‘ชาวบ้านบ่อนอก’ ยื่นข้อมูลอัยการ ชี้ปมศาลอุทธรณ์ เขียนคำพิพากษา 'คดีเจริญ' บกพร่อง

กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเคลื่อนขบวน ยื่นข้อมูลอัยการสูงสุดเพื่อจัดทำคำฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ‘คดีจ้างวานฆ่าเจริญ วัดอักษร’ แจงศาลอุทธรณ์เขียนคำพิพากษาบกพร่อง ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

 
วันนี้ (9 พ.ค.56) เวลา 9.30 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 50 คน นำโดยนางสาวกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดเกี่ยวกับคดีจ้างวานฆ่านายเจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ผู้นำขบวนการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก ที่ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.47
 
สืบเนื่องจาก ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ประหารชีวิต เป็นให้ยกฟ้องนายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 โดยวินิจฉัยว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของมือปืน 2 คน ซึ่งไม่ได้มาเบิกความต่อศาลเพราะเสียชีวิตไปก่อนนั้น ถือเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่มีน้ำหนักน้อย จึงให้ยกฟ้อง
 
นางสาวกรณ์อุมา กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกและสมาคมนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จึงได้จัดงานเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ชำแหละคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีสังหารเจริญ วัดอักษร” ขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย.56 โดยการเสวนาดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์เชิงวิชาการเกี่ยวกับข้อบกพร่องของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ที่ไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในคดี รวมทั้งไม่เป็นไปตามหลักในการเขียนคำพิพากษาที่กำหนดว่า ‘จะต้องแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงให้ชัดเจน’ ด้วย
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกจึงได้รวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นจากการเสวนาดังกล่าว เป็นแผ่นซีดีการเสวนา และเอกสารคำพิพากษาศาลฎีกาโดยย่อในคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกันที่ศาลฎีกาเคยตัดสินลงโทษจำเลยโดยอาศัยคำ ‘พยานบอกเล่า’ และ ‘พยานซัดทอด’ มาแล้ว และนำมายื่นต่ออัยการสูงสุด เพื่อใช้ในการจัดทำคำฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้
 
นอกจากนั้น จะมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการเสวนาชำแหละคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ ผ่านทางยูทูป เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้สังคมได้ร่วมรับรู้และเป็นบทเรียนด้วย
 
“ความจริงแล้วพวกเราชาวบ่อนอกไม่ได้มีความหวังกับขบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จากการติดตามคดีในช่วงต้นมาจนถึงการที่มือปืนทั้ง 2 คนตายในคุกในเวลาห่างกันแค่ 4 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ออกมานี้ แม้กระทั่งนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายยังใช้คำว่า เป็นคำพิพากษาที่บกพร่อง พวกเราจึงอยากเผยแพร่เรื่องนี้ให้สังคมได้ร่วมรับรู้” ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกกล่าว
 
ด้าน นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เป็นตัวแทนอัยการสูงสุดในการรับมอบข้อมูลดังกล่าว โดยกล่าวว่า ท่านอัยการสูงสุดได้มีบัญชามาว่าให้ดำเนินคดีนี้อย่างเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพราะคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่ประชาชนสนใจ จะต้องมีการดำเนินการพิจารณาโดยละเอียด
 
“ผมอยากเรียนให้ความมั่นใจต่อชาวบ่อนอกทุกท่านว่า สำนักงานอัยการสูงสุดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และจะดำเนินการอย่างรอบคอบ” นายวินัยกล่าว
 
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว อัยการคดีพิเศษ ได้ส่งฟ้องจำเลยรวมทั้งสิ้น 5 ราย และศาลอาญาได้พิพากษาในชั้นต้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.51 ให้ประหารชีวิตนายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานจ้างวาน และยกฟ้องจำเลยที่ 4-5 ส่วนจำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งรับสารภาพว่าเป็นผู้ยิงนายเจริญ วัดอักษรจนเสียชีวิต และซัดทอดจำเลยที่ 3-5 เป็นผู้ใช้จ้างวานนั้น เสียชีวิตในระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเมื่อปี 2549 ทั้งสองคน
 
ส่วนความคืบหน้ากระบวนการฎีกา ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายเวลาการยื่นคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในครั้งแรก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 พ.ค.นี้ หากไม่มีการยื่นขยายเวลาออกไปเป็นครั้งที่ 2
 
 
 
 
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก
วัดสี่แยกบ่อนอก หมู่ 10 ต.บ่อนอก
อ.เมือง  จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77210
 
9  พฤษภาคม  2556
 
เรื่อง      การยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
 
เรียน      อัยการสูงสุด
 
อ้างถึง    คดีหมายเลขดำที่  2945/2547  หมายเลขแดงที่  อ. 5090/2551 
            ระหว่าง  พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด  โจทก์  นายเสน่ห์  เหล็กล้วน  ที่ 1
            กับพวกรวม 5 คน  จำเลย
 
สิ่งที่ส่งมาด้วย
1.     ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาโดยย่อในหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีที่อ้างถึง
2.     แผ่นซีดีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ชำแหละคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีเจริญ วัดอักษร” ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 28 เมษายน 2556
3.     บทความเรื่องวิพากษ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีจ้างวานฆ่าคุณเจริญ วัดอักษร
 
ตามที่ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่อ้างถึงข้างต้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม  2556  โดยพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าว  ซึ่งรายละเอียดทาง พนักงานอัยการ ในฐานะโจทก์ในคดีดังกล่าวทราบดีอยู่แล้วนั้น 
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเห็นว่า  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวยังคลาด เคลื่อนทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายอยู่มากมายหลายประการ จนถึงขนาดที่ นักวิชาการทางกฎหมายผู้ทรงคุณวุฒิได้กล่าวไว้ในการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ว่า  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้เป็นคำพิพากษาที่บกพร่อง ไม่เป็นไปตาม หลักการทำคำพิพากษาที่จะต้องแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง  และยังทำคำวินิจฉัยที่ไม่เป็น ไปตามหลักข้อกฎหมาย  ซึ่งรายละเอียดสามารถตรวจสอบได้จากสิ่งที่ส่งมาด้วยพร้อมหนังสือนี้ 
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเห็นว่า  คำพิพากษาของศาลอาญาในคดีนี้ที่ตัดสินประหาร ชีวิตนายธนู  หินแก้ว จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นผู้จ้างวานใช้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปสังหารคุณเจริญ วัดอักษร นั้น ศาลอาญาได้รับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุของโจทก์ โดยละเอียดรอบคอบเป็นธรรม และยังให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว คำพิพากษาของศาล อาญาที่ให้ประหารชีวิตนายธนู หินแก้ว จึงมีเหตุผลสมควรทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุก ประการ ส่วนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ยกฟ้องนายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 ดังกล่าว โดยเหตุผลเพียงสั้น ๆ ที่อ้างว่า  เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมือปืนผู้สังหารคุณเจริญ วัดอักษร ได้เสียชีวิตในเรือนจำก่อนที่จะเบิกความในชั้นศาล  ทำให้คำให้การของจำเลยทั้งสอง เป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง  รวมทั้งเป็นคำซัดทอดถึงจำเลยอื่นด้วยกัน จึงเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อย จึงวินิจฉัยให้ยกฟ้องผู้จ้างวานฆ่า ดังกล่าว
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเห็นพ้องร่วมกับกลุ่มนักวิชาการทางกฎหมายที่เข้าร่วมเสวนา เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2556 ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้เป็นคำพิพากษาที่บกพร่อง คลาดเคลื่อนทั้งในปัญหาข้อ กฎหมายและข้อเท็จจริง และมิได้ทำคำวินิจฉัยอธิบายเหตุผลโต้แย้งข้อวินิจฉัยและคำพิพากษาของ ศาลอาญาแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้แสดงถึงเหตุผลแห่งคำพิพากษาให้ชัดเจน  กลุ่มรักท้องถิ่น บ่อนอกเห็นว่า ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ที่อ้างเพียงว่า คำให้การของมือปืนในคดีนี้ทั้งสอง คนที่ตายไปก่อนในขณะถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ จนไม่สามารถมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ จึงเป็น เพียงพยานบอกเล่าที่มีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้นั้น  เป็นข้อวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับหลักข้อกฎหมาย แต่อย่างใด เพราะตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในกรณีเช่นเดียวกันนี้ (ตามเอกสารที่ส่งมาด้วย) คำพยานของ โจทก์ในลักษณะของคดีนี้ล้วนมีน้ำหนักรับฟังและนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยได้   
 
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเห็นว่า 
 
1. โจทก์มีพยานบุคคลและพยานวัตถุในชั้นพิจารณาพิสูจน์อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงมือฆ่าคุณเจริญ วัดอักษร  แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะ ขึ้นเบิกความต่อศาลในชั้นพิจารณาคดี ศาลอาญาจึงรับฟังจากคำให้การของเจ้าพนักงานผู้สอบสวน คดีและเจ้าหน้าที่ปกครองชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการสอบสวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ ถือเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่มีน้ำหนักน้อย แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 ได้ระบุไว้ว่า
 
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
 
(1)    ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
(2)    มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบ ข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
 
ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ไม่สามารถมา เบิกความต่อศาลได้ แต่ก็ยังมีพยานหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบกับพยาน บอกเล่าดังกล่าวจนทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้  คือ
 
1.1      จากพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อศาล  ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงคุณเจริญนั้น เป็นปืนที่อยู่ในความครอบครองของครอบครัวของจำเลยที่ 3   ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพว่าอาวุธปืนที่ตนใช้ยิงคุณเจริญ เป็นปืน ที่จำเลยที่ 3 นำมามอบให้ตนก่อนใช้ก่อเหตุราวหนึ่งสัปดาห์
 
1.2      ทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ล้วนถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านพักของจำเลยที่ 3 โดย ในขณะที่ตำรวจไปจับกุมนั้น  จำเลยที่ 3 ก็รับว่าเป็นเจ้าของบ้านที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หลบซ่อนอยู่ (58/3 ถ.สุขจิต อ.เมือง จ.ประจวบฯ)
 
1.3       ภรรยาผู้ตายตลอดจนผู้นำชุมชนล้วนให้การสอดคล้องตรงกันว่า จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 มีเหตุโกรธเคืองคุณเจริญซึ่งเป็นผู้นำในการ เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก และจากกรณีเปิดโปงการบุกรุก ที่ดินสาธารณะประโยชน์คลองชายธง อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้ง 3 สูญเสีย ผลประโยชน์อย่างรุนแรง
 
1.4       ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน ตำรวจท้องที่และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ร่วมรับฟังการสอบสวน และการสอบสวนดังกล่าวได้กระทำ ต่อหน้านายธิติสรณ์ พลมณี ผู้ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 2   ทั้งนี้ รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็ได้เบิกความรับรองการสอบสวนดังกล่าว ไว้ด้วย อีกทั้งการทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพทุกขั้นตอน ได้กระทำโดยเปิดเผย ภายใต้การติดตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง โดยใกล้ชิดและต่อเนื่อง
 
พยานหลักฐานอื่นๆ ข้างต้น ล้วนสอดคล้องเป็นลำดับขั้นตอนตามที่จำเลยทั้งสอง ได้ให้การไว้ ทำให้พยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังได้ ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาก็ได้มี การพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยการพิจารณาจากพยานบอกเล่าในหลายคดี (รายละเอียดตาม แนวคำพิพากษาฎีกาที่ส่งมาด้วย)
 
2. การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคำ พยานซัดทอดถึงจำเลยอื่นที่อ้างว่ากระทำความผิดด้วยกัน เป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักให้รับ ฟังน้อยและศาลจะต้องฟังด้วยความระมัดระวังนั้น ศาลอุทธรณ์มิได้พิจารณาหลักฐานประกอบอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ที่ระบุว่า
 
มาตรา 227/1 ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น อันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความ ระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมี เหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมา สนับสนุน
 
พยานหลักฐานประกอบตามวรรคหนึ่ง หมายถึง พยานหลักฐานอื่นที่รับฟังได้ และมีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหากจากพยานหลักฐานที่ต้องการพยานหลักฐาน ประกอบนั้น ทั้งจะต้องมีคุณค่าเชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้พยานหลักฐานอื่น ที่ไปประกอบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย
 
จากพยานหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบกับคำให้การซัดทอดของ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏดังนี้
 
2.1      จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองกับคุณเจริญแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ จะอ้างว่าเคยมีเหตุโกรธเคืองจากการที่คุณเจริญกล่าวดูหมิ่นเหยียดหยามตน ก็ มิใช่สาเหตุที่ถึงขั้นจะต้องคิดฆ่ากัน ต่างจากกรณีของจำเลยที่ 3-5 ที่มีเหตุ โกรธเคืองคุณเจริญจากการสูญเสียผลประโยชน์จำนวนมากจากโครงการ ก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก และการบุกรุกที่ดินสาธารณะคลองชายธง
 
2.2      จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์พิเศษกับจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิง มีบุญคุณต่อกัน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยประกันตัวจำเลยที่ 1 ในคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกด้วย
 
2.3      จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด จึง ไม่มีเหตุผลที่จะให้การปรักปรำจำเลยที่ 3 ว่าเป็นผู้ใช้จ้างวานฆ่าคุณเจริญ ซึ่งมี โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
 
2.4      คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจะมีผลทำให้ จำเลยทั้งสองพ้นจากความผิด ถูกกันไว้เป็นพยาน หรือได้รับประโยชน์อื่นๆ แต่อย่างใด จึงเป็นคำให้การที่มีน้ำหนัก
 
2.5      จำเลยที่ 3 ได้เบิกความปฏิเสธข้อกล่าวหาเพียงลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐาน อื่นที่สามารถนำมาหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้เลยว่า ไม่ได้เป็นผู้ใช้ จ้างวานฆ่าคุณเจริญ
 
ข้อมูลและข้อคิดเห็นข้างต้นนี้ ประมวลจากการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ชำแหละ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีเจริญ วัดอักษร” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2556  ณ ห้อง แอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รายละเอียดดังสิ่งที่ส่งมาด้วย 2) ซึ่งได้มีการ วิเคราะห์ในเชิงวิชาการให้เห็นถึงความบกพร่องของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ อันจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อสำนักงานอัยการสูงสุดในการจัดทำคำฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีนี้ ทั้งนี้ เพื่อเป็น การเสริมสร้างสถาบันตุลาการและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยให้สามารถผดุงไว้ซึ่งความ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เพื่อสันติสุขของสังคมโดยรวมสืบไป และเพื่อที่จะเป็นหนทางหนึ่งในการ นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองต่อไป
 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
 
ด้วยความเคารพอย่างสูง
 
(.................................................................)
กรณ์อุมา พงษ์น้อย
ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก
 
 

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์