สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 14 - 20 พ.ค. 2556

ก.แรงงาน ยันไม่มีศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ไม่กระทบเจ็บป่วยจากการทำงาน

นายอาทิตย์ อิสโม รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวยืนยันว่า การที่สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ แม้จะไม่มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ก็จะไม่กระทบต่อการรับเรื่องร้องเรียน ตามที่สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กังวล เนื่องจากหากมีศูนย์ฯ ในสถาบันฯ ก็ต้องส่งเรื่องต่อไปให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจในการตรวจสอบ เพราะองค์กรอิสระซึ่งเปรียบเสมือนเอกชนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเอกชนด้วยกัน ได้

ดังนั้น การร้องเรียนที่หน่วยงานราชการ เช่น สำนักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) หรือหน่วยงานราชการอื่น ๆ จะสามารถดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนได้รวดเร็วกว่า อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ เพราะแต่ละหน่วยงานจะมีระเบียบที่กำหนดให้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ไว้อยู่แล้ว

(สำนักข่าวไทย, 16-5-2556)

 

ปธ.ส.อ.ท.แจ้งจับอดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับพวก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายประพันธ์ มณทการติวงศ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายสนอง ป่าธนู ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ลพบุรี กับพวกรวม 13 ราย กรณีทุจริตเงินในโครงการ ยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบการ ใน จ.ลพบุรี เหตุเกิดตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2555 รวมมูลค่าความเสียหาย 6 ล้านบาท
 
นายพยุงศักดิ์กล่าวว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีการจ่ายเงินงบประมาณให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นสมาชิกของสภา อุตสาหกรรมไม่ครบจำนวน จึงทำการตรวจสอบกระทั่งพบว่าคดีมีมูล ซึ่งงบประมาณที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐจำนวน 12 ล้านบาท แต่มีการทุจริตไป 6 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐและกลุ่มบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงเข้าแจ้งความดังกล่าว

(มติชนออนไลน์, 17-5-2556)

 

นายกฯ ย้ำเร่งพัฒนาใต้ให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เผยหลังประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เน้นย้ำให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม รวมทั้งพัฒนาการศึกษา ที่จะส่งเสริมให้เรียนภาษามลายูและภาษาไทยควบคู่กัน เพื่อให้การศึกษานำไปสู่การจ้างงานในพื้นที่ได้

ด้านผู้บัญชาการทหารบกได้ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยว่า ขณะนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน ที่สำคัญได้รับความร่วมมือจากสมาพันธ์ครูฯ การปฏิบัติหน้าที่จึงได้ผลน่าพอใจ เบื้องต้นยอมรับมีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทยอยเข้ามอบตัวต่อเนื่อง ส่วนแนวทางพูดคุยสันติภาพกลุ่มบีอาร์เอ็นยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบของ สมช.

(สำนักข่าวไทย, 17-5-2556)

 

ปลดวิกฤติ 'เหลื่อมล้ำ' ด้านสุขภาพ งานวิจัยเสนอตั้งกลไกอภิบาลระบบมาตรฐานเดียว

ข้อมูลจากเวที "กลไกอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ" ในงานประชุมวิชาการการวิจัยระบบสุขภาพ ประจำปี 2556 "จัดการความรู้สู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม" จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ฉายภาพปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยให้ เห็นว่า ยังมีความแตกต่างหลากหลายของกองทุนสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม ประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว พนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการ กทม. และหน่วยงานที่มีระบบประกันสุขภาพเป็นของตัวเอง ส่งผลให้ผู้รับบริการในแต่ละกองทุนได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน และนำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปรียบเทียบให้เห็นว่า ในต่างประเทศแม้จะมีกองทุนสุขภาพหลายกองทุนเหมือนประเทศไทย แต่ก็มีหน่วยงานที่กำกับดูแลเพียงหน่วยงานเดียว จึงทำให้การบริหารจัดการมีมาตรฐานเดียว แตกต่างกับประเทศไทยที่มีหน่วยงานทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและมีวิธีการ บริหารที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งวิธีการจ่ายเงิน การเข้าถึงคุณภาพบริการ เป็นต้น

นักวิจัยจาก TDRI ยังได้สรุปประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของระบบสุขภาพ พบปัญหาใน 3 มิติที่มีความลักลั่นกันอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.สิทธิประโยชน์ เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ ให้การคุ้มครองบิดา มารดา ภรรยา และบุตร ขณะที่สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้เฉพาะผู้ประกันตน นอกจากนี้แม้เกิดการเจ็บป่วยโรคเดียวกันหากใช้ระบบประกันสุขภาพที่ต่างกัน การคุ้มครองก็ยังแตกต่างกัน 2.คุณภาพในการรักษา เช่น สิทธิการคลอดบุตร ระบบสวัสดิการข้าราชการ สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ขณะที่ระบบประกันสังคมเหมาจ่ายได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วนระบบประกันสุขภาพแห่งชาติเบิกตาม DRG ไม่เกิน 2 ครั้ง 3.ค่าใช้จ่าย คือ แต่ละกองทุนมีภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เช่น ประกันสังคม ภาระค่าใช้จ่ายมี 3 ส่วน ได้แก่ ผู้ประกันตน ผู้ประกอบการ และรัฐบาล"

ดร.เดือนเด่น ชี้ว่าจากบทเรียนในต่างประเทศแม้จะมีระบบประกันสุขภาพหลายระบบ แต่ก็มีการจ่ายเพียงระบบเดียว ทำให้มีสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันหรือเกือบเท่าเทียมกัน ดังนั้น ในประเทศไทยควรมีระบบสุขภาพเดียวดูแลครอบคลุมประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยอาจไม่ต้องรวมกองทุน เพื่อให้ระบบการเบิกจ่าย การคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์เป็นแบบเดียวกัน ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมได้โดยให้ผู้ประกันตนหรือนายจ้างที่ไม่ใช่รัฐเป็นผู้จ่าย โดยหลักการสิทธิพิเศษเพิ่มเติมต้องไม่ไปแย่งชิงทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีอยู่ อย่างจำกัดของรัฐ แต่เน้นสิทธิประโยชน์ทางสังคม เช่น การใช้บริการใน รพ.เอกชน

"ถ้าต้องเลือกให้มีเพียงระบบเดียว ระบบที่เหมาะ คือ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากคนไทยเป็นสมาชิกของระบบนี้อยู่แล้วถึง 47 ล้านคน เป็นการง่ายที่จะขยายให้ครอบคลุมประชากรทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ระบบอื่นๆ เช่น ประกันสังคมดูแลเฉพาะผู้ที่มีงานทำเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม ดร.เดือนเด่น เสนอว่า การยกเลิกสิทธิ์ของข้าราชการเลยนั้นอาจไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม หากจะยกเลิกต้องหาวิธียกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การไม่ขยายระบบนี้ให้กว้างออกไปโดยจำกัดวงเท่าที่มีอยู่ จัดให้ข้าราชการบรรจุใหม่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการชดเชยการเสียสิทธิ์ นอกจากนั้นเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสุขภาพเพื่อมีแหล่งเงินด้านสุขภาพที่แน่ นอน และเสนอระบบการเบิกจ่ายที่ใช้ DRG และเหมาจ่ายรายหัว โดยมีศูนย์ข้อมูลและ Case mix Center ทั้งนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการรวมการบริหารจัดการทั้ง 3 กองทุนไว้ด้วยกัน จะมีผลดีทั้งด้านบริหารจัดการ การให้บริการ และการตรวจสอบได้ โดยสร้าง clinical audit ที่ดีมีคุณภาพ

น.พ.วิเชียร เทียนจารุวัฒนา สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในมุมมองของแพทย์ผู้ให้บริการต้องการที่จะให้การรักษาที่เท่าเทียมกัน สาเหตุที่ต้องถามสิทธิ์ของผู้ป่วยเนื่องจากอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่มาก เกินไป นอกจากนี้สิทธิ์เพิ่มเติมของแต่ละกองทุนก็มีความแตกต่างกันชัดเจน จากการที่ผู้วิจัยได้เสนอให้มีการบูรณาการระบบสุขภาพให้เป็นระบบเดียวนั้น เป็นไปได้ยากเนื่องจากแต่ละกองทุนมีที่มาที่แตกต่างกันจึงต้องได้รับความ ชัดเจนและการสนับสนุนจากรัฐ

น.ส.ชุณหจิต สังข์ใหม่ รองอธิบดีกรมบัญชีกลางแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะมีการรวม 3 กองทุนไว้ภายใต้การบริหารจัดการของหน่วยงานเดียว เป็นแนวคิดที่ดีเพราะจะได้ข้อมูลของประชาชนทั้งประเทศ เช่น ข้อมูลการรักษา ข้อมูลการใช้ยา สามารถนำมาใช้ในการกำหนดสิทธิ์พื้นฐาน และถ้าสามารถควบคุมเงินได้จะทำให้ช่องว่างของความเท่าเทียมลดลง แต่สำหรับแนวคิดที่จะยกเลิกระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการโดยมี การทดแทนด้วยวิธีการต่างๆ นั้น มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น แต่อาจทำได้โดยการลดรายจ่ายในบางส่วนให้เหมาะสมกับการเบิก

น.พ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มองว่า ในประเทศไทยปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ไม่มีความต่างกันมาก แต่การเข้าถึงบริการยังคงเหลื่อมล้ำกันอยู่ เช่น ข้าราชการสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐที่ไหนก็ได้ แต่กองทุนอื่นต้องไปใช้ในหน่วยบริการที่ได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น จึงต้องมีกลไกในการอภิบาลระบบ โดยต้องเป็นกลไกที่กำหนดให้ผู้ให้บริการ และผู้ซื้อบริการแยกออกจากกัน และสร้าง National clearing house ให้เป็นระบบบริการของประชาชนรวมเป็นที่เดียว ให้สามารถบริหารจัดการและพัฒนาระบบสุขภาพภายใต้ทิศทางและมาตรฐานเดียวกัน

นางสุพัขรี มีครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เห็นด้วยถ้ามีการกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานที่เท่ากันหมดทั้ง 3 กองทุน และหากกองทุนใดต้องการพิจารณาให้เพิ่มเติมจะมีการเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นควร โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เช่น เรื่องข้อมูล ที่จะทำให้ระบบไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ส่วนที่ควรให้ความสำคัญคือมีการจัดตั้งหน่วยงานกำหนดนโยบายกำกับทิศ ทางระบบสุขภาพ โดยแยกจากบทบาทการให้บริการของกระทรวงสาธารณสุข และควรมีหน่วยงานกลางกำหนดมาตรฐานการรักษาให้เป็นแบบเดียวกันในทุกสิทธิ์

ทางด้าน น.พ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล ผู้แทนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)กล่าวสรุปสาระสำคัญและข้อเสนอว่า พบปัญหาอุปสรรคและช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพมาจาก 1.ความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบประกันสุขภาพที่ขาดกลไกอภิบาลระบบในภาพรวม 2.ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่จากปัญหาการกระจายทรัพยากรและความพร้อมของ ระบบบริการในแต่ละพื้นที่ และ 3.ขาดประสิทธิภาพในการบริการและการใช้ทรัพยากร รวมถึงการบริหารระบบประกันสุขภาพ โดย สวรส.ได้สรุปประเด็นและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย "สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำด้านระบบสุขภาพ" มีข้อเสนอที่สำคัญ คือ  1.มีกลไกการอภิบาลระบบสุขภาพระดับชาติที่เป็นเอกภาพ และมีธรรมาภิบาล ระบบประกันสุขภาพมีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่จำเป็น และมีการออกแบบระบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน เช่น พัฒนากลไกการเงินการคลังด้านสุขภาพ รวมถึงการสร้างกลไกการจัดการเพื่อรองรับระบบการพัฒนา ซึ่งขณะนี้ยังขาด National clearing house ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง 3 กองทุน

2.การกระจายอำนาจบริหารไปสู่ระดับเขต โดยแบ่งพื้นที่บริหารเป็น 12 เขตบริการ ยกเว้นกรุงเทพฯ จะทำให้การบริการด้านสุขภาพมุ่งเน้นไปสู่ประชาชนได้มากที่สุด

3.พัฒนาระบบประกันสุขภาพและระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน ประเด็นการพัฒนาต้องคำนึงถึงผู้ให้บริการและการให้บริการ ข้อจำกัดทางการแพทย์ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น Medical hub การเคลื่อนไหวของกำลังคนในยุค AEC เป็นต้น

(บ้านเมือง, 18-5-2556)

 

พนักงาน สวทช.ยกเลิกประท้วง แฉการเมืองสั่งสกัด

ความคืบหน้ากรณีมีการแจกใบปลิวในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โจมตีการทำงานของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งเรื่องความไร้ธรรมาภิบาล การตัดงบฯวิจัย และกล่าวหาถึงความไม่ชอบมาพากลในเรื่องต่างๆโดยพนักงานสวทช.นัดประท้วงในวัน จันทร์ที่20 พฤษภาคมนั้น

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเคลื่อนไหวประท้วงของพนักงานในสวทช.ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก โดยหลังข่าวแพร่สะพัดออกไปมีการเรียกนายทวีศักดิ์ ?กออนันตกูล ผอ.สวทช. เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก่อนสั่งให้นายทวีศักดิ์ ไปสั่งไม่ให้พนักงาน สวทช.เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฎในใบปลิวให้กับพนักงาน สวทช.

นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองยังสั่งให้นายทวีศักดิ์ ไปสอบหาตัวคนทำใบปลิวและแกนนำในการประท้วงมาให้ได้ พร้อมกับตำหนินายทวีศักดิ์อย่างรุนแรงกรณีไม่สามารถขอความร่วมมือให้พนักงาน ยุติการเคลื่อนไหวได้โดยเด็ดขาดเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมายังมีการล่าชื่อพนักงาน สวทช.กว่า 800 คน เพื่อเตรียมยื่นให้กับนายวรวัจน์ลงมาพบปะและชี้แจงปัญหาต่อพนักงานในวัน ที่20 พฤษภาคมนี้

“ผู้มีอำนาจโกรธเรื่องพนักงานล่าชื่อมาก ถึงกับเรียกผอ.สวทช.ไปพบ ตำหนิว่า”ปากว่าตาขยิบ” ทำให้ผอ.สวทช.ต้องทำอีเมล์ขึ้นอีกหนึ่งฉบับส่งถึงผู้บริหารฝ่ายต่างๆในสวทช. เพื่อให้ขอความร่วมมือไปยังพนักงานยุติการประท้วงในวันที่ 20 พฤษภาคมและให้ยุติการสื่อสารใดๆที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสวทช.”แหล่ง ข่าวระบุ

ทั้งนี้ในส่วนของพนักงานสวทช.หลังได้รับอีเมล์แล้ว เห็นว่าจะยุติการประท้วงในวันที่ 20 พฤษภาคมออกไปก่อนเพื่อรอดูท่าทีของฝ่ายการเมืองว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆใน สวทช.ได้อย่างไร ส่วนการยื่นหนังสือถึงนายวรวัจน์ที่จะให้ลงมาพบปะพนักงานนั้น ก็ยกเลิกเช่นกันพร้อมกันนำรายชื่อพนักงานที่ร่วมลงชื่อนั้นไปทำลายทิ้งแล้ว เพราะเกรงว่าจะถูกผู้มีอำนาจตามเช็คบิลภายหลังเนื่องจากมีการประกาศว่า งานนี้จะต้องเอาคืนแน่

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า แม้ว่าจะไม่มีการออกมาประท้วงอย่างเป็นทางการ แต่พนักงานจะใช้วิธีการประท้วงเงียบเป็นการภายในเพื่อสะท้อนให้ผู้มีอำนาจ รับทราบถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ซึ่งเดิมได้นัดหมายกันว่าจะแต่งชุดดำประท้วงก็ถูกสกัดกั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น นัดกันใส่เสื้อสีขาว กางเกงดำ สายคล้องคอสีดำแทน แต่ก็ยังถูกขอร้องอีก ทางพนักงานเลยเปลี่ยนมาเป็นใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ส่วนวันอื่นๆ อาจจะมีบางส่วนที่ใส่แต่งชุดดำประท้วงก็ได้

สำหรับประเด็นที่พนักงานสวทช.ไม่พอใจและประท้วงนายวรวัจน์ครั้งนี้ อาทิ 1.การตัดงบฯวิจัยของสวทช.เกือบ 1พันล้านบาท 2. การประชุมบอร์ด กวทช.ที่ไม่ต่อเนื่องเพราะผ่านมา? 6 เดือนนัดประชุมแค่ 2ครั้ง ทำให้เกิดภาวะความชะงันในการทำงานและ3. ความล่าช้าในการพิจารณาแต่งตั้งผอ.สวชท.คนใหม่แทนคนเก่าที่จะหมดวาระลงวัน ที่ 30 มิถุนายนนี้ส่งผลให้เกิดสูญญาการในการทำงานเจ้าหน้าที่ขาดขวัญและกำลังใจ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ สวทช.

(แนวหน้า, 18-5-2556)

 

คืนสภาพผู้ประกันตน ม.39 ขาดส่งเงินสมทบ กลับมาเป็นผู้ประกันตน

20 พ.ค. 56 - สปส.เตรียมพิจารณาให้ผู้ประกันตน ม.39 ที่ขาดส่งเงินสมทบ ด้วยเหตุสุดวิสัย กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน หลังมีผู้ยื่นขออุทธรณ์เป็นจำนวนมาก ขณะที่จำนวนผู้ประกันตน ม.39 ที่ยังไม่คืนสภาพกว่า 300,000 คน

นายอารักษ์  พรหมณี  รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะโฆษก สปส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39  ของกองทุนประกันสังคม ซึ่งต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันหรือภายใน 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือนได้อุทธรณ์มายัง สปส. จำนวนมาก  เพื่อขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตน โดยร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2  ได้เขียนกำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย  ทำให้ขาดส่งเงินสมทบได้สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39  ได้โดยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สปส.

ทั้งนี้ เมื่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมผ่านสภาฯ แล้ว สปส.จะต้องมาออกระเบียบรองรับในกรณีข้างต้น โดยคาดว่า สปส.อาจจะต้องมอบอำนาจให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัด และสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ต่าง ๆ เป็นผู้พิจารณาคืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนให้แก่ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมา ตรา 39 ที่มีเหตุสุดวิสัย เช่น ไปต่างประเทศ  เจ็บป่วย  ทำให้ขาดส่งเงินสมทบ ซึ่งในกรณีเจ็บป่วยจะต้องเคยส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนขาดสิทธิ ส่วนการคืนสิทธิ์เงินชราภาพจะคำนวณให้เฉพาะระยะเวลาที่นำส่ง

โดยช่วงเวลาที่สามารถกลับมาใช้สิทธิประโยชน์กรณีต่าง ๆ นั้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ สปส. กำหนด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สปส. ได้ออก พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2554 โดยให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 มายื่นเรื่องเพื่อขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายใน 1 ปี โดยสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2555  ซึ่ง สปส. ก็ได้มีจดหมายแจ้งไปยังผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่มีอยู่ทั้งหมด  389,418  คน  แต่ในจำนวนนี้มีผู้มายื่นเรื่องขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเพียง 58,487 คนซึ่งทั้งหมดได้รับการคืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39  เรียบร้อยแล้ว  ทำให้ยังเหลืออีกประมาณ 330,931  คนที่ยังไม่ได้คืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39

(สำนักข่าวไทย, 20-5-2556)

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์