสียงปืนดังมาจากด้านล่าง ซึ่งมีทิศทางมาจากแยกเฉลิมเผ่า และได้ยินทหารร้องขอความช่วยเหลือ พ.ท.ยอดอาวุธ จึงสั่งให้พยานเคลื่อนที่ไปด้านหน้า พยานพบเห็นชายชุดดำอยู่บริเวณตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS แยกเฉลิมเผ่า ซึ่งกำลังยิงปืนไปที่ทหารที่อยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง พยานยิงปืนไปที่ตอหม้อของรถไฟฟ้า BTS โดยไม่โดนผู้ใด หลังจากนั้นชายชุดดำก็หลบหนีไป การยิงปืนดังกล่าวเป็นการใช้ดุลยพินิจตามกฎการใช้กำลัง ซึ่งเริ่มจากเบาไปหาหนัก พยานไม่ได้ติดตามชายชุดดำเหล่านั้นไป เพราะพยานมีหน้าที่เฝ้าระวังทหารที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นได้เคลื่อนที่ต่อไปจนถึงริมสระน้ำข้างวัดปทุมวนาราม และพบชายชุดดำ 4-5 คนหลบอยู่หลังรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้กับต้นไหม้ใหญ่ โดย 1 ในชายชุดดำนั้นยิงปืนมาที่พยาน พยานจึงก้มลงหลบอยู่ด้านหลังกำแพงของรางรถไฟฟ้า BTS พยานยิงปืนตอบโต้ไปที่ท้ายรถยนต์ 2 นัด โดยไม่โดนผู้ใด ชายชุดดำทั้งหมดวิ่งหลบหนีเข้าไปในวัดปทุมวนาราม

เขากล่าวต่อว่า ที่หน้าวัดปทุมวนารามมีรถยนต์จอดอยู่เป็นจำนวนมาก พยานเห็นผู้ชุมนุมหลบซ่อนอยู่ใต้รถยนต์ดังกล่าวประมาณ 20 คน พยานตะโกนเรียกคนเหล่านั้นให้ออกมาจากใต้ท้องรถยนต์ แต่ไม่มีใครยอมออกมา ระหว่างนั้นมีชายชุดดำ 1 คนเล็งปืน M16 มาที่พยาน พยานจึงยิงปืนไปที่พื้นถนนด้านนอกวัดปทุมวนาราม ห่างจากชายชุดดำคนนั้นประมาณ 1 เมตร ชายชุดดำคนดังกล่าวจึงวิ่งเลียบกำแพงหลบเข้าไปในวัดปทุมวนาราม แต่พยานไม่ได้ติดตามไป และตะโกนเรียกผู้ชุมนุมที่อยู่ใต้ท้องรถออกมาอีก ทหารบางคนยิงปืนขึ้นฟ้า 4 นัด โดยหันหัวปืนไปทางด้านเซ็นทรัลเวิลด์ หลังจากนั้นมีผู้ชุมนุม 4-5 คน ทั้งหมดเป็นผู้ชายคลานออกมาจากใต้ท้องรถยนต์ พยานจึงสั่งให้พวกเขาถอดเสื้อเพื่อตรวจค้น ทหารที่อยู่ด้านล่างตรวจค้นไม่พบอาวุธใดๆ แต่สังเกตเห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งมีรอยคล้ายเลือดที่เอว จึงเรียกให้ผู้ชุมนุมคนดังกล่าวไปรักษา แต่ผู้ชุมนุมคนดังกล่าววิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนาราม

หลังจากถอนกำลังกลับไปรถไฟฟ้า BTS สถานีสยาม พยานได้แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบว่า พยานยิงปืน 5 นัดไปที่ใดบ้าง แต่ยืนยันว่า ไม่โดนผู้ใด ระหว่างวันที่ 20-21 พ.ค. 53 พยานอยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS เพื่อรักษาความปลอดภัย และถอนกำลังออกจากพื้นที่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 53

ทนายความผู้ ร้องซักถามพยานต่อ โดยพยานยืนยันว่า พยานเป็นผู้ชำนาญการใช้อาวุธ ซึ่งปืน M16 A2 มีระยะการยิง 400-500 เมตร บริเวณที่พยานอยู่บนรางรถไฟฟ้า เป็นพื้นที่สูงข่ม สูงจากพื้นประมาณ 10 เมตร มุมที่พยานยืนอยู่มีต้นไม้ขนาดใหญ่บังอยู่จึงทำให้มองไม่เห็นภายในวัดปทุมวนาราม พยานยิงลงไปที่พื้นถนน ซึ่งเป็นพื้นคอนกรีตในลักษณะทำมุมก้มยิงมากกว่า 45 องศา กระสุนปืนเมื่อกระแทกพื้นจะแตกออก โดยพยานยิงปืนเข้าไปในวัดปทุมวนารามเพียง 2 นัด และไม่ทราบว่ามีผู้ใดยิงปืนเข้าไปในวัดปทุมวนารามหรือไม่ พยานเห็นมีทหารบนรางรถไฟฟ้า BTS vอีก 5 คนยิงปืนอยู่ พยานไม่ทราบชายชุดดำยิงโดนผู้ใดหรือไม่ แต่พยานได้ยินเสียงปืนอยู่ห่างจากพยานประมาณ 20-30 เมตร วันรุ่งขึ้น (20 พ.ค. 53) ไม่มีการยิงปืนเข้าไปในวัดปทุมวนารามอีก

จ.ส.ท.วิทูรย์ กล่าวว่า อยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS ตลอดจึงไม่รู้ว่า ด้านล่างมีทหารควบคุมพื้นที่หรือไม่ หากตั้งใจจะยิงผู้ชุมนุมในวัดปทุมวนารามสามารถยิงได้โดยง่าย เพราะอยู่ในระยะ 15-30 เมตรเท่านั้น แต่พยานก็ไม่ได้ยิงผู้ใด พยานยืนอยู่ในมุมที่มีต้นไม้ใหญ่บังอยู่จึงมองไม่เห็นผู้ชุมนุม/เต็นท์ที่อยู่ด้านหน้าของวัดปทุมวนาราม พยานเห็นแต่รถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าวัดปทุมวนารามเท่านั้น พยานไม่ได้เก็บปอกกระสุน เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเก็บ การเคลื่อนที่ของพยานจะเป็นลักษณะคู่ขนานกันระหว่างทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า BTS และทหารที่อยู่ด้านล่าง ตลอดเวลามีการสื่อสารกันเพื่อขอความช่วยเหลือ 1 ครั้งที่บริเวณรถไฟฟ้า BTS สถานีสยาม พยานได้ยิงเสียงปืนจากแยกเฉลิมเผ่ามายังทหารโดยได้ยินประปราย

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์