'ภิญโญ' ตอบ - หลัง 'จิตตนาถ' ออกบทความ 'ตอบโจทย์พ่องฯ'

จิตตนาถ ลิ้มทองกุล เขียนวิจารณ์ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ลั่นมีแต่เอเอสทีวีที่เดียวที่กล้าตอบโจทย์ให้สังคมไทยอย่างแท้จริง - 40 ส.ว. อภิปรายในสภาอัด 'ตอบโจทย์' แฝงล้มสถาบัน-สร้างแนวคิดอันตรายแก่เยาวชน และอาจเข้าข่าย ม.112 - ด้านภิญโญเขียนจดหมายตอบจิตตนาถ แท้จริงนั้นนุ่นนวลและอ่อนโยนกว่าข้อเขียนยิ่ง หวังจิบน้ำชา "รำลึกความหลัง"

จิตตนาถ ตอบโจทย์ ภิญโญ ระบุเหมาเจ๋อตงไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้เท่ากับในหลวง 

วันนี้ (18 มี.ค.) จิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ ได้เขียนบทความ "ตอบโจทย์ พ่อง(พ่อมึง)เหรอ!" ถึงนายภิญโญ ไตรสุริยธรรม ผู้ดำเนินรายการ "ตอบโจทย์ประเทศไทย" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จัดรายการตอน "สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ" ติดต่อกัน 4 วัน ก่อนที่จะมีการงดออกอากาศตอนสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดยมีรายละเอียดบทความของจิตตนาถ มีดังนี้

"บ่องตง (บอกตรงๆ) ผมไม่คิดว่าศิษย์เก่าเครือผู้จัดการอดีตเจ้าของหนังสือและสำนักพิมพ์ open ที่ถือว่ามีฝีไม้ลายมือเข้าขั้นจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นใหม่เมื่อราวสิบปีที่แล้ว เป็นรุ่นพี่ที่เคยรู้จักมักคุ้นอย่างคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา จะเป็นไปได้ขนาดนี้ กล่าวคือกระสันอยากจะให้มีการวิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยเสรี เป็นเป้าหมายหลักของชีวิต

ที่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะได้ติดตามผลงาน ข้อเขียน และการพยายามนำเสนอประเด็นนี้ของคุณภิญโญ และเครือข่ายนักคิดนักเขียนที่แตกตัวมาจากสำนักคิดนี้มาโดยตลอด อาทิ ปราบดา หยุ่น และพวกนักเขียนสุดแนวต่างๆ

ได้เห็นกระบวนชุดความคิดและภารกิจที่คนกลุ่มนี้ในการพยายามที่จะอ้างว่าเป็นกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้า โดยพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่นี้ให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย กับข้ออ้างว่าเป็นการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในระยะยาว ประมาณว่าถ้าสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเสรีจะทำให้ลดแรงกดดันที่สังคมมีต่อสถาบันได้ เป็นการเอาคำพูดในที่มืดมาถกเหตุผลกันในที่สว่าง

แนวคิดดังกล่าวของคุณภิญโญ และพรรคพวก ถึงแม้จะอ้างว่าเป็นความประสงค์ดี แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอกเด็กให้กินขนมหวานที่มีแต่สารพิษ เพราะปัญญาชน (ส้นตีน) เหล่านี้มีแต่ทฤษฎีบนโต๊ะชา ตามแบบบางประเทศทางตะวันตก แต่ไม่เคยมองป่าทั้งป่าซึ่งก็คือความเป็นจริงของสังคมไทยในแต่ละข้อดังนี้

ข้อแรก สังคมของประเทศตะวันตกเป็นสังคมที่ประชาชนมีคุณภาพการศึกษา และการเข้าถึงการศึกษา รวมถึงการกระจายรายได้ในภาพรวมมากกว่าสังคมไทย ประชาชนจึงไม่ตกเป็นเหยื่อการปลุกปั่นของนักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุนและนักวิชาเกินได้ง่ายเหมือนสังคมไทย

ข้อสอง สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยทั้งปวงมายาวนาน และพิสูจน์โดยประจักษ์แก่คนไทยทุกหมู่เหล่าแล้วว่าได้ทำงานเพื่อชาวไทยให้เห็นเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพกว่านักการเมืองยิ่งนัก คนไทยทุกภาคส่วนสัมผัสได้ มิใช่การยัดเยียดเพื่อสั่งให้ประชาชนรักหรือล้างสมองเหมือนชุดความคิดของกลุ่มซ้ายตกขอบ

กระทั่งมีคนกล่าวว่าสาเหตุที่คอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศไทยไม่ได้นั้น เพราะเหมาเจ๋อตงไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้เท่ากับในหลวง เมื่อเปรียบเทียบกัน พระองค์ท่านเสด็จไปพัฒนาทุกที่ ทั้งกันดารทั้งอันตราย อย่างยาวนานต่อเนื่องจนพระวรกายไม่สามารถตรากตรำได้อีกต่อไป

ที่สำคัญเมื่อบ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง สถาบันคือที่พึ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความเคารพ หากสถาบันอ่อนแอเป็นแค่สัญลักษณ์ ประเทศไทยอาจหลีกไม่พ้นสงครามกลางเมืองของคนไทยด้วยกันที่มีแนวคิดต่างกัน

ข้อสาม พิกัดของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหารและการขนส่ง โดยเฉพาะขุมทรัพย์ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ จึงทำให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มทุนมหาอำนาจ มีความพยายามที่จะแบ่งแยกอาณาเขตของประเทศออกไปจากเหตุผลที่กล่าวข้างตน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งเขมรและทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมมือกับกลุ่มทุนการเมืองในประเทศ

สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมใจให้คนไทยยังรักษาความเป็นชาตินิยมถือเป็นอุปสรรคของขบวนการเหล่านี้ ดังนั้นการรักษาไว้ซึ่งความผูกพันระหว่างสถาบันกับประชาชนคือการรักษาไว้ซึ่งประเทศชาติโดยแท้จริง

ข้อสี่ จากข้อสามจึงเห็นว่า สถาบันกษัตริย์ของไทยจึงไม่เป็นที่ต้องการของกลุ่มมหาอำนาจอีกต่อไป ดังนั้นจึงมีการปลุกผีขบวนการล้มล้างสถาบันให้ฟื้นคืนผ่านทางกลุ่มทุนการเมือง นักวิชาการ จัดตั้งขบวนการใต้ดินขึ้น ดังนั้นสถาบันกษัตริย์ของไทยจึงไม่อยู่ในสภาวะปกติดั่งเช่นประเทศทางตะวันตก หากแต่ถูกใส่ร้ายป้ายสี เพื่อล้มล้างดั่งที่ปรากฏ

ข้อห้า ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการล่มสลายของระบบทุนนิยมที่กำลังจะแสดงออกมา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตการณ์ไปได้ และจะกลายเป็นทฤษฎีที่ทั่วโลกนำไปใช้หลังจากระบบทุนนิยมสุดขั้วล่มสลาย

ทั้งห้าข้อที่กล่าวมาคือภาพรวมและความเป็นจริงที่นักคิดนักเขียนสำนักคุณภิญโญกับผองเพื่อนไม่เคยนึกถึง มีแต่เพียงมิติคิดแคบๆ ว่าการวิพากษ์สถาบันได้โดยเสรีเหมือนอังกฤษจะทำให้คนไทยมีเสรีภาพมากขึ้น และพยายามที่จะพูดถึงโมเดลของประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นโดยไม่ได้ดูที่ความแตกต่างของสถานการณ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ

ดังนั้นที่มาที่ไปในเบื้องลึกของรายการตอบโจทย์ตั้งแต่แรกจวบจนเทปสุดท้ายจึงไม่มีอะไรไปมากกว่าการสำเร็จความใคร่ในแนวคิดนี้ ผ่านทางทีวีสาธารณะเพื่อเป็นเครื่องมือผลักดันให้ชุดความคิดตนเองเกิดประสิทธิผล การจับประเด็นทางการเมืองเรื่องต่างๆ มาออกอากาศถือเป็นการแวะพักผ่อนข้างทางเท่านั้น แต่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงก็มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว

ที่น่าสมเพชกลับพยายามที่จะโชว์ความอาร์ตผ่านเพจตัวเองว่าทีมงานจะขอยุติบทบาทตัวเองเพราะโดนแทรกแซงจากทางสถานี ซึ่งถือว่าเป็นทีวีสาธารณะ

การพยายามสร้างภาพในครั้งนี้ ไม่สามารถเทียบได้กับกรณีละครเหนือเมฆ 2 ที่ช่อง 3 สั่งปลดกลางอากาศเพื่อเอาใจกลุ่มทุนการเมืองได้ เพราะละครเหนือเมฆมิได้กระทบความมั่นคงอันใดนอกจากไปแทงใจเจ้าของทุนการเมืองและบริวาร ซึ่งก็ไม่เคยเห็นรายการตอบโจทย์จะหาคำตอบเรื่องนี้ให้กับสังคมได้แต่อย่างใด ในทางกลับกันเนื้อหาของรายการตอบโจทย์นอกจากจะกระทบในเรื่องความมั่นคงของชาติ ดังที่อธิบายมาข้างต้นแล้วยังกระทบจิตใจคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย

ถ้าจะเอาเรื่องเสรีภาพของคนไทยทั้งประเทศผ่านระบอบประชาธิปไตยมาอ้าง ก็อยากจะให้คุณภิญโญและพวกสำเหนียกกันบ้างว่า คนไทยทั้งประเทศ (ยกเว้นพวกคุณและสาวกของกลุ่มทุนสามานย์) ไม่มีใครต้องการให้สถาบันอันเป็นศูนย์รวมจิตใจถูกวิพากษ์วิจารณ์ใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่เป็นธรรม ผ่านการแก้กฎหมายมาตรา 112 นี่คือเสรีภาพและฉันทามติของคนไทยในเรื่องนี้ที่ตกผลึกแล้ว

วัดได้ง่ายๆ จากดัชนีความสุขของคนไทยพุ่งขึ้นทุกครั้ง เสียงทรงพระเจริญที่กึกก้องไปทั่วของพสกนิกรเมื่อได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือเวลาที่คนไทยทราบข่าวจากสำนักพระราชวังถึงพระอาการที่แข็งแรงขึ้นจากการที่ทรงพระประชวร

การที่คุณภิญโญมักจะเอาโมเดลของต่างประเทศมาเปรียบเทียบแต่คุณภิญโญไม่เคยเอากรณีของประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีเสรีภาพสุดโต่งอย่างสหรัฐอเมริกาที่ชาวอเมริกันที่กล่าวอาฆาตมาดร้ายประธานาธิบดีของเขาผ่านอินเทอร์เน็ตยังต้องติดคุก

คนทั่วไปมีกฎหมายหมิ่นประมาทเป็นเกราะป้องกันเมื่อตนเองเชื่อว่าถูกกล่าวให้ร้าย ซึ่งปัจจุบันก็มีการฟ้องหมิ่นประมาทกันดาษดื่น แต่สถาบันไม่อยู่ในสถานะที่จะปกป้องตัวเองได้

เปรียบเทียบกันชัดๆ ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับ นช.ทักษิณ ชินวัตร กรณีที่ถูกบุคคลอื่นพาดพิงถึง จะเห็นว่า นช.ทักษิณ ทั้งๆ ที่หนีคดี ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของศาลไทยแต่กลับมอบอำนาจให้ทีมทนายไล่ฟ้องหมิ่นประมาทคนที่พาดพิงถึงตนไปทั่ว ตรงกันข้ามกับสถาบันกษัตริย์ที่หาใช่เรื่องจะให้สำนักพระราชวังไล่ฟ้องพสกนิกรของพระองค์เองหากพระองค์ถูกกล่าวให้ร้าย ดังนั้นกฎหมายมาตรา 112 จึงเป็นกฎหมายที่ป้องกันพระองค์ท่านไม่ให้ถูกล่วงละเมิดอย่างยุติธรรมที่สุด

จากประวัติศาสตร์เราจะเห็นการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ผ่านหลายยุคสมัยมาตลอด ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ช่องว่างของชนชั้นของคนไทยแคบลง อาทิ ร.5 ทรงเลิกทาส ร.7พระราชทานรัฐธรรมนูญ ร.9 รัชกาลปัจจุบันทรงช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของคนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้กล่าวมาแล้ว แนวคิดการแก้กฎหมาย ม.112 จึงไม่ได้เป็นการแก้ให้ช่องว่างในสังคมไทยแคบลงแม้แต่น้อย

การกล่าวอ้างว่ายอมโดนด่าในการเอาเรื่องที่คนวิจารณ์สถาบันในที่มืดมาสู่ที่สว่างนั้น เอาเข้าจริงยุคปัจจุบันก็ได้มีการทำกันอย่างกว้างขวางของภาคประชาชนในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งมีการใช้กันในวงกว้างของสังคมไทยอยู่แล้ว มีการกล่าวถึงคุณูปการ คำสอนและปรัชญาที่พระองค์ท่านได้พระราชทานให้พสกนิกรไทย หักล้างการใส่ร้ายป้ายสีของขบวนการล้มเจ้าและกลุ่มทุนการเมืองด้วยเหตุด้วยผล

นอกจากนี้ยังได้ปรากฏภาพถ่ายส่วนพระองค์ในอิริยาบถที่ผ่อนคลายในมุมต่างๆ ที่ทุกคนล้วนรู้สึกว่าจับต้องได้ ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดกับสถาบันยิ่งขึ้น ในความเห็นของผม ประเทศไทยจะมั่นคง แข็งแรง ประชาชนและสถาบันจะต้องใกล้ชิดกัน ส่วนพวกที่จะต้องกันออกไปคือนักการเมือง กลุ่มทุน กลุ่มข้าราชการเจ้าขุนมูลนายเทคโนแครตทั้งหลาย เพราะพวกที่ขนาบกลางเหล่านี้ต่างหากคือตัวปัญหา เพราะคอยหาประโยชน์จากทั้งเจ้าและประชาชน

ในส่วนของการวิพากย์อย่างเป็นทางการนั้น ข้อมูลบรรยายการพิจารณาคดีหมิ่นสถาบันของศาลก็มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน และเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ทางสาธารณะอยู่แล้ว มิใช่ข้อมูลลับที่เข้าถึงมิได้แต่อย่างใด ซึ่งหัวใจหลักที่ศาลนำมาพิจารณาคดีคือเรื่องของเจตนาว่าเป็นเจตนาเพื่อแสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือเรียกร้องให้มีการพิทักษ์ปกป้องสถาบันหรือไม่ อย่างไร จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้จึงเป็นเพียงข้ออ้างของพวกที่ต้องการโจมตีสถาบันโดยไม่ต้องติดคุกก็เท่านั้น

ที่เขียนมาผมไม่ได้กล่าวหาว่าคุณภิญโญมีแนวคิดล้มเจ้าแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับคนที่มีทัศนคติอาฆาตมาตรร้ายต่อสถาบันอย่างจักรภพ เพ็ญแข สมยศ พฤกษาเกษมสุข หรือคนที่คอยย้ำทำในโทนที่ค่อนข้างชัดอย่าง สมศักดิ์ เจียม หรือปากว่าตาขยิบแอบให้ท้ายตัวพ่อ อย่างทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ชัดเจนว่าคุณภิญโญชงให้กลุ่มคนที่มีชุดความคิดเหล่านี้ตบลูกผ่านวาทกรรมสวยหรูโดยไม่ดูความเป็นจริง

ท้ายสุดนี้ นอกจากที่ผมจะเสียดายคนที่มีคุณภาพอย่างคุณภิญโญจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้แล้ว ยังเสียดายชื่อรายการ ตอบโจทย์ ที่คุณภิญโญเป็นพิธีกรด้วยว่าไม่เคยจะตอบโจทย์ที่แท้จริงว่าสังคมไทยกำลังมีวิกฤตเรื่องอะไร เราควรจะแก้ปัญหาที่ถูกต้องกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมันแพง วิกฤตชายแดนเขมรที่เรามีความเสี่ยงสูงที่จะเสียพื้นที่อีกราว 2 ล้านไร่ในอนาคตอันใกล้ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และทฤษฎีสมคบคิดของทุนการเมืองในการยกระดับนครปัตตานีเพื่อผลประโยชน์พลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญวิกฤตนักการเมืองไทยที่ไร้คุณภาพและขายชาติ

ด้วยความเคารพถ้าคุณภิญโญไม่จะคิดจะทำเรื่องเหล่านี้ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยละก็ ผมเห็นด้วยครับที่จะยุติรายการที่ดีแต่ชื่อนี้เสีย ส่วนปัญหาใหญ่ของประเทศเหล่านี้ผมกล้าพูดอย่างไม่อายใครและภาคภูมิใจว่ามีแต่เอเอสทีวีที่เดียวที่กล้าตอบโจทย์ให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตอบโจทย์พ่อง (พ่อมึง) อย่างบางรายการที่สนองตัณหาของใครบางคน..."

 

"ภิญโญ" เชื่อ "จิตตนาถ" จัดให้นุ่มนวลแล้วเมื่อเทียบกับที่เขียนถึงคนอื่น หวังจิบชารำลึกความหลัง

ต่อมาในเพจ "ตอบโจทย์ประเทศไทย" มีการโพสต์บทความ "จิตตนาถ ลิ้มทองกุล ที่ผมรู้จัก" ลงชื่อท้ายบทความว่า "ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อดีตบรรณาธิการนิตยสาร OPEN" ใช้ภาพประกอบดัดแปลงจากใบปิดหนังของภาพยนตร์ Stand By Me โดยมีรายละเอียดดังนี้

สืบเนื่องจากบทความของคุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ที่ลงในเว็บไซต์ผู้จัดการในวันนี้ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ซึ่งไม่มีโอกาสได้สนทนากับเพื่อนเก่า จึงขอใช้เทคโนโลยีโบราณ ส่งจดหมายน้อยมาให้อ่าน พอให้หายคิดถึง

จิตตนาถ ลิ้มทองกุล ที่ผมรู้จัก

----------------------------------

ผมรู้จักกับคุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ถ้านับเนื่องถึงวันนี้ ก็น่าจะยาวนานเกินทศวรรษ พุทธภาษิตกล่าวว่า เดินร่วมกัน 7 ก้าวนับเป็นมิตร เดินร่วมกัน 12 ก้าวนับเป็นสหาย อยู่ร่วมกันสักเดือนกึ่งเดือนนับเป็นญาติ ช่วงที่ผมเริ่มต้นนิตยสาร OPEN นั้น เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่คุณจิตตนาถบุกเบิกบุรพัฒน์ คอมมิคส์ เราจึงมีโอกาสได้ใช้เวลายามค่ำคืน ตามประสาคนนอนดึก สนทนากันหลายเรื่องหลายราวในชีวิต อันเป็นความฝันของคนหนุ่ม

ในวันที่เรารู้จักกัน คุณจิตตนาถ เป็นทายาทของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไทคูนสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ ส่วนผมเป็นเพียงคนหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นทำนิตยสารทางเลือกเล่มเล็กๆ ที่ต้องหมุนเงินเดือนชนเดือน

การที่คุณจิตตนาถให้เกียรติมาคบหาสมาคมกับผมด้วยมิตรจิตมิตรใจโดยไม่เคยถือยศถือศักดิ์เช่นนั้น คิดไป ผมก็ยังซาบซึ้งไม่หายจนถึงทุกวันนี้ บางคืนคุณจิตตนาถถึงขนาดชวนผมขับรถข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปกินก๋วยเตี๋ยวที่บอกว่าอร่อยที่สุดเจ้าหนึ่งในกรุงเทพฯ

คนที่ไม่เคยรู้จักตัวจริงของคุณจิตตนาถ อาจจะคิดว่าคุณจิตตนาถเป็นคนกร้าวร้าวดุดัน ดังข้อเขียน หรือคำให้สัมภาษณ์ของคุณจิตตนาถ ที่มีคนถอดเทปมาลงตีพิมพ์ในเว็บไซต์ผู้จัดการเสมอๆ แต่ในฐานะเพื่อนเก่า ผมยืนยันว่า คุณจิตตนาถที่ผมรู้จักนั้นเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ อันเป็นคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม ที่อาจมิได้พบในตัวบุตรธิดาของผู้มีชื่อเสียงทุกคน

ในแง่นี้ ผมต้องขอแสดงความนับถืออย่างจริงใจต่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุลและภรรยา ที่ได้อบรมเลี้ยงดูคุณจิตตนาถมาได้ดีขนาดนี้ ผมเขียนประโยคนี้แล้ว ก็เกรงว่าคนจะไปตีความเอาผิดๆ ว่าผมประชดประเชียด ผมยืนยันว่าผมเขียนประโยคนี้จากใจจริง ผมเคยไปฟังคุณสนธิพูดที่สวนลุมไนต์บาร์ซาร์ ในโรงละครโจ หลุยส์ ว่าตอนคุณจิตตนาถยังเล็กนั้น เคยเอาคุณจิตตนาถนอนบนอกตนเอง คุณสนธิสอนให้คนรุ่นหลังถ่ายทอดความอบอุ่นให้ลูก รวมถึงสอนเรื่องการใช้ชีวิตในหลายแง่มุม

ผมฟังแล้วก็ยังจำได้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากคุณจิตตนาถแล้ว ผมเองก็รู้จักกับคุณปราบดา หยุ่น ทายาทคุณสุทธิชัย หยุ่น ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และถ้าจะกล่าวแล้ว เหตุที่ทำให้ทั้งสองท่านมาพบกัน ก็เนื่องจากต้องมาถ่ายรูปลงบทสัมภาษณ์ให้กับนิตยสาร open ร่วมกับคุณธรรมา มาลากุล ทายาทคุณ ปีย์ มาลากุล แห่งนิตยสารดิฉัน 

คุณธรรมานั้นเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่บัญชีจุฬา

เมื่อพูดถึงคุณธรรมาซึ่งได้ด่วนจากไปก่อนเวลาอันควรแล้ว ผมอยากบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า แม้จะเป็นทายาทคุณปีย์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการสื่อสารมวลชน แต่คุณธรรมานั้น นุ่มนวลสุภาพกับเพื่อนฝูงยิ่งนัก คุณปีย์อาจจะไม่เคยรู้ว่า สมัยเรียนหนังสือนั้น พวกเราแอบไปนอนที่ห้องขนาดใหญ่ของปิ๊ปกันหลายครั้ง รายงานเรื่องหนึ่งที่เราทำส่งอาจารย์ คือเรื่องการผลิตรายการของแปซิฟิก ผมลงมือสัมภาษณ์ทีมงาน และเขียนรายงานเล่มนั้นเองในห้องสมุดที่บ้านคุณปีย์ โดยมีข้าวไข่เจียวจากครัวเป็นอาหารของทีมงาน เขียนเสร็จแล้ว ปิ๊ปก็ขับนิสสันเซฟฟิโร่ที่โก้มากในสมัยนั้น พากลุ่มพวกเราไปส่งรายงานในตอนเย็น ดูเหมือนจะได้คะแนนดีกันทุกคน

ถ้าคุณปีย์จะได้อ่านอยู่ผ่านตา ไม่ว่าในมิติอื่นปิ๊ปจะเป็นอย่างไร แต่ปิ๊ปเป็นคนที่มีน้ำใจกับเพื่อนฝูงยิ่งนัก

นอกจากทั้งสามท่านแล้ว ยังมีคุณระริน อุทกะพันธุ์ หรือคุณแพร ผู้นำหญิงแกร่งแห่งอมรินทร์ ทายาทคุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ที่คนในวงการหนังสือนับถือกันมาก ก็ได้ให้เกียรติสัมภาษณ์และถ่ายรูปร่วมกันในช่วงนั้นกับเพื่อนหนุ่มกลุ่มที่ได้กล่าวมา

คุณปราบดาเองหลังจากนั้น ได้มีโอกาสมาทำนิตยสาร OPEN ร่วมกันเป็นเวลาประมาณหนึ่งปี มีคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ รวมอยู่ด้วยช่วยกันทำชวนกันเที่ยวกับทีมงาน นับเป็นปีที่สนุกสนานมากในชีวิตพวกเรา เมื่อ GM วางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ OPEN อยากเป็นอิสระ เราจึงแยกทางเดินออกมา แต่ก็ยังรักและนับถือคุณปกรณ์ พงศ์วราภามาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีเสื่อมคลาย

ที่เล่ามายาวขนาดนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ลมแรง และมีมรสุมผ่านเข้ามาในชีวิต การได้หยุดคิด แล้วมองย้อนกลับไปข้างหลัง ได้เขียนเล่าเรื่องเก่าๆ ไว้บ้างระหว่างทาง ก็ช่วยให้เรามีความสุขจากความทรงจำเก่าๆ ที่เราอาจจะหลงลืมไป

ความรักความหลังเหล่านี้เอง ที่ทำให้เมื่อคณะนักเขียนแสงสำนึก ซึ่งมีคุณปราบดา และคุณวรพจน์ ไปลงนามเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 กับเขาด้วย ปรากฏกายสู่สาธารณะ หลายคนจึงมักจะเหมารวมผมจากเรื่องเก่า ว่าผมก็เข้าไปลงชื่อกับเขาด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง รวมทั้งเรื่องที่ไปลงชื่อสนับสนุนคณะนิติราษฎร์ ไปเป็นลูกศิษย์อาจารย์สมศักดิ์ หรืออะไรจิปาถะอีกมากมายเกินกว่าจะมานั่งแจกแจงรายละเอียดไหว

คุณปราบดา ก็เช่นเดียวกับคุณจิตตนาถ เราเดินผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกัน เมื่อถึงเวลาเราก็ต่างแยกย้ายกันไปในทางของเรา คุณปราบดาแยกไปเปิดสำนักหนังสือไต้ฝุ่น ก่อนที่คุณวรพจน์จะแยกไปทำไรเตอร์และสำนักพิมพ์บางลำพูในเวลาต่อมา ทั้งสองคนมิเคยมาออกรายการตอบโจทย์ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผมทำรายการมาแต่อย่างใด

ถ้าบอกกันตรงๆ ในฐานะมิตรสหาย คุณปราบดากับผมมีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันหลายเรื่อง เช่นเดียวกับคุณวรพจน์ แต่ผมก็เคารพในความคิดของเพื่อนเก่าเสมอ และยินดียิ่งที่เวลาเขียนข่าว เว็บไซต์ผู้จัดการจะให้เกียรติแห่งมิตรภาพผูกพ่วงชื่อผมเข้าไปร่วมด้วยเสมอ แม้จะมิใช่ข้อเท็จจริง แต่ผมก็ยินดี เพราะเมื่อมีกรณีเกี่ยวกับผม ผมก็คิดว่าเพื่อนเก่าเหล่านี้ ก็น่าจะยินดี ที่ได้มีชื่ออยู่ข้างๆ ผม แม้ว่ามันจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ตาม

ถ้าจะคุยกันอย่างเพื่อนฝูง ผมอยากบอกคุณจิตตนาถง่ายๆ ว่า ในหมู่ปัญญาชนหัวก้าวหน้า โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครนับถือผมเป็นพวกเดียวกับเขาหรอกครับ เขาคิดว่าผมเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ผสมรอยัลลิสต์ด้วยซ้ำไป จะมาเป็นฝ่ายก้าวหน้าได้ เพราะผู้จัดการช่วยจัดให้บ่อยๆ ตามเนื้อข่าวก็เท่านั้น

ที่ผ่านมา คุณจิตตนาถก็คงจะเห็น ว่าผมไม่เคยตอบโต้ การลงข่าวของผู้จัดการเลย เพราะผมเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่นี่ ในวัยหนุ่ม คำว่า นักข่าวผู้จัดการ ทำให้ผมภาคภูมิใจ และความภาคภูมิใจนั้น ต้องยกเครดิตทั้งหมด ให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ที่มีคุณูปการณ์อย่างยิ่งต่อวงการหนังสือพิมพ์ไทย อย่างน้อยก็ในยุคที่ผมเริ่มต้นทำงาน

ผมจึงเคยเอ่ยปากกับคนใกล้ตัวไว้ว่า ไม่ว่าผู้จัดการเขาจะดุด่าอย่างไร ผิดจากข้อเท็จจริงเพียงไหน จะให้หรือไม่ให้เราชี้แจงตามวิถีปฏิบัติ ผมยินดีที่จะไม่ติดใจเอาความ ไม่ฟ้องร้อง หรือกระทั่งตอบโต้กลับ และผมเชื่อว่า ผมยังยินดีที่จะน้อมรับคำวิจารณ์ของผู้จัดการ ในมาตรฐานนั้น จนถึงทุกวันนี้

เช่นเดียวที่ผมจะยังคงมีความทรงจำดีๆ กับคุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล และคุณสนธิ ลิ้มทองกุลตลอดไป

และหวังว่า เมื่อถึงเวลาฟ้าสว่าง เราต่างออกจากความขัดแย้ง ผมจะมีโอกาสได้นั่งจิบชากับคุณจิตตนาถรำลึกความหลัง โดยไม่ต้องมีความเชื่อที่เรายึดถืออยู่เป็นหัวโขน 

คุณจิตตนาถเคยขอเบอร์โทรศัพท์มือถือผมครั้งหนึ่ง แต่มีอยู่สองปีที่ผมเก็บตัวเข้าถ้ำอ่านหนังสือ จึงไม่เคยได้มีเบอร์มือถือเพื่อที่จะติดต่อสนทนากัน ผมจึงขอถือโอกาสเขียนจดหมายน้อยนี้ ส่งไมตรีมาถึงเพื่อนเก่า ผู้ที่ผมจะยังนับเป็นเพื่อนเสมอ 

คนที่อ่านความไม่แตก อาจจะคิดว่าคุณจิตตนาถเขียนถ้อยความรุนแรงกับผม
แต่ในฐานะที่ผมรู้จักกับคุณจิตตนาถมานาน ถ้อยคำที่เขียนถึงผมนั้น
จัดได้ว่านุ่มนวลมากแล้ว เมื่อเขียนถึงท่านผู้อื่นในระยะหลัง
ทั้งหมดนี้ ผมคาดเดาเอาเองว่า คุณจิตตนาถคงจะหลงเหลือความทรงจำที่ดี ในวันเก่าๆ ของเราอยู่บ้างเวลาเขียน
ความเมตตาจึงยังคงปรากฏอยู่ แม้คนอื่นอาจจะไม่รู้

แต่ผมเข้าใจ และตอบรับไมตรีนั้น ด้วยจดหมายน้อยฉบับนี้ จดหมายที่จะช่วยให้คนอ่านฝั่งตรงข้ามคุณจิตตนาถเข้าใจว่า คุณจิตตนาถที่แท้นั้นนุ่มนวล และอ่อนโยนกว่าข้อเขียนยิ่ง

ระลึกถึงเสมอ
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
อดีตบรรณาธิการนิตยสาร OPEN

 

40 ส.ว. อัด 'ตอบโจทย์' แฝงล้มสถาบัน-สร้างแนวคิดอันตรายแก่เยาวชน

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานวันนี้ (18 มี.ค.) ว่า ในการวุฒิสภา โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม กลุ่ม 40 ส.ว. อาทิ นางตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา หารือว่า ขอบคุณสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่งดรายการตอบโจทย์ประเทศไทยฯ ที่จะออกอากาศวันที่ 15 มี.ค. แต่ตนได้ดูช่วงที่ออกอากาศวันที่ 13-14 มี.ค. เห็นว่าคนที่เป็นอาจารย์หากนำแนวคิดดังกล่าวไปสอนลูกศิษย์อีกมากมาย เชื่อว่าจะสร้างแนวคิดใหม่ให้เยาวชนไทยเป็นอันตรายกับประเทศอย่างยิ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยต่างกับประเทศอื่น เรามีแผ่นดินอิสระ มีความสุข เพราะกษัตริย์องค์ก่อนทรงกอบกู้ชาติ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แผ่นดินและพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน ทรงช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์ด้วยโครงการพระราชดำริมากมาย พระราชดำรัสของพระองค์มีแง่คิด เป็นประโยชน์ เป็นข้อเท็จจริง 

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รายการดังกล่าวเหยียบย่ำจิตใจและสร้างความโกรธแค้นแก่คนไทยที่ได้ดูรายการมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนำนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ มาเป็นวิทยากรร่วมดีเบตวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ที่คนไทยให้ความเทิดทูน ออกรายการฟรีทีวี ไม่มีเรื่องอื่นหรืออย่างไร บอกว่าสถาบันไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอ้างถึงประเทศอังกฤษ ทั้งที่บริบทของไทยและอังกฤษต่างกัน ดังนั้น ผอ.สถานีฯ ต้องรับผิดชอบร่วมกับคณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหารที่อนุมัติรายการ โดยให้ประชาชนเสนอเรื่องผ่านอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ตามมาตรา 46 และมาตรา 42 ของกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เจตนารมณ์ที่นำคนที่ต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้ง 2 คนมาดีเบตกัน ทั้งที่ควรเป็นผู้ที่เห็นต่างเพื่อความสมดุลแสดงถึงเจตนาแอบแฝงเบื้องหลังของผู้จัดรายการสถานี ไม่ควรใช้เงินภาษีประชาชน ปล่อยให้รายการออกอากาศเรื่องสถาบันที่กระทบจิตใจคนไทยทั้งชาติ และ กสทช.ต้องเข้ามาแก้ปัญหาทั้งกรณีนี้ และกรณีละครเหนือเมฆ 2 

ส่วนนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า สถานีไทยพีบีเอสที่ใช้เงินภาษีประชาชน ต้องรอบคอบรัดกุม อย่าคิดว่าเอาภาษีประชาชนไปสนองความต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากถามคณะผู้บริหารไทยพีบีเอสว่า ไม่มีรายการอะไรหรือคิดรายการอะไรไม่ได้แล้วหรือ รู้หรือไม่ว่าทำรายการแบบนี้เป็นประโยชน์อะไรกับใคร หรือก่อสติปัญญาตรงไหน มีแต่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทำให้รัฐบาลโดนด่าฟรี ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง คนทำหาเรื่อง หาเหาให้รัฐบาล สถานีเองก็เสียหาย ทำให้ประชาชนเข้าใจภาพลักษณ์สถานีผิด อย่าคิดว่าทำรายการแบบนี้แล้วดูก้าวหน้า ดูทันสมัย หรือดูเท่ส่วนตัวมองว่าหาเหาใส่หัวยังพอว่า แต่กรณีนี้เป็นการหาเห็บใส่หัว

 

จวกเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะกล่าวถึงพระราชดำรัสอย่างไม่บังควร

พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ส.ว.สรรหา อดีต ผอ.ททบ.5 กล่าวว่า ดูเนื้อหารายการเป็นการกล่าวร้ายดูหมิ่นสถาบัน กรณีที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการล่วงละเมิดดังกล่าวทางองค์การสื่อสารมวลชนแห่ง ประเทศไทย กสทช. และคณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงเพื่อเผยแพร่สาธารณะ ควรเข้าไปตรวจสอบ ควบคุมและพิจารณาโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะจำเลยคนแรกคือสถานีโทรทัศน์ที่อนุมัติให้ออกอากาศ ส่วนผู้ร่วมรายการที่เกี่ยวข้อง สตช. และดีเอสไอ ต้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้ดำเนินรายการ และผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท และกล่าวร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ผู้รักษากฎหมายต้องดูแลและรักษาในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ขอให้ประธานวุฒิสภาแจ้งและดำเนินการต่อไป เพราะไทยพีบีเอสรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปีละ 2,000 ล้านบาท

ขณะที่ พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่าเนื้อหาของรายการถือว่าเข้าข่ายทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะมีการกล่าวถึงพระราชดำรัสอย่างไม่บังควรและปราศจากความเคารพ จึงขอหารือไปยังผู้บริหารไทยพีบีเอส ที่ใช้เงินภาษีประชาชน ควรมีนโยบายหรือดำเนินรายการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และแสวงหาคำตอบให้สังคมไทย เช่น โครงการจำนำข้าว ที่สร้างหนี้ให้ประเทศ พฤติกรรมของฝ่ายบริหารที่เสี่ยงจะเสียอำนาจหรือดินแดนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่าการแก้ไขมาตรา 112 ที่กระทบคนเพียง 482 คน เพราะถึงไม่แก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่ได้ทำให้ชาติล่มจม ไม่เข้าใจว่าความเป็นนักวิชาการทำไมเรื่องธรรมดาเหล่านี้ถึงไม่เข้าใจ หรือมีเจตนาแอบแฝงอะไร.

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น