จักรภพ เพ็ญแข: วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งมาเลย์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ผลการเลือกตั้งในมาเลเซียออกมาตามคาด นั่นคือพรรคผสมฝ่ายค้าน 3 พรรคที่รวมกันเป็นแนวร่วมประชาชน (PR) ได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่มากพอจะเอาชนะอย่างเด็ดขาดต่อแนวร่วมแห่งชาติ (BN) ของฝ่ายรัฐบาล แต่ทำลายเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของรัฐบาลได้เป็นครั้งที่สองในรอบห้าปี ซึ่งแปลว่าฝ่ายรัฐบาลต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองไปหลายอำนาจ รวมทั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แนวโน้มนี้จะทำให้มาเลเซียเกิดความระส่ำระสายในทางการเมืองและจะส่งผลมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

จากที่นั่ง 222 ที่นั่ง ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นแนวร่วมพรรคการเมือง 33 พรรคคว้าไปได้ 133 ฝ่ายค้านได้ 89 ที่นั่ง รวมกัน 222 ที่นั่งพอดี มาเลเซียเขาไม่นิยมระบบพรรคเล็กพรรคน้อย ใครรู้ว่าอยู่ข้างไหนก็ให้เข้าเป็นแนวร่วมของข้างนั้น มีแนวร่วมพรรคการเมืองอยู่เพียงสองด้าน เสมือนระบบสองพรรคเช่นกัน

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคอ่านการเมืองเก่ง เขาออกมาสื่อสารทันทีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงความไม่พอใจของคนมาเลย์เชื้อสายจีน และรัฐบาลของเขาจะจับประเด็นนี้ขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน แต่ผู้นำแนวร่วมฝ่ายค้านคืออันวาร์ อิบราฮิมก็ใช่ย่อย ออกมาประกาศเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาร่วมประท้วงในความผิดปกติระหว่างการเลือกตั้ง โดยให้ออกมาในวันพุธที่ 8 พ.ค.นี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการสอบสวนในหลายจุดที่เขากล่าวหาว่าเกิดการทุจริตขึ้น

บทที่ฝ่ายค้านเล่นความจริงก็ไม่แปลกนัก เกือบจะเป็นบทบังคับอยู่ สุดแต่ว่าจะเล่นไปถึงขนาดไหนเท่านั้น แต่การที่ฝ่ายรัฐบาลมุ่งตรงไปที่คนจีนในประเทศนับเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะธุรกิจคนจีนเป็นตัวจักรทางเศรษฐกิจสำคัญของมาเลเซีย ถ้าประชาคมนี้ปันใจให้กับฝ่ายค้านอย่างถาวรแล้ว นอกจากคะแนนเสียงที่อาจจะสูญเสียเป็นอันมากแล้ว ยังมีโอกาสสูญเสียเงินสนับสนุนในทางการเมืองอย่างมหาศาลด้วยปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

มาเลเซียเป็นประเทศประหลาดที่สุดประเทศหนึ่งในแง่เชื้อชาติ ถึงคนมาเลย์จีนจะเป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งทางเศรษฐกิจ แต่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรธุรกิจชั้นนำกลับถูกบังคับว่าต้องเป็นคนมาเลย์เท่านั้นที่จะนั่งได้ เรียกคนเหล่านี้ว่า ภูมิบุตร หรือ ลูกของแผ่นดิน นับเป็นนโยบายกดขี่ทางเชื้อชาติอย่างเปิดเผยที่สุดในโลกก็ว่าได้

ในระบบราชการที่กล่าวอ้างว่าเป็น “ความมั่นคง” ทุกหนแห่ง คนจีนและคนอินเดียเข้าทำงานไม่ได้ทั้งนั้น ถือว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับงานด้านความมั่นคง ผมยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจในความอดทนแบบนี้นัก ถ้าเราถูกใช้ให้ทำงานอย่างเหนื่อยยากเพื่อหาเงินเข้าบ้าน แต่เรากลับถูกดูถูกและถูกระแวงสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าจงรักภักดีเพียงพอหรือไม่ ก็คงระเบิดเถิดเทิงไปเสียนานแล้ว ไม่ยอมอยู่เป็นน้ำใต้ศอกกันชัดๆ อย่างนี้หรอก

อย่างไรก็ตามเมื่อเขาทนกันมาได้เกือบ 60 ปีจนระบายออกมานิดๆ ในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมานี้ เราก็ควรติดตามต่อไปว่านโยบาย “เอาใจจีน” ภายในประเทศมาเลเซียจะประสบความสำเร็จสักแค่ไหน และฝ่ายค้านจะสามารถนำภาวะ “14 ตุลา” มาสู่ประเทศของตนได้หรือไม่ เรดาร์ของเราคงต้องจับกระแสทั้งสองทางนั้น

ส่วนผลกระทบต่อการเจรจาดับไฟใต้นั้น ข่าวไม่สู้จะดีนัก เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในฝ่ายค้านหลายคนมาจากฝ่ายที่คัดค้านนโยบายช่วยเหลือไทยของรัฐบาล และหลายคนก็เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในเมืองไทยอยู่ ผมขอตัวที่จะไม่เอ่ยชื่อและระบุรัฐที่ ส.ส. เหล่านี้พำนักอยู่ เชื่อว่าหน่วยงานความมั่นคงของไทยคงทราบอยู่บ้างแล้ว ผมจะส่งรายชื่อเพิ่มเติมกันหลังไมค์ต่อไปเพื่อให้รายชื่อนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เอาเถิดครับ ถึงเราจะบังคับเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราให้ถูกใจเราหรือสอดรับต่อผลประโยชน์แห่งชาติของเราทั้งหมดไม่ได้ แต่เราก็วางแผนต่างๆ ตามข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาไปกว่าเดิมหรอกครับ เพียงเราอย่าประมาทเหมือนเดิมเท่านั้น

 

เผยแพร่ครั้งแรก เฟซบุ๊กเพจ จักรภพ เพ็ญแข

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์