ชำแหละคำพิพากษาศาลอาญา ‘คดีจ้างวานฆ่าเจริญ วัดอักษร’ ตามหาความเป็นธรรม?!?

9 ปี คดีความจ้างวานฆ่า ‘เจริญ วัดอักษร’ ความหวังต่อกระบวนการยุติธรรมในจิตใจของชาวบ้านยิ่งนานวันยิ่งเหมือนจะริบหรี่
 
จากเหตุสะเทือนขวัญเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 มิ.ย.2547 มือปืน 2 คนกระหน่ำยิง ‘เจริญ วัดอักษร’ ผู้นำชาวบ้านกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกอย่างอุกอาจ จนเสียชีวิตคาที่ ชาวบ้านต่างลงความเห็นว่า ความสูญเสียนี้เป็นผลมาจากการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ ต.บ่อนอก และเปิดโปงการบุกรุกที่ดินสาธารณะของกลุ่มอิทธิพล และยิ่งเน้นย้ำ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต ‘ธนู หินแก้ว’ จำเลยที่ 3 ในคดี ฐานะผู้จ้างวานฆ่า จากหลักฐานพยานผูกมัดชัดเจน
 
จนมาเกิดเหตุพลิกผัน เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ประหารชีวิต เป็นให้ยกฟ้องจำเลยในคดี
 
ด้วยเหตุผล “โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่สำคัญอันมีเหตุผลแน่นอนหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจฟังลงโทษนายธนูได้ จึงพิพากษายกฟ้องปล่อยตัวนายธนูพ้นความผิดไป” 
 
กรณีดังกล่าวสร้างข้อกังขาต่อบรรทัดฐานการพิพากษา ให้เกิดขึ้นในสังคม
 
และคำพูดที่ว่า “หลักฐานครบ แต่จบที่ยกฟ้อง” จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ชาวบ้านตั้งคำถาม
 
 
วันที่ 28 เม.ย.56 กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ร่วมกับกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย และสมาคมนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ ‘ชำแหละคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีเจริญ วัดอักษร’ แจกแจงข้อมูลในมุมวิชาการและชาวบ้านต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
 
 
คดีจ้างวานฆ่า ‘เจริญ วัดอักษร’
 
โจทก์: พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1
 
จำเลย: นายเสน่ห์ เหล็กล้วน และนายประจวบ หินแก้ว เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน
 
อย่างไรก็ตาม มือปืนทั้งสองได้เสียชีวิตขณะถูกคุมขังในเรือนจำ จากอาการระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ก่อนขึ้นให้การต่อศาล โดยนายประจวบ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มี.ค.49 ส่วนนายเสน่ห์ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 ส.ค.49
 
นายธนู หินแก้ว ทนายความ, นายมาโนช หินแก้ว สจ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนัน ต.บ่อนอก บิดาจำเลยที่ 3 และ 4 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 3-5 ในความผิดฐานร่วมกันใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน
 
พิพากษาศาลชั้นต้น: วันที่ 30 ธ.ค.2551ศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ 2945/2547 พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามฟ้องให้ประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ 4-5 ให้ยกฟ้อง
 
ต่อมาจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง โดยโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4-5
 
พิพากษาศาลอุทธรณ์: วันที่ 15 มี.ค.56 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ 2865/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 22467/2555 เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และในส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 พิพากษายืนยกฟ้อง 
 
 

แจงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชี้ช่องโหว่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 
ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แจงกรณีที่มือปืนรับสารภาพในชั้นสืบสวน แต่ตายไปเสียก่อน ไม่มีโอกาสขึ้นเบิกความในศาล ทำให้แม้จะมีหลักฐานอื่นๆ แวดล้อมแต่ก็ไม่สามารถลงโทษผู้จ้างวานฆ่าได้ จากคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีความแตกต่างกัน
 
ศาลชั้นต้นได้อาศัยคำให้การของจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ซึ่งมีพยานหลักฐานระบุชัดเจนว่าเป็นผู้ลงมือฆ่านายเจริญ วัดอักษร และได้รับสารภาพแล้ว แม้ว่าทั้งสองไม่ได้มีโอกาสมาให้การในชั้นศาล ซึ่งศาลเรียกพยานนี้ว่า ‘พยานบอกเล่า’ โดยเจ้าพนักงานสอบสวน นำเอาสำนวนสอบสวนมาแสดงต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ซึ่งตายไปแล้ว ได้ให้การเจ้าพนักงานสอบสวนว่าอย่างไรบ้าง
 
และแม้ว่า จำเลยทั้งสองจะมาให้การต่อศาลในฐานะ ‘ประจักษ์พยาน’ ว่าได้มีการจ้างวานฆ่าจริงหรือไม่ แต่คำให้การที่เป็นประจักษ์พยานนี้ก็มีข้อโต้แย่งได้ เพราะเป็น ‘พยานซัดทอด’ ของผู้ที่ร่วมกันกระทำความผิด ซึ่ง ‘พยานซัดทอด’ นี้มีฐานะเช่นเดียวกันกับ ‘พยานบอกเล่า’
 
นั่นคือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือว่า เป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อยแต่รับฟังได้ หากมีส่วนช่วยในการแสวงหาความจริง
 
คำพิพากษาศาลชั้นต้น นำเอา ‘พยานบอกเล่า’ มาประกอบเข้ากับพยานหลักฐานอื่นๆ อาทิ 1.ปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนที่อยู่ความครอบครองของครอบครัวจำเลยที่ 3 2.ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับ จำเลยที่ 3 ในฐานะคนที่มีความสนิทชิดเชื้อ 3.จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมได้ ณ สถานที่ทำการของจำเลยที่ 3
 
การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อยู่ใต้ความอุปถัมภ์ของจำเลยที่ 3 และจำเลยคนอื่นๆ เมื่อกระทำความผิดยังไปอาศัยอยู่ในบ้านของผู้อุปถัมภ์ ทำให้เข้าใจได้ว่าเพราะบุคคลซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์นั้นจะสามารถให้ความคุ้มครองได้ หรือหากหนีไปจะทำให้ผู้อุปถัมภ์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมด้วย
 
และ 4.มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน อันเนื่องมาจากผู้ตายได้กระทำการซึ่งทำให้จำเลยที่ 3 และพรรคพวกได้รับความเสียหาย หรือโกรธแค้นเป็นเหตุจูงใจ
 
นอกจากนี้ การให้การของ ‘พยานบอกเล่า’ เป็นการให้การต่อหน้าทนายของจำเลยซึ่งก็ไม่ได้คัดค้านหรือให้ข้อแนะนำเพื่อโต้แย้ง อีกทั้งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในขณะนั้นร่วมรับฟังด้วย ดังนั้นการที่ ‘พยานบอกเล่า’ หรือ ‘พยานซัดทอด’ มีบุคคลอื่นนั่งรวมอยู่ด้วย จึงเป็นข้อที่แสดงได้ว่าไม่ได้ถูกชักนำ การข่มขู่ หรือชักจูงใจ เป็นการให้การโดยสมัครใจและมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำซักถามของตำรวจ
 
ศาลชั้นต้น ยังพิจารณาด้วยว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ซัดทอดไม่น่าจะเป็นการใส่ร้าย เพราะมีความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์กันมาก่อน อีกทั้ง แม้ให้การไปก็ไม่พ้นผิด เพราะไม่ได้มีคำมั่นสัญญาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ลงมือฆ่าจะถูกกันไว้เป็นพยานแต่อย่างใด
 
พยานหลักฐานมีน้ำหนักมากพอ ศาลอาญาในชั้นต้นจึงเชื่อโดยสนิทใจว่าจำเลยกระทำความผิด ให้ลงโทษประหารชีวิต
 
ขณะที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวน 26 หน้า มีสาระสำคัญคือ
 
1.ข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานั้น เป็นแต่เพียงพยานบอกเล่า แม้มีหลักฐานอื่นระบุว่าจำเลยที่ 3 ขับรถไปที่ปั๊มน้ำมันของนายเจือ หินแก้ว ก่อนที่จะมีการยิงกัน และจำเลยที่ 3 เป็นผู้มอบอาวุธปืนให้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากนั้นแล้วโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีก
 
2.คำให้การต่างๆ ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ว่าในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน หรือการชี้นำที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพล้วนเป็นพยานบอกเล่าทั้งสิ้น และก็เป็นคำซัดทอดที่อ้างว่าผู้อื่นร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักให้รับฟังน้อย และศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง
 
3.นอกจากนั้นแล้วไม่มีพยานหลักฐานอีก
 
“เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่สำคัญอันเป็นเหตุผลอันแน่นอน หรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีมาสนับสนุนให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานจ้างวานให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยที่ 3 ฟังขึ้น” ผศ.ดร.กิตติศักดิ์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
 
อาจารย์นิติศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ศาลอุทธรณ์ยกเหตุเพียงเหตุเดียว นั่นคือ คำให้การเป็นคำให้การแบบ ‘พยานบอกเล่า’ และ ‘พยานซัดทอด’ ในขณะที่ศาลชั้นต้นระบุเหตุผลประกอบหลักฐานเพื่อชั่งนำหนัก ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่เขียนว่า ‘ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย’
 
ทั้งนี้ โดยหลักของการวินิจฉัยคดีแล้ว การวินิจฉัยคดีดังกล่าวถือว่าไม่ได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาให้ชัดแจ้ง
 
“เมื่อศาลไม่ได้หยิบยกเอาข้อซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญในกฎหมาย ว่าจะต้องชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่น แล้วทำคำพิพากษาไปเลย คำพิพากษานี้จึงเป็นคำพิพากษาที่บกพร่อง”  ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ชี้ช่องโหว่ของคำพิพากษาศาลปกครองที่ไม่ได้ทำตามที่กฎหมายกำหนด
 
พร้อมระบุว่า ตรงนี้อาจเป็นไปได้ที่ศาลฎีกาจะหยิบยกมาพิจารณา ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อความในสำนวน
 
ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ชาวบ้านคิดและสรุปเอาเองว่าไม่สามารถเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรมได้ และการนำเรื่องนี้มาพูดกันถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นอีกหากศาลในชั้นสูงขึ้นไปอาจหยิบยกประเด็นที่พูดคุยกันมาพิจารณาด้วย พร้อมยกตัวอย่างคดีใหญ่ คือคดีจ้างวานฆ่าโกโหลน (2526-2530) ซึ่งศาลฎีกาตัดสินโดยใช้พยานซัดทอดและพยานบอกเล่ามาชั่งนำหนักตัดสินโทษผู้กระทำผิด และคดีกำนันเปาะ (2546-2555)
 
ส่วนนายสุรสีห์ โกศลนาวิน อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเป็นอดีตอัยการ มองว่าเมื่อเอาเรื่องมาร้อยเรียงกันจะเห็นการกระทำผิดเป็นขบวนการของจำเลยทั้ง 5 คน และในส่วนพนักงานอัยการเห็นคดีมีมูลจึงสั่งฟ้องได้ ส่วนในกระบวนการต่อไปเชื่อว่าอัยการจะยื่นฎีกาคดีอย่างแน่นอน
 
นายสุรสีห์ แสดงความเห็นต่อมาว่า ในชั้นศาลฎีกามีแนวโน้มที่คดีอาจพลิกอีกครั้ง หากพิจารณาดูเหตุจูงใจ หลักฐาน พยานบุคคล และเพียงพอจะลงโทษจำเลยทั้ง 5 คนในคดีนี้ด้วยซ้ำไป
 

เติมประเด็นเหตุการณ์ ‘วันปลิดชีพ’ ถึง ‘การอุทธรณ์คดี’

 
ด้านนางสาวกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภรรยาผู้เสียชีวิต เล่าถึงลำดับเหตุการณ์ของคดีว่า มือปืนไม่ได้ถูกจับได้ในวันก่อเหตุ แต่มีประจักษ์พยาน 2 คน อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยมือปืนทั้งสองมานั่งกินเหล้าเพื่อรอดักยิงนายเจริญ ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่ม ถึงประมาณ 3 ทุ่ม ทำให้พยานจำหน้าจำเลยได้ และมีพยานคนหนึ่งที่รู้จักกับผู้ก่อเหตุเป็นการส่วนตัว
 
ต่อมา นายเสน่ห์ เหล็กล้วน และนายประจวบ หินแก้ว สองมือปืนยอมรับว่ามีพยาน 2 คนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย มีหลักฐานบันทึกการสอบสวนในทุกขั้นตอน บันทึกเป็นวีดิโอ 8 ม้วน ถูกส่งขึ้นสู่ศาล
 
หลังจากนั้นมีการออกหมายจับกุม โดยนายเสน่ห์จำเลยที่ 1 ถูกจับในวันที่ 29 มิ.ย.2547 และนายประจวบ ถูกจับในวันที่ 1 ก.ค.2547 ที่บ้านนายธนูเช่นเดียวกัน
 
ในชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสองรับสารภาพว่าเป็นมือปืนยิ่งนายเจริญ โดยคนที่ใช้และสังการคือนายธนู จำเลยที่ 3 ส่วนอาวุธปืนนายธนูเป็นผู้จัดหามาให้มี 2 กระบอก และในวันที่เกิดเหตุนายธนูเป็นผู้ขับรถมาส่งนายประจวบให้เจอกับนายเสน่ห์ที่ปั๊มของกำนันเจือ หินแก้ว (จำเลยที่ 5) ซึ่งนายเสน่ห์พักอาศัยอยู่ และห้องพักดังกล่าวเคยเป็นสถานที่ใช้วางแผนร่วมกันกับนายธนู ก่อนก่อเหตุ 1 สัปดาห์
 
นางสาวกรณ์อุมา กล่าวด้วยว่า ตามคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน นายประจวบ พักอาศัยอยู่กับนายธนูเนื่องจากเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ช่วยเหลือนายธนูโดยช่วยเลี้ยงหมู ส่วนนายเสน่ห์นอกจากมีอาชีพทำไร่ ช่วงหนึ่งเคยเป็นยามของโรงไฟฟ้า หลังจากหมดการว่าจ้างจากโรงไฟฟ้าได้มารับใช้นายธนู และสจ.มาโนช (จำเลยที่ 4) โดยเป็นคนขับรถ
 
หลังก่อเหตุจำเลยทั้งสองหลบหนีและนำปืนไปทิ้งที่หนองน้ำ ซึ่งเมื่อถูกจับกุมก็นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเก็บเอาอาวุธปืนทั้ง 2 กระบอกคืนมาได้ และพาไปชี้ปั๊มน้ำมันของกำนันเจือว่าเป็นสถานที่ซึ่งนำวัตถุพยานคือเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะก่อเหตุไปเผาทำลาย
 
เหล่านี้คือหลักฐานซึ่งบรรจุอยู่ในสำนวนที่ส่งขึ้นศาล และมีการรับรองจากกองพิสูจน์หลักฐานว่า ปืนที่ยึดมาได้ทั้ง 2 กระบอก ปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ หัวกระสุนที่ผ่าออกมาได้จากศพเจริญและที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ สามารถพิสูจน์ได้ว่ามาจากปืนกระบอกเดียวกัน
 
ส่วนมูลเหตุจูงใจ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานที่ระบุได้ว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า และสูญเสียประโยชน์จากการคัดค้านโรงไฟฟ้า จากเอกสารของบริษัทโรงไปป้า แสดงให้เห็นว่ากำนันเจือเป็นประธานกองทุนโรงไฟฟ้า หากโรงไฟฟ้าไม่ได้สร้างก็จะไม่ได้รับ และมูลเหตุจูงใจอีกข้อหนึ่ง คือเสียผลประโยชน์จากกรณีการบุกรุกที่ดินสาธารณะคลองชายธง 937 ไร่ ซึ่งจำเลยที่ 3-5 ได้เข้าไปทำนากุ้งและเดินเรื่องออกโฉนด แต่ถูกกลุ่มชาวบ้านคัดค้านและเรียกร้องเอาผิดฐานบุกรุกจนเป็นคดีความ
 
ทั้งนี้ ในคดีของนายเจริญมีหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมในการทำคดี ทั้งกองปราบ ตำรวจสืบสวนกลาง ตำรวจภาค 7 และตำรวจในพื้นที่ หลังจากนั้นจึงโอนคดีไปกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
 
นางสาวกรณ์อุมา กล่าวถึงของสังเกตต่อการพิจารณาคดีของศาลที่มีความแตกต่างกันด้วยว่า ในศาลชั้นต้นระบุว่า ‘จำเลยที่ 3 ไม่สามารถมีพยานหลักฐานมาหักล้างกับพยานฝ่ายโจทก์ได้’ เพราะเป็นการสืบจำเลยที่ 3 เพียงคนเดียว รับรองตัวเองว่าไม่ได้ทำผิด ขณะที่ฝ่ายโจทก์มีพยานแวดล้อม ประจักษ์พยาน และหลักฐานมากมาย 
 
แต่ศาลอุทธรณ์กลับระบุว่า ‘โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่สำคัญอันมีเหตุผลแน่นอนหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีมาสนับสนุน’  
 
ดังนั้น วันนี้ชาวบ้านจึงต้องการมานำเสนอข้อเท็จจริงและกระบวนการให้รับรู้กัน
 

ชี้ความเป็นธรรม ไม่ควรถูกชี้ขาดโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

 
นางสาวกรณ์อุมา แสดงความเห็นว่า โดยกลไกลของอำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษได้ เพราะเชื่อว่าคดีออกแบบได้ จากประสบการณ์ที่ได้เห็นการทำหน้าที่ของอัยการ การที่จำเลย 2 คนที่เป็นมือปืนตายในระหว่างคุมขัง
 
อีกทั้ง จำเลยซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้รับการประกันตัวมาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชั้นจับกุมที่นายธนูเข้ามอบตัว จนเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินพิพากษาประหารชีวิตก็ยังได้รับการประกันตัว ท่ามกลางการมาคัดค้านของชาวประจวบ 6 คันรถบัส และล่าสุด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้พยานหลักฐานต่างๆ ไม่มีนำหนักพอที่จะรับฟังได้
 
นางสาวกรณ์อุมา กล่าวว่า สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในห้องประชุมวันนี้เห็นตรงกันว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่มีความเป็นธรรม และมีหลักฐานพยานมากมายที่คิดว่าหากไม่มีการนำเอาข้อเท็จจริง เอาหลักฐานที่อยู่ในสำนวนคดีของศาลมาพูดคุยให้สังคมรับรู้ในวันนี้ ชาวบ้านคงแค่ได้พูดไปต่างๆ นานาว่าไม่เป็นธรรม และคนหลายๆ คนในสังคมนี้ก็อาจเข้าใจได้ว่าเราคิดเอาแต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง
 
ดังนั้น คำพิพากษาที่มันแตกต่างกันกับศาลชั้นต้น แตกต่างกันแบบขาวกับดำ ควรได้รับการตีแผ่สู่สังคม
 
“วันนี้ความเป็นธรรม และความชอบธรรมที่นำไปสู่ความเป็นธรรม ไม่ควรถูกชี้ขาดโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่มักใช้คำว่า ‘ชอบด้วยกฎหมาย’ หรือ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ มาเป็นผู้ชี้ขาด” นางสาวกรณ์อุมา ให้ความเห็น
 
ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก กล่าวด้วยว่า กรณีการตายของเจริญที่วันนี้หลายคงกังขา ควรเอาข้อเท็จจริงออกสู่สังคม เพื่อให้สังคมชี้ขาดว่ามีความชอบธรรมหรือเป็นธรรมหรือไม่ กับคำพิพากษาที่ออกมาเช่นนี้ ซึ่งส่วนตัวคงมีความเห็นเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
 
พร้อมย้ำ เป้าหมายของชาวบ้านไม่ได้ต้องการประท้วงคำพิพากษา แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานและความกล้าหาญของสังคม หากเจอความอยุติธรรมต้องกล้าที่จะตรวจสอบ ทั้งระบุ หากปล่อยกระบวนการยุติธรรมทั้งศาล ตำรวจ อัยการทำหน้าที่อย่างบกพร่อง สังคมจะอยู่กันอย่างสงบสุข สันติสุขได้อย่างไร
 
“ตอนนั้นที่เจริญเสียชีวิต เรามีการพูดคุยกันว่า ถึงที่สุดความเป็นธรรมอาจจะไม่เกิด เรามาคิดกันดีกว่าว่าทำอย่างไรให้การตายหรือศพของเจริญ ให้การเรียนรู้เกิดคุณูปการต่อสังคมมากที่สุดโดยเฉพาะกับกระบวนการยุติธรรม” ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกในวันนี้กล่าว
 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์