ตำแหน่งแห่งที่ของมานุษยวิทยาในสามจังหวัดภาคใต้ ?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ผมมีความรู้ค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับสามจังหวัดภาคใต้รวมไปถึงมาเลเซียจึงพยายามอ่านและติดตามข่าวสารและงานเขียนต่างๆ ในระยะหลังให้มากขึ้น  โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มมีการเจรจาสันติภาพ การเจรจาดังกล่าวน่าจะมีผลอยู่บ้างในทางการเมืองและคงต้องใช้ความอดทนอดกลั้นพอสมควรจากแรงกดดันจากฝ่ายค้านและการเพิ่มสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ระหว่างนี้ผมจึงคิดว่าการเตรียมความพร้อมทางวิชาการน่าจะมีส่วนก่อประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่บ้าง
 
หลังจากทบทวนวรรณกรรมไปสักพัก ผมรู้สึกในทันทีว่าสามจังหวัดภาคใต้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมการวิจัยไปแล้ว ในนิคมแห่งนั้น งานศึกษาทางมานุษยวิทยามีบทบาทน้อยมาก ทั้งในแง่จำนวน ปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ และนัยทางนโยบาย  แน่นอน ผมไม่ได้ทวงคืนพื้นที่ของมานุษยวิทยาและไม่ได้คิดว่ามานุษยวิทยาเป็นสาขาวิชาวิเศษไปกว่าสาขาอื่น มานุษยวิทยามิได้เป็นพื้นที่แห่งความหวังขนาดนั้น  ผมแค่คำนึงถึงสิ่งที่ตกหล่นไปในพื้นที่วิชาการสามจังหวัดภาคใต้และตระหนักในคุณสมบัติบางด้านของมานุษยวิทยาซึ่งก็คือการสะท้อนเรื่องราวจากข้างในและวิเคราะห์มันอย่างคมคาย
 
ทว่า ทั้งหมดนี้ ผมก็รู้มันน้อยเกินกว่าจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง ผมจึงมีแต่คำถามดังนี้ครับ
 
ข้อแรก หากสืบย้อนไปในประวัติศาสตร์งานวิจัยของภาคใต้ ภาคใต้น่าจะเป็นที่เดียวซึ่งไม่มีสำนักคิดทางมานุษยวิทยาเฉกเช่น ภาคเหนือ อีสาน  หรือแม้กระทั่งในพื้นที่ภาคกลาง  ภาคใต้โดดเดี่ยวตัวเองมานาน ทั้งที่มีวิทยานิพนธระดับป.เอกทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีคุณภาพสูง งานศึกษาทางมานุษยวิทยาในภาคใต้รวมไปถึงบางส่วนของมาเลเซียสามารถสืบย้อนไปได้ไกลถึงงานบุกเบิกทางมานุษยวิทยายุคปลายๆ อาณานิคมอังกฤษเสียด้วยซ้ำ อะไรทำเกิดภาวะขาดแคลนงานวิชาการ ขาดความสืบเนื่องและถกเถียงทางภูมิปัญญา  โดยเฉพาะช่วงหลัง 1980 จนมาถึงต้น 2000 นั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่สงบเงียบ คล้ายลมทะเลแผ่วพัด ชวนหลับฝัน  ทั้งที่ในความเป็นจริงช่วงเวลาดังกล่าวคุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมือง ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมการพัฒนา
 
ข้อสอง น่าสนใจมากที่บรรยากาศของภาคใต้และสามจังหวัดภาคใต้นั้นคือ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและท้องถิ่น (กรณีใต้บน) และรัฐกับชาติพันธุ์ (กรณีสามจังหวัดภาคใต้) ภาคใต้มีเสน่ห์แรงจัดอย่างหนึ่งคือ ปฏิกริยาที่รวดเร็วต่อการแข็งข้อและตั้งคำถามกับอำนาจรัฐโดยไม่ต้องอาศัยองค์กรจัดตั้งอย่างเป็นทางการมากนัก  ผมอาจคิดเกินเลยไปสักนิดว่า คนมลายูคือกลุ่มคนที่มีปัญหากับความเป็นไทยและอำนาจรัฐมากกว่าผู้คนในภูมิภาคอื่นๆ แต่เหตุใด งานวิชาการด้านมานุษยวิทยาจึงแทบไม่ปรากฏให้เห็นหรือมีน้อยชิ้นมาก  ผมเผลอคิดไม่ได้ว่ามานุษยวิทยาไทยมีข้อจำกัดในการศึกษาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาติพันธุ์แบบถึงรากถึงโคนและเข้มข้น  (แน่นอน งานศึกษาในรูปแบบนี้ปรากฏในภูมิภาคอื่นบ้าง แต่ก็มักเป็นความขัดแย้งชนิดไม่ถึงตายอย่างภาคใต้ และมักเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิที่ไม่ค่อยแตะหรือวิพากษ์ความเป็นไทยเท่าไรนัก)
 
ข้อสาม หรืออาจเป็นปัญหาด้านวิธีการและวิธีวิทยาในวงการมานุษยวิทยาไทยซึ่งไม่คุ้นเคยกับการทำงานภาคสนามในพื้นที่เสี่ยงภัย รวมไปถึงประเด็นที่ล่อแหลม เปราะบางต่อความมั่นคงของตนเอง  ต่อประเด็นนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหม่มาก เราจึงตั้งหลักกันไม่ถูกว่าจะดำเนินงานวิจัยกันอย่างไร  สุดท้ายก็มักเอาคำกว้างๆ มาใส่ อาทิ การต่อรอง อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เรื่องเล่า ฯลฯ ราวกับเป็นเรื่องครอบจักรวาล  พวกเราแทบไม่ได้ย่นระยะห่างระหว่างงานวิจัยกับปรากฏการณ์ภาคสนามกันเลย  แต่กลับเพิ่มความแนบชิดกับมายาคติเดิมๆ ที่ผู้คนมีต่อสามจังหวัดมากกว่า 
 
ข้อสี่ หลังจากปี 2000 เป็นต้นมา ผมคิดว่าเริ่มมีทั้งงานระดับปริญญาโทและเอกทั้งในและนอกประเทศ แต่เหตุใดเราไม่เคยมีวงสัมมนาถกเถียงเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังถึงการประเมินสถานะภาพทางความรู้ทางมานุษยวิทยาว่าด้วยสามจังหวัดภาคใต้  มานุษยวิทยาไทยล้อมกรอบตัวเองมากไปหรือไม่ (คล้ายกับกำหนดพื้นที่ศึกษาแบบตายตัว) พอมีคำถามเกี่ยวกับอำนาจรัฐ ความมั่นคง ความขัดแย้ง ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของนักรัฐศาสตร์  พอจะพิจารณาถึงเรื่องความรู้สึก อารมณ์ของผู้คน และความทุกข์ทางสังคมก็ให้เป็นหน้าที่นักสันติวิธี(เยียวยา?)  ส่วนการสื่อสารกับสาธารณะก็ให้เป็นหน้าที่ของนักข่าว  ผมรู้สึกวูบวาบบนใบหน้าว่า ตกลงบทบาทหน้าที่ของนักมานุษยวิทยาในสามจังหวัดนี่อยู่ตรงไหนกันแน่  พวกเราทุ่มเวลาเป็นปีไปเสี่ยงอันตรายในลงภาคสนาม หัดภาษามลายูบ้าง ภาษาอาหรับบ้าง และใช้มันอย่างผิดๆถูกๆ ไปนอนในชุมชน (ไม่ได้นอนหรือจัดประชุมในโรงแรมนะจ๊ะ อย่างน้อยก็ตอนเก็บข้อมูลภาคสนาม) เพื่อเข้าใจชีวิตประจำวันของผู้คน ความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้คนออกมาสนทนากับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม  ข้อมูลพวกนี้น่าจะช่วยก่อประโยชน์อย่างมากต่อความเข้าใจในพื้นที่สาธารณะ  ตอนนี้เค้าเริ่มต้นเจรจาสันติภาพกัน เหตุใดเราจะไม่สามารถจัดเวทีคู่ขนานเพื่อนำเสนอและอธิบายความซับซ้อนในชีวิตคน  ผมเชื่อว่า สันติภาพจะเกิดขึ้นได้มิใช่บนเงื่อนไขการเจรจาทางการเมืองอย่างเดียว แต่จำต้องอาศัยความเข้าใจและความกล้าหาญที่จะ “สบตา” กับความหวาดกลัว ความสบสัน และความหวังของผู้คนด้วย
 
สุดท้าย ผมลองสำรวจเบื้องต้นพบว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา เริ่มปรากฏงานวิชาการในสามจังหวัดภาคใต้อีกครั้ง เฉพาะที่เขียนโดยนักวิชาการไทยต่างก็มีความหลากหลายและครอบคลุมพอสมควร อาทิ งานศึกษาอำนาจเหนือชีวิตในชีวิตคนมลายู นิเวศวิทยา อัตลักษณ์มลายู ชีวิตประจำวัน ความรุนแรง ผู้หญิงมลายูกับความรัก เรื่องเล่าความรุนแรงจากครูชายแดนใต้ และหากเราขยายพรมแดนไปสู่เพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างสังคมวิทยาหรือสหวิทยาการก็จะพบงานศึกษาความคิดของปัญญชนผู้นำทางศาสนา คาทอลิคในโลกมลายู และไทยพุทธในโลกมลายู เป็นต้น  เท่าที่ผมทราบ ยังไม่เคยมีการ “รวมศิษย์เก่าสามจังหวัด” กันอย่างจริงจังเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ รวมไปถึงการประเมินสถานภาพการศึกษาในสามจังหวัดกันอย่างจริงจัง
 
ทุกวันนี้งานวิชาการจำนวนมากมักถูกปิดปากด้วยอุดมคติด้านการแก้ไขความขัดแย้งและการมุ่งความสมานฉันท์จนเกินงาม ประเด็นพวกนี้น่าจะมีส่วนช่วยในการเปิดพื้นที่ให้กับเรื่องราวที่ถูกซุกไว้ใต้พรม เรื่องที่มิอาจพูด และเรื่องที่ถูกมองข้ามในสามจังหวัด 
 
ใช่ ที่ผ่านมาสามจังหวัดภาคใต้มิได้ตกอยู่ท่ามกลางความรุนแรงอย่างเดียว  แต่ยังตกอยู่ท่ามกลางการขาดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงปรากฏการณ์ ผลการศึกษา รวมไปถึงเรื่องอ่อนไหวต่างๆ ความเห็นดังกล่าวน่าคือจุดเริ่มต้นในปฏิบัติการณ์ทางวิชาการที่จะมีส่วนช่วยสร้างนโยบายทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนในการปฏิบัติจริงต่อผู้คนในพื้นที่
 

 

ที่มา:PATANI FORUM

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์