สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 12 - 18 มี.ค. 2556

 

แรงงานจ่อบุกประท้วงหน้าสถานทูต

ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ตัวแทนสภาพแรงงาน 4 แห่งประชุมร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการถูกเลิกจ้างและปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน จากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในหัวข้อ"300 บาทรัฐจัดให้แต่นายจ้างปล้นคืน" โดยนายไพรวัลย์ เมทา ประธานสหพันธ์ุแรงงานบริษัทแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ จ.ระยอง กล่าวว่าบริษัท มีทุนจดทะเบียนถึง 830 ล้านบาท มีพนักงานกว่า 800 คน ตนและพนักงานเก่าจำนวน 129 รายไม่ได้การรับปรับค่าแรงขั้นต่ำและค่าแรงเท่ากับการบรรจุพนักงานใหม่ ซึ่งผู้บริหารนำตัวคนงานเก่าออกจากโรงงานโดยอ้างว่าเป็นตัวปัญหาและถูกเลิก จ้างทั้งหมด โดยทางบริษัทพยายามที่จะสลายสหภาพแรงงาน นำรปภ. ตำรวจ สภ.อ บ้านค่าย มาล้อมกรอบเพื่อเลิกจ้างพวกเรา 129 คน และรับพนักงานซับคอนแทคมาในไลน์ 129 คนแทนทันที พวกเรามาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลแต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆจาก รัฐบาลและกระทรวงแรงงาน

ด้านนายวินัย จันทร์รักษา เป็นตัวแทนลูกจ้างบริษัทอีกแห่งหนึ่ง กล่าวว่าพนักงานขับรถทำทุกวันไม่มีวันหยุด ส่งของให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งทั่วประเทศ ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท แต่สภาพคนขับรถต้องขึ้นของลงของเองทั้งหมดห้ามจอดรถหยุดนอน ทำให้คนงานเสียชีวิตหลายรายแล้วเพราะ หลับในชนท้ายเสียชีวิต ซึ่งบริษัททราบแต่ไม่เคยแก้ไขปัญหา วันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่ได้รับเงินเพิ่ม ทางบริษัทพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเรื่องเรทน้ำมันและระยะกิโลเมตรให้ การขนส่งทำเวลาเร็วขึ้นทำไม่ได้ถูกหักเงิน และทางบริษัทได้เลิกจ้างคนงาน 50 คนที่หยุดพักปั้มเข้าห้องน้ำและทำเวลาไม่ได้ตามระยะทาง

นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่าภายหลังที่รัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศโดยรัฐบาลพยายามออก ข่าวว่ามีคนงานถูกเลิกจ้างเพียง 2 พันคนและมาจากต่างประเทศยกเลิกคำสั่งซื้อ โดยไม่ยอมรับปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งๆที่เจ้าของบริษัทเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานไม่เป็นธรรมบนความเจ็บปวด และคราบน้ำตาของแรงงาน ในหลายสถานประกอบที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ลดเวลาการทำงานลงเพื่อลดภาระค่า จ้าง การปรับวันทำงาน การปรับการเข้าออกงานใหม่ นโยบายนี้ได้ฆ่าผู้ใช้แรงงานให้ตายทั้งเป็นมีทั้งหาเหุตเลิกจ้าง เพิ่มเวลาการทำงานจาก 5 วันเป็น 6 วันไม่ปรับค่าแรงพิ่ม ไม่มีการเงินวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยคนงาน ทำลายล้างองค์กรสหภาพแรงงาน บางแห่งมีการบังคับให้หยุดงาน เนื่องจากลูกจ้างเป็นรายวัน

นายชาลี กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าว ภาครัฐ ไม่ควรผลักภาระให้ลูกจ้างต่อรองกับนายจ้างตามลำพัง และไม่ควรถูกเลิกจ้าง เราเรียกร้องมาตลอด แต่รัฐไม่ใส่ใจและทำเป็นไม่ได้ยิน ขอประกาศว่าจะไม่ยอมจำนนต่อภาวะสถานการณ์แบบนี้อีกแล้ว บทเรียนที่ผ่านมาปัญหาทีเกิดขึ้นในหลายสถานประการไม่มีการแก้ปัญหาได้จริง ฝ่ายนายจ้าง กระทรวงแรงงาน เพียงแต่เจรจาไกล่เกลี่ยเป็นครั้งๆไป ไม่สามาถแก้ไขความเดือดร้อนของลูกจ้างได้ ซึ่งสะท้อนว่านโยบายเอื้อเอกชน ยกระดับการต่อสู้ถึงที่สุดโดยวันที่ 13 มีนาคม เราจะไปกดดันหน้าสถานทูตของบริษัทต่างๆมาลงทุนในประเทศไทยแต่กลับมากดขี่ขูด รีดคนงานไทย โดยจะไปสถานทูตออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ ให้สถานทูตต่างๆรับทราบชะตากรรมที่มาทำธุรกิจกับประเทศไทย มาลิดรอนสิทธิลูกจ้างไทย

นายยงยุทธ เม่นตะเภา ที่ปรึกษาสหพันธุ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัญหาเกิดจากทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ ได้ทำอย่างก้าวร้าวมาก โดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของพนักงานลูกจ้าง การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจะสร้างความเดือดร้อนไปจนถึง บริษัทซับคอนแทกที่อยู่ตามอยู่ห้องแถว ขณะนี้สถานนะลูกจ้างไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลยในสังคม แต่รัฐบาลประเทศไทยอ่อนแอเกินไปที่จะใช้กฎหมายให้ถูกต้องและเกรงใจทุนข้าม ชาติ

(เดลินิวส์, 12-3-2556)

 

อดีตลูกจ้างฟ้องเทศบาลเมืองหนองคาย เลิกจ้างโดยมิชอบ

12 มี.ค. 56 - นายสังวาลย์ ริมเขาใหญ่ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคาย จ.หนองคาย พร้อมด้วยนางสุดารัตน์ ชนะบุญ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 344 หมู่ 11 ต.โพธิ์ชัย อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย และอดีตลูกจ้างเทศบาลเมืองหนองคาย ประมาณ 20 คน เปิดบ้านแถลงร้องความเป็นธรรมหลังจากเมื่อวันที่ 1 ต.ค.55 ที่ผ่านมา ลูกจ้างชั่วคราวเทศบาลเมืองหนองคาย จำนวน 57 คนถูกยกเลิกสัญญาจ้าง

หลังจากนั้นคณะอดีตลูกจ้างทั้งหมดได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย และยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดหนองคาย (ก.ท.จ.) และมีมติยื่นฟ้องศาลปกครองอุดรธานี โดยมีเทศบาลเมืองหนองคาย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และนายกำภล เมืองโคตร นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีนางสุดารัตน์ ชนะบุญ เป็นผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องทั้งหมดรวม 40 คน

นางสุดารัตน์ ชนะบุญ ผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า ลูกจ้างทั้ง 57 คนที่ถูกเลิกจ้างได้รับความเดือดร้อนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองครั้งนี้ ต้องการขอความเป็นธรรม เนื่องจากผู้บริหารเทศบาลชี้แจงถึงเหตุผลการเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราวต่อ ก.ท.จ.หนองคายว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของเทศบาลเมืองหนองคายสูงขึ้น ซึ่งจะกำหนดสูงเกินร้อยละ 40 ไม่ได้ จึงได้ปรับลดกรอบอัตรากำลังพนักงานจ้างลง 57 คน จากทั้งหมด 252 คน ซึ่งตามแผนอัตรากำลังพนักงานจ้าง 4 ปี พ.ศ.2556-2559 คิดเป็นร้อยละ 39.48 ของงบประมาณรายจ่าย เมื่อตัดลูกจ้างออก 57 คน คงเหลือค่าใช้จ่ายร้อยละ 35.89 ซึ่งไม่เกินร้อยละ 40

ทั้งนี้ อดีตลูกจ้างทั้งหมดร้องขอความเป็นธรรมให้เทศบาลเมืองหนองคาย ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีทั้ง 40 คน เข้าทำงานในตำแหน่งเดิม พร้อมทั้งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีไม่จ้างผู้ฟ้องคดีทั้ง 40 คน ปฏิบัติงานต่อในปีงบประมาณ 2556 ระหว่าง 1 ต.ค.55-30 ก.ย.56 เท่ากับจำนวนเงินค่าจ้างรายเดือนและค่าครองชีพ พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 1 ต.ค.55

ด้านนายสังวาลย์ ริมเขาใหญ่ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองคาย กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศบาลเมืองหนองคาย ให้เหตุผลถึงการเลิกจ้างว่า ค่าครองชีพชั่วคราวแก่ข้าราชการ หรือพนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบกับเงินอุดหนุนที่ได้รับต่ำกว่าประมาณการ อีกทั้งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 ถูกแปรญัตติลดลงจากสภาเทศบาลเมืองหนองคาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลคิดเป็นร้อยละ 39.30 มีแนวโน้มสูงเกินกว่ากำหนด จึงหาแนวทางปรับลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรด้วยการพิจารณาไม่ต่อสัญญาจ้างและ ปรับยุบเลิกภารกิจทั้ง 57 ตำแหน่ง

(ASTVผู้จัดการออนไลน์, 12-3-2556)

 

"4 สหภาพ"บุกยื่นหนังสือสถานทูตออสซี่-อเมริกา-ดัตช์ ร้องนายจ้างต่างชาติไม่เป็นธรรม

หลังจากที่ในช่วงเช้าคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และกลุ่มสหภาพแรงงานทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ 1.สหภาพแรงงานของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เจนเนอรัล  มอเตอร์ส เพาเวอร์ (ประเทศไทย) จำกัด 2.สหภาพแรงงานเอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง 3.สมาชิกสหภาพแรงงานขนส่งแห่งประเทศไทยในฐานะลูกจ้างบริษัทลินฟ็อกซ์ ทรานสปอร์ตแห่งประเทศไทย และ 4.สหภาพแรงงานบริษัทอีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำนวน 600 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องการที่นายจ้างปฏิบัติต่อ ลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ก็ได้เดินทางต่อมายังที่หน้าสถานทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ  โดยกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มาชุมนุมได้เคลื่อนขบวนมาด้วยรถกระบะและรถเมล์ปรับ อากาศ ซึ่งมีการชูป้ายเรียกร้องความเป็นธรรมและโห่ร้องมาตลอดทาง เมื่อมาถึงหน้าสถานทูตสหรัฐได้ตั้งแถวชูป้ายมีข้อความว่า "เราไม่เอาสัญญาทาส" "ต่อต้านสัญญาทาส บังคับแรงงาน ไม่จ่ายโอที" "รัฐบาลช่วยด้วย นายทุน CHEVROLET กดขี่แรงงานลูกจ้าง" ฯลฯ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้เปิดเครื่องขยายเสียงประณามการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ของนายจ้างด้วย ทั้งนี้ นายสุริยา โพธิ์ชัยเลิศ ประธานสหภาพแรงงานบริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ส เพาเวอร์ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสถานทูต โดยมีนาย BEN YATES ผู้ช่วยทูตฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นผู้รับหนังสือ และจะนำไปแปลเพื่อส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป หลังจากนั้นกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่สถานทูต เนเธอร์แลนด์ต่อ 

นายชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. กล่าวว่า การยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตทั้ง 3 แห่ง เพื่อชี้แจงต่อสถานการณ์ที่แรงงานในบริษัทต่างๆ ถูกละเมิดสิทธิ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นผู้ประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อแรงงาน ซึ่งเป็นการขัดต่อกฎหมายแรงงานไทย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของแต่ละสถานทูตได้รับหนังสือและรับฟังความจริงจากฝ่ายแรงงาน โดยจะมีการแปลเอกสารเพื่อส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราหวังที่จะได้รับความเป็นธรรม

ด้านนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นสิทธิที่คนงานสามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย ภายใต้ความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ บางบริษัทที่เกิดปัญหาไม่ได้มาขอความช่วยเหลือที่กระทรวงแรงงาน จึงอยากเรียกร้องให้คนงานที่ประสบปัญหามาแจ้งข้อเท็จจริงให้รับทราบถึงที่มา ของปัญหา เพื่อจะได้ดำเนินการช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายต่างๆ รวมถึงสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ ส่วนกรณีที่ผู้ใช้แรงงานไม่ค่อยไว้วางใจที่จะให้กระทรวงแรงงานเป็นตัวกลางใน การแก้ปัญหา เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ตนเห็นว่าเมื่อเกิดข้อพิพาทหรือปัญหาในโรงงานขึ้น ต้องยอมรับว่าการเจรจาไกล่เกลี่ยต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในการสร้างความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้จะเชิญผู้นำสหภาพแรงงานทั่วประเทศมาพูดคุยและสร้างความเข้าใจถึงกฎหมาย ว่าสิ่งใดทำได้และทำไม่ได้

(มติชนออนไลน์, 13-3-2556)

 

รมว.แรงงานสั่งกสร.ปรับเกณฑ์ "ซีโร่ เอ็กซิเดนท์"

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) กล่าวถึงกรณีพนักงานบริษัทลินฟ๊อกซ์ ทรานสปอร์ตแห่งประเทศไทยระบุบริษัทห่วงภาพลักษณ์ เนื่องจากเข้าร่วมโครงการซีโร่ เอ็กซิเดนท์ ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนได้ เพราะนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างไปใช้สิทธิ แต่ใช้วิธีให้ลูกจ้างไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆและนำใบเสร็จมาเบิกค่าใช้จ่าย ภายหลัง เพื่อไม่ให้มีสถิติเรื่องเจ็บป่วยจากการทำงานเกิดขึ้นและไม่ต้องจ่ายเงิน เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นว่า ตนจะไม่สั่งการให้กสร.ไปตรวจสอบย้อนหลังเพื่อจะไปเอาผิดและริบรางวัลคืน จากบริษัทลินฟ๊อกซ์ฯหรือสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการซีโร่ เอ็กซิเดนท์ในปีที่ผ่านๆมาเพราะเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว จึงไม่อยากรื้อฟื้นขึ้นมาอีก

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ตนได้สั่งการให้กสร.ไปตรวจสอบสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งให้สำนักงานประกันสังคม(สปส.)ช่วยตรวจสอบไปยังโรงพยาบาลและสถาน พยาบาลต่างๆ และขอความร่วมมือไปยังองค์กรลูกจ้างต่างๆช่วยตรวจสอบว่าสถานประกอบการที่ เข้าร่วมโครงการในปี 2556 มีลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงานหรือไม่ด้วย

นอกจากนี้ ได้ให้กสร.ไปแก้ไขเกณฑ์การประเมินเพื่อรับรางวัลในโครงการซีโร่ เอ็กซิเดนท์ในปี 2556 โดยให้ไปเขียนเพิ่มเติมไว้เกณฑ์ว่า หลังจากสถานประกอบการรับรางวัลแล้ว หากตรวจสอบพบหรือมีลูกจ้างของบริษัทที่ได้รับรางวัลในโครงการร้องเรียนไม่ ให้ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงานไปใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนนอก จากบริษัทดังกล่าวจะถูกริบรางวัลคืนแล้ว ยังต้องถูกปรับเงินเข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มเป็น 2 เท่าด้วย

"หากลูกจ้างเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ก็ขอให้ไปแจ้งต่อคลินิกโรคจากการทำงานหรือ สปส.เพื่อขอใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้นายจ้าง เป็นผู้แจ้ง หากสปส.ตรวจสอบแล้วพบว่าอาการเจ็บป่วยไม่ได้เกิดจากการทำงาน ก็ไม่มีปัญหาในการใช้สิทธิเพราะสามารถโอนไปใช้สิทธิกองทุนประกันสังคมได้" นายเผดิมชัย กล่าว

(เนชั่นทันข่าว, 13-3-2556)

 

สปส.เตรียมปรับเพิ่มค่าฟอกไต

สปส.เตรียมปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนกรณีผู้ป่วยโรคไตวาย เรื้อรังระยะสุดท้ายก่อนการเป็นผู้ประกันตน จากอัตราเดิม 1,000 บาท/ครั้ง เป็นอัตรา 1,500 บาท/ครั้ง และจากสัปดาห์ละ 3,000 บาท เป็นไม่เกิน 4,500 บาท/สัปดาห์
 
นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันสังคม เห็นชอบตามที่คณะกรรมการแพทย์ สปส. เสนอเพิ่มค่าฟอกไตของผู้ประกันตนที่ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายก่อนการเป็นผู้ประกันตนให้ได้รับสิทธิเพิ่มค่าฟอกไตจากอัตราเดิม ที่กำหนดครั้งละ 1,000 บาท/ครั้ง เพิ่มเป็นอัตรา 1,500 บาท/ครั้ง และจากสัปดาห์ละ 3,000 บาท เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 4,500 บาท  อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่องลดความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพ โดยได้มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์โรคไตภายใต้การดำเนินงานของ 3 กองทุน ในส่วนของผู้ประกันตนที่เคยใช้สิทธิบำบัดทดแทนไตกรณีผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมาก่อนที่จะเข้าระบบประกันสังคมจะ ได้รับสิทธิต่อเนื่องโดยมิต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติใหม่
 
นอกจากนี้ สปส.ยังได้ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุมัติให้แก่ผู้ประกันตนที่จำเป็นต้อง ฟอกเลือดรายใหม่ให้ได้รับสิทธิรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการกระจายอำนาจการพิจารณาอนุมัติสิทธิให้เจ้าหน้าที่สำนักงานประกัน สังคม/จังหวัด/พื้นที่ สามารถอนุมัติสิทธิให้แก่ผู้ประกันตนได้โดยไม่ต้องส่งหารือคณะอนุกรรมการการ แพทย์ จาก สปส.หากมีข้อบ่งชี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้ ประกาศฉบับนี้จะเป็นการช่วยให้ผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ สุดท้ายได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ และยังช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับการอนุมัติสิทธิบำบัดทดแทนไตรวดเร็วขึ้น ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เมื่อได้รับการอนุมัติ สิทธิแล้ว ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

(ประชาชาติธุรกิจ, 14-3-2556)

 

อาชีวะเน้นผลิตนักศึกษาคุณภาพเข้าตลาดแรงงาน

อุบลราชธานี - เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเผย ยกเครื่องการศึกษาระบบทวิภาคีเพิ่มทักษะการทำงานให้กับนักศึกษาเป็นมืออาชีพ ระหว่างเรียนก่อนจบเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพให้มีงานทำทุกคนที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี
      
ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวถึงรูปแบบการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2556 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนระบบ ทวิภาคี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนการสอนของอาชีวศึกษาโดยมีภาคเอกชนเข้า มีส่วนร่วมในการจัดระบบการศึกษาในสถานศึกษาทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศโดยศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี ได้วางโมเดลจัดการศึกษาไว้ให้เลือกจำนวน 5 แบบ คือ มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนทุกสาขาวิชาเข้าฝึกอาชีพได้ตลอดการเรียน อีกรูปแบบหนึ่งคือไม่มีสถานประกอบการในพื้นที่ตั้งสถานศึกษาแต่ผู้เรียนทุก สาขาวิชาจะเข้าฝึกอาชีพในสถานประกอบการโดยมีการจัดที่พักใกล้กับสถานประกอบ การที่ไปฝึกมีครูผู้สอนเป็นผู้ควบคุมดูแลใกล้ชิด หรือการจัดศึกษาทวิภาคีบางสาขาวิชา
      
“ซึ่งการจัดระบบศึกษาแบบนี้เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงในสถาน ประกอบการกับผู้เชี่ยวชาญก่อนจบการศึกษาออกไป จะทำให้นักศึกษามีประสบการณ์สามารถเข้าทำงานอย่างมีคุณภาพตามที่สถานประกอบ การแต่ละแห่งต้องการไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกฝนเพิ่มเติมอีก”
      
ดร.ชัยพฤกษ์ยังกล่าวอีกว่า สำหรับปีการศึกษาประจำปี 2556 ตั้งเป้าให้มีผู้เรียนในระบบทวิภาคีทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี ประมาณ 1 แสนคน และมั่นใจนักศึกษาที่ผ่านการเรียนการสอนในระบบนี้จะมีงานทำหลังจบการศึกษา ทุกคน

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-3-2556)

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์